พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 345 ประวัติศาสตร์ผันเปลี่ยนอีกครั้ง
บทที่ 345 ประวัติศาสตร์ผันเปลี่ยนอีกครั้ง
ณ เมืองหลวง ด่านเฮาโลก๋วน
เล่าเจี้ยงประจำการอยู่ตรงนี้เนิ่นนานแล้ว สถานการณ์ไม่ต่างจากที่เขาคาดไว้เท่าไรนัก ยังคงเงียบสงบดังเดิมทุกประการ ไม่มีใครหน้าไหนอาจกล้าท้าทายด่านนี้แม้แต่คนเดียว
บางครั้งเขายังเป็นอันต้องถอนหายใจ หากทั้งเมืองหลวงเหลือด่านเฮาโลก๋วนเป็นทางเข้าเพียงทางเดียว เช่นนั้นตั๋งโต๊ะย่อมไม่มีทางโยกย้ายเมืองหลวงแน่ เช่นนั้นใครจะทำลายได้อีก?
ในประวัติศาสตร์เองก็เป็นดั่งที่เล่าเจี้ยงคาดการณ์ไว้เช่นกัน คอยกระทั่งตั๋งโต๊ะตัดสินใจเลือกเมืองหลวงได้ เขาค่อยมุ่งหน้าตามไปทางเตียงอัน ถือโอกาสกลับเมืองฮั่นต๋ง จากนั้นนำพระราชโองการไปรับตำแหน่งเจ้าผู้แคว้นเอ๊กจิ๋วอย่างสง่างาม
ทว่าน่าเสียดาย มีตัวแปรใหญ่อย่างเล่าเจี้ยงทั้งคน มีหรือหน้าประวัติศาสตร์จะไม่มีทางเปลี่ยนแปลงได้?
ไม่ต้องพูดถึงอื่นไกล ยามนี้กองทัพปราบตั๋งโต๊ะจากทั่วสารทิศทั้งหลายล้วนมุ่งหน้ามารวมพลกันที่ซวนจ่าว แม้แต่อ้วนสุดผู้ไม่เคยลุกออกจากเมืองหลู่หยางมาก่อนนั้น ยังนำกองทัพนับสามหมื่นจากหลู่หยางมารวมตัวด้วย!
ภายในจวนเล่าเจี้ยงที่ด่านเฮาโลก๋วน ซุนฮิวหยิบรายงานศึกล่าสุดเข้ามา
“นายท่านว่างมากขนาดนั้นเชียวหรือ?”
ครั้นเห็นเล่าเจี้ยงกำลังเพลิดเพลินกับชาในถ้วยอย่างไม่ทุกข์ร้อน ซุนฮิวก็อดหยอกล้อมิได้
“หึหึ กงต๋า มานี่ รีบนั่งลง! ชาสามารถบำรุงร่างกายรักษาอารมณ์ เราสองคนมาดื่มด้วยกันเถิด”
แน่นอนว่าเล่าเจี้ยงสบายใจ กระทั่งว่างเสียจนทนไม่ไหว! เช้าจรดเย็นไม่มีเรื่องให้ทำแม้แต่น้อย!
ซุนฮิวหาได้ปฏิเสธ หย่อนกายลงตรงข้ามเล่าเจี้ยง กระดกดื่มน้ำชาที่เพิ่งเทเต็มถ้วยเข้าปากรวดเดียวหมด
“นี่! เจ้าดื่มเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร? ต้องค่อย ๆ ละเลียดลิ้มชิมรสอย่างสิ! มา… ข้าเทให้อีกถ้วย”
เล่าเจี้ยงเห็นกุนซือกระดกรวดเดียวหมดก็ไม่พอใจนัก กล่าวโทษอีกฝ่ายไม่สนใจเจตนาดีของตน
ซุนฮิวมิได้ยั้งเล่าเจี้ยงให้ช่วยเทชาให้แต่อย่างใด แต่กลับเอ่ยบางสิ่งที่ทำให้เล่าเจี้ยงรู้สึกสนใจขึ้นมา
“นายท่าน เกรงว่าพวกเราคงนั่งลิ้มรสชาได้อีกไม่กี่วันแล้วขอรับ”
“มีอะไร ตั๋งโต๊ะทนต่อไปไม่ไหวแล้วหรือ? คิดจะโย้กย้ายเมืองหลวงหรือ?”
เล่าเจี้ยงเงยหน้ามองซุนฮิว หาได้หยุดการกระทำในมือแต่อย่างใด
“มิใช่ขอรับ กองทัพจากทั่วสารทิศมารวมตัวที่ซวนจ่าว ไม่ช้าเหล่าทหารจะมาถึงด่านเฮาโลก๋วนแล้ว”
“ฮ่า ๆ เป็นไปไม่ได้!”
เล่าเจี้ยงหัวเราะเสียงเบา เจ้าเมืองพวกนี้คิดอะไรอยู่มีหรือเขาจะไม่รู้? พลทหารตายไปคนหนึ่งล้วนคิดว่าเสียหาย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการฝืนโจมตีด่านเฮาโลก๋วนเลย
“อ้วนเสี้ยวเป็นถึงผู้นำกองทัพพันธมิตรยังไม่มาซวนจ่าว เจ้าเมืองคนอื่นมาก็ไม่มีประโยชน์ ต้องหยุดยั้งอยู่ที่ซวนจ่าวทั้งหมด เจ้าคนพวกนี้โอหังย่ามใจอย่างเปิดเผย ทั้งที่ความเป็นจริงต่างแย่งชิงอำนาจกัน พวกมันไม่มีทางยอมเสียไพร่พลของตัวเองแน่!”
ซุนฮิวชะงักถ้วยชา มองเล่าเจี้ยงด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย
“นายท่าน อ้วนเสี้ยวนำทัพมุ่งหน้าจวนจะถึงซวนจ่าวแล้ว ทั้งยังเรียกแม่ทัพอ้วนสุดให้ตามมาอีกด้วย”
มือของเล่าเจี้ยงที่มาดหมายดื่มชาชะงักค้าง พลางมองซุนฮิวอย่างไม่เชื่อสายตา
“นี่เรื่องจริงหรือ?”
“ฮ่า ๆ จริงแท้ที่สุดขอรับ!”
น้ำเสียงซุนฮิวเจือหยอกล้อตอบ หากแต่ท่าทีกลับจริงจังยิ่ง
เล่าเจี้ยงหมดกะจิตกะใจจะลิ้มชิมรสชาในชั่วพริบตา วางถ้วยลงอย่างเบามือ
ประวัติศาสตร์คลาดเคลื่อนขึ้นอีกแล้วหรือ? อ้วนเสี้ยวไม่ได้ไปเหอเน่ย อ้วนสุดไม่คอยท่าอยู่เมืองหลู่หยาง หรือว่าภาพการต่อสู้ของเหล่าวีรบุรุษกลางด่านเฮาโลก๋วนที่มีแค่ในสามก๊กฉบับวรรณกรรม… จะปรากฏขึ้นจริงแล้ว?
“แล้วเมืองลกเอี๋ยงเล่า? มีข่าวคราวอะไรหรือไม่ กองทัพทั้งหลายของตั๋งโต๊ะเป็นอย่างไรบ้าง?”
หากเป็นไปตามประวัติศาสตร์ กองทัพทั้งหลายของตั๋งโต๊ะทำสงครามที่ไหนก็ต้องพ่ายแพ้ที่นั่น จะยิ่งทำให้ตั๋งโต๊ะตัดสินใจโยกย้ายเมืองหลวงเร็วขึ้นเช่นกัน ทว่ายามนี้ผิดปกติแล้ว คงมิอาจเลี่ยงไม่ให้เกิดความเปลี่ยนแปลงได้อีกต่อไป
“นายท่าน ซุนเกี๋ยน ทัพหน้าของอ้วนสุดเดินทัพมาจากเมืองหลู่หยาง ตีฝ่ากองทัพประจำเมืองน้อยใหญ่มาตลอดทาง ไม่มีผู้ใดขัดขวางได้ ยิ่งไปกว่านั้นยังเอาชนะโฮจิ้นที่ชานเมืองหยางเหริน ไม่พอ ซุนเกี๋ยนยังสังหารฮัวหยง ผู้บัญชาการทัพหน้าของโฮจิ้นเองกับมือ! แต่น่าเสียดายเจ้าโง่อ้วนสุดไม่ยอมส่งเสบียงอาหารและหญ้าเลี้ยงม้าให้ ลิโป้จึงฉวยโอกาสจู่โจมค่ายใหญ่ของซุนเกี๋ยน กองทัพซุนเกี๋ยนบาดเจ็บล้มตายอย่างน่าอนาถ! ว่ากันว่าท้ายที่สุดแล้ว ซุนเกี๋ยนรอดชีวิตมาได้เพียงคนเดียว”
“ลิโป้งั้นรึ!?”
เล่าเจี้ยงตกตะลึงถึงขีดสุด คาดไม่ถึงว่าซุนเกี๋ยนจะแพ้พ่ายลิโป้ มิใช่ว่าลิโป้ต้องขัดแย้งกับโฮจิ้น ทั้งสองจึงถูกซุนเกี๋ยนจัดการอย่างเหี้ยมโหดจนต้องหนีเตลิดหรือ… เท่าที่เขารู้ มันต้องเป็นแบบนั้นสิ! ไฉนสุดท้ายถึงกลายเป็นซุนเกี๋ยนเสียเองที่ดิ้นรนเอาชีวิตรอด?
ขุนศึกผงาดฟ้ากำเริบหนัก ฉีกประวัติศาสตร์ข้าทิ้งไปแล้วเรอะ?
“สมเป็นลิโป้เลยนะขอรับ เขาเองก็ได้ความดีความชอบครั้งใหญ่จากเหตุนี้เช่นกัน ตั๋งโต๊ะจึงประทานยศเหวินโหวให้”
“เดี๋ยว! แล้วเส้นทางอื่นเล่า ตั๋งโต๊ะเอาชนะหมดเลยหรือ?”
เล่าเจี้ยงไม่กลัว ‘ตั๋งโต๊ะไปที่ไหนแพ้ที่นั่น’ เลยสักนิด แต่เขากลัวที่สุดคือ ‘ไปที่ไหนชนะที่นั่น’ ต่างหาก ถึงคราวนั้นไม่มีการโยกย้ายเมืองหลวงแล้ว เรื่องราวพลิกผันคงบานปลายเกินจะควบคุมเป็นแน่!
“ไม่นะขอรับ งิวฮู บุตรเขยของตั๋งโต๊ะเดินทัพทางไกลและพ่ายแพ้กองทัพคลื่นขาว ทั้งหมดถูกกวาดล้างสิ้น หวนเตียวที่สกัดต้านการโจมตีที่เหอเน่ยค่อนข้างมั่นคง อาศัยจุดยุทธศาสตร์สำคัญปักหลักยืนหยัด อีกทั้งในเหอเน่ยมีเพียงกองกำลังทหารของอองของเท่านั้น สองฝ่ายคุมเชิงแทบไม่มีวี่แววการต่อสู้”
เล่าเจี้ยงถอนหายใจอย่างโล่งอกในที่สุด ขอเพียงอำนาจคุกคามของทัพคลื่นขาวยังอยู่ ตั๋งโต๊ะต้องโยกย้ายเปลี่ยนเมืองหลวงแน่
“ดูท่าเจ้าสุนัขอ้วนเสี้ยวจะสาดโคลนใส่ร้ายข้าเรื่องการตายน่าอนาถของอ้วนหงุย เจ้าลูกคนรวยแต่โง่นี่ยังกล้าเป็นผู้นำกองทัพพันธมิตรอีก ข้าว่าเหล่าทหารที่ด่านตะวันออกนั้นอีกไม่ช้าต้องพินาศลงด้วยน้ำมือมันแน่”
ในอีกสิบปีต่อจากนี้ จะเกิดสงครามยุทธการกัวต๋อขึ้น เป็นศึกอ้วนเสี้ยวปะทะโจโฉ กองทัพหนึ่งแสนนายของอ้วนเสี้ยวยังสู้ทหารสามหมื่นนายของโจโฉไม่ได้ด้วยซ้ำ ยิ่งไปกว่านั้น… เขาในตอนนี้จะอ่อนด้อยกว่าตอนนั้นขนาดไหน?
หากผู้นำกองทัพพันธมิตรคือโจโฉ เช่นนั้นเล่าเจี้ยงย่อมไม่กล้าประมาท ส่วนอ้วนเสี้ยวน่ะหรือ… ช่างหัวมัน ก็ปล่อยไปอย่างนั้นละ!
“คิกคิก นายท่านเองก็มิอาจประมาทเกินควรเช่นกัน เหล่าทหารและอาชาที่รวมตัวกันในซวนจ่าวยามนี้ไม่ต่ำกว่าแสนนายแน่นอน พวกเราควรทำเช่นไรขอรับ?”
ซุนฮิวพูดเพื่อให้เล่าเจี้ยงระวังตัวมากขึ้น แม้นในความเป็นจริง สถานการณ์จะมิได้น่ากังวลเท่าไรนัก อ้วนเสี้ยวผู้นี้ซุนฮิวรู้จักเป็นอย่างดี อีกฝ่ายมีนิสัยเป็นจุดอ่อนที่เด่นชัดเกินไป
เล่าเจี้ยงลูบคาง วิเคราะห์สถานการณ์โดยละเอียด
ตอนนี้ด่านเฮาโลก๋วนมีกองทัพทหารสี่หมื่นห้าพันนาย สี่หมื่นนายเป็นพี่น้องร่วมรบของเขามาหลายสมรภูมิ อีกห้าพันคนคือทหารและม้าของตั๋งโต๊ะ กระนั้น ยามนี้ทั้งห้าพันคนก็เชื่อฟังคำสั่งของเล่าเจี้ยงทั้งหมดแล้ว
หากอาศัยไพร่พลเหล่านี้คอยคุ้มกันด่านเฮาโลก๋วน เช่นนั้นย่อมไม่มีปัญหา ทว่าเล่าเจี้ยงไม่อยากเสียกำลังพลไปโดยเปล่าประโยชน์อยู่ดี
อ้วนเสี้ยวระดมไพร่พลทหารและอาชาทั้งหลายมายังซวนจ่าว เล่นใหญ่ขนาดนี้คงไม่มีทางทำเรื่องน้อย พวกมันต้องบุกโจมตีด่านเฮาโลก๋วนแน่นอน และเล่าเจี้ยงจะไม่มีทางปล่อยให้ตั๋งโต๊ะนั่งนิ่งดูดายอยู่ในราชธานีลกเอี๋ยงเป็นอันขาด!
“กงต๋า ยามนี้ยังเหลือไพร่พลและม้าอีกเท่าไรที่โยกย้ายมาใช้งานได้?”
“ไม่เกินห้าหมื่นคนขอรับ โฮจิ้นสูญเสียกำลังพลที่ชานเมืองหยางเหรินหมื่นกว่านาย กองทัพสองหมื่นนายของงิวฮูถูกกวาดล้างสิ้น ตั๋งโต๊ะต้องส่งกองโจรคลื่นขาวเคลื่อนทัพมายังเมืองเหอตงเป็นแน่ จากการคาดการณ์ของข้าน้อย เขาสามารถเคลื่อนย้ายกองพลทหารได้สี่หมื่นนายไม่ผิดแน่”
เล่าเจี้ยงพยักหน้า สี่หมื่นนายก็พอแล้ว ให้ทหารสี่หมื่นนายของตั๋งโต๊ะมาเติมคอยประคองสถานการณ์ไว้ ไม่ไหวค่อยถอนทัพก็พอ
“กงต๋า เจ้ารีบส่งคนไปส่งสารแก่ตั๋งโต๊ะ บอกว่าอ้วนเสี้ยวรวบรวมกองทัพสามแสนนายไว้ที่ซวนจ่าว จะเข้าโจมตีด่านเฮาโลก๋วนในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ให้เขาเร่งตามมาสนับสนุน ใช่สิ ต้องให้ตัวเขามาหนุนหลังด้วยตัวเอง!”
ซุนฮิวเผยสีหน้าพึงใจเต็มประดา ความคิดของเล่าเจี้ยงกับเขาเหมือนกันทุกประการ
“นายท่าน ไม่กลัวตั๋งโต๊ะหนีศึกหรือขอรับ?”
เล่าเจี้ยงหัวเราะเสียงเย็นยะเยือก แน่นอนว่าเขาไม่มีทางปล่อยให้ตั๋งโต๊ะตีตัวออกหากไม่ยุ่งเกี่ยวด้วยเด็ดขาด!
“กงต๋า เจ้าบอกตั๋งโต๊ะเสียว่า ข้าจะรอเขาเจ็ดวัน หากในเจ็ดวันเขายังไม่ถึงด่านเฮาโลก๋วน พวกเราจะหนีทันที ใครอยากอยู่คุ้มกันก็คุ้มกันไป!”
ซุนฮิวรู้ว่าเล่าเจี้ยงไม่มีวันยอมเสียเปรียบแม้แต่น้อย เริ่มแอบเห็นใจตั๋งโต๊ะอยู่ในใจเงียบ ๆ แล้ว
“รับทราบ! ข้าจะส่งคนมุ่งหน้าไปยังลกเอี๋ยงเดี๋ยวนี้!”