พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 346 พันธมิตรปราบตั๋งโต๊ะเคาะประตูขอพบ
บทที่ 346 พันธมิตรปราบตั๋งโต๊ะเคาะประตูขอพบ
ห้าวันต่อมา ด่านเฮาโลก๋วนที่เงียบสงบมานานเริ่มครึกครื้นขึ้น
กองทัพใหญ่ของตั๋งโต๊ะหาได้เร่งรีบมาสนับสนุนล่วงหน้าแต่อย่างใด กลับกันอ้วนเสี้ยวแห่งซวนจ่าวต่างหากที่นำกองทัพพันธมิตรปราบตั๋งโต๊ะมาเยือนถึงใต้ด่านเฮาโลก๋วนแล้ว!
ธงชัยเบื้องล่างด่านเฮาโลก๋วนโบกสะบัด บนนั้นสลักปักอักษร ‘อ้วน’ ขนาดใหญ่ไว้ทั้งสองผืน ซึ่งแสดงถึงตำแหน่งวีรบุรุษในใจพันธมิตรตระกูลอ้วน อ้วนเสี้ยว เจ้าเมืองปุดไฮ แม่ทัพหลังอ้วนสุด ฮันฮกผู้ครองแคว้นกิจิ๋ว ขงมอครองแคว้นอิจิ๋ว เล่าต้ายผู้ครองแคว้นกุนจิ๋ว เตียวเมาเจ้าเมืองตันหลิว เตียวเถียวเจ้าเมืองกองเหลง เกียวโป้เจ้าเมืองตองกุ๋น อ้วนอุ๋ยเจ้าเมืองซันหยง เปาสิ้นเจ้าเมืองเจียวเป่ย นี่คือกองทัพที่มีธงประจำทัพชัดเจน ทั้งยังมีเหล่ากองทัพที่ไร้ธงประจำทัพอีกมากมายเช่น โจ ลิ เล่า ซุน และอื่น ๆ
ดังคาด กองกำลังทหารของอ้วนเสี้ยวขนมากันไม่น้อย เล่าเจี้ยงยืนตระหง่านรอรับศึกเหนือด่านเฮาโลก๋วน ทอดสายตามองไปแทบไม่เห็นปลายแถว
นักท่องเวลาพลันทอดถอนใจ นึกถึงครั้งแรกที่ตนเจอด่านเฮาโลก๋วน ยังคิดว่าภายหน้าตนคงได้เป็นหนึ่งในสมาชิกพันธมิตรปราบตั๋งโต๊ะแล้ว ไม่คิดไม่ฝันว่าวันนี้จะต้องมาต่อกรกับพันธมิตรปราบตั๋งโต๊ะแทนเสียได้
โชคชะตาช่างเล่นตลกเสียจริง!
“ขอเชิญขุนพลพิทักษ์เล่าเจี้ยงมาเจรจา!”
ช่วงเวลายืนเต๊ะท่ารำพันเหนือหน้าด่านสูญไปเพราะเสียงตะโกนก้องสะท้านแก้วหู เล่าเจี้ยงอดค่อนแขวะในใจเสียมิได้ว่าในยุคสมัยปลายราชวงศ์ฮั่นมีพวกโหวกเหวกโวยวายเยอะแยะจริง ๆ
“ข้านี่แหละเล่าเจี้ยง!”
ถึงเสียงมิได้ดังกังวานเท่าอีกฝ่าย แต่ท่วงท่าต้ององอาจห้ามเหลาะแหละเด็ดขาด ดีร้ายอย่างไรเล่าเจี้ยงก็ครองตัวอยู่ในตำแหน่งสูงศักดิ์มาเนิ่นนาน บารมีทรงอำนาจหาใช่ว่าพวกโหวกเหวกเหล่านี้จะมากลบกันได้ง่าย ๆ!
“ขุนพลพิทักษ์ คงจำอ้วนสุดได้ใช่ไหม?”
นึกว่าใคร ผีแห้งบนท้องถนนอ้วนสุดนี่เอง มีหรือเล่าเจี้ยงจะลืมลง
“พี่อ้วนสุด ไม่เจอกันนาน ไม่คิดฝันว่าวันนี้จะได้เจอกันในสถานการณ์เช่นนี้เสียได้!”
ท่าทีของเล่าเจี้ยงดูเป็นมิตรอย่างยิ่ง นั่นทำให้อ้วนสุดผ่อนคลายไปด้วย
“ใช่สิ หลังจากลากันที่ลกเอี๋ยงวันนั้น ขุนพลพิทักษ์ยังเป็นแม่ทัพหลังอยู่เลย ไม่คาดคิดว่าวันนี้ตำแหน่งแม่ทัพหลังจะเป็นของข้า!”
เล่าเจี้ยงพยักหน้า หากว่ากันตามตำแหน่งยศ อ้วนสุดกับเขายังถือว่ามีวาสนาต่อกันอยู่บ้าง
“หึหึ ในเมื่อพี่อ้วนสุดยอมรับตำแหน่งแม่ทัพหลังของตนแล้ว เหตุใดถึงปลุกระดมทหารก่อการกบฏ ทรยศราชสำนักกันเล่า?”
อ้วนสุดชะงักงันไปชั่วขณะ เขามาเพื่อเกลี้ยกล่อมโน้มน้าวใจเล่าเจี้ยง แต่ไม่คาดคิดว่าจะถูกอีกฝ่ายชิงลงมือก่อนเสียได้
“ขุนพลพิทักษ์ล้อเล่นเกินไปแล้ว หรือจะบอกว่าเจ้าเมืองทั้งหลายใต้ด่านนี้ รวมถึงเจ้าผู้ครองแคว้นที่พากันลุกฮือ ล้วนก่อการกบฏสร้างความวุ่นวายหรือ? เพราะตั๋งโต๊ะอำมหิต เป็นภัยร้ายของบ้านเมืองต่างหาก ที่เหล่าขุนศึกรวมตัวกันก็เพื่อปราบทรราช หลอมรวมต้าฮั่นให้เป็นปึกแผ่น เพื่อตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณฮ่องเต้องค์ก่อน!”
“ฮ่า ๆ ๆ! กลางวันแสก ๆ แบบนี้ คาดไม่ถึงว่าพี่อ้วนสุดจะพูดจาเหลวไหล ช่างน่าขันยิ่งนัก!”
อย่างไรเสียก็พักผ่อนมาเนิ่นนานแล้ว เล่าเจี้ยงจึงไม่สนใจต่อปากต่อคำกับเหล่ากองทัพทั้งหลาย
“ความปรารถนาสุดท้ายของฮ่องเต้องค์ก่อนคือการให้องค์ชายรองเล่าเหียบขึ้นครองบัลลังก์ กลับกันเป็นเพราะตระกูลอ้วนอย่างพวกเจ้า ที่ยืนกรานสนับสนุนองค์ชายใหญ่เพื่อผลประโยชน์ส่วนตนอย่างมิชอบ หากมองแบบนี้ ตระกูลอ้วนของพวกเจ้าต่างหากที่เป็นโจรกบฏทรยศต้าฮั่น!”
วาจาเสียดแทงที่เปลี่ยนไปกะทันหันของเล่าเจี้ยงทำเอาอ้วนสุดทนแทบไม่ไหว ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะเริ่มด่าเรียงตัวกันซึ่งหน้าเช่นนี้
“ขุนพลพิทักษ์ เจ้าเอ่ยวาจาเช่นนี้ดูจะไร้มารยาทเกินควรแล้วหรือไม่ ข้าให้ความเคารพเจ้าไม่น้อยนะ!”
อ้วนสุดสะกดโทสะพลุ่งพล่านไว้ในใจ หากมิใช่เพราะแรงดึงดูดจากการทำให้เล่าเจี้ยงยอมจำนนนั้นมหาศาลเกินไป ไหนเลยเขาจะเกรงใจอยู่เช่นนี้?
“ฮ่า ๆ ๆ ประโยคนี้ข้าค่อนข้างคุ้นเคยทีเดียว เจ็ดปีก่อนก็เคยกล่าวเช่นนี้ไว้ เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าตอบไปเช่นไร”
“ตัวข้าเล่าเจี้ยงขุนพลพิทักษ์ เลือดเนื้อเชื้อพระวงศ์ฮั่น จำต้องเคารพพวกกบฏชั่วอย่างพวกเจ้าด้วยหรือ”
อ้วนสุดเสียหน้าครั้งใหญ่ถึงสองครา ก่อนหน้านี้ดันอวดอ้างต่อหน้าบรรดาเหล่ากองทัพพันธมิตรว่าเล่าเจี้ยงเคารพตนยิ่งยวด ทว่ายามนี้กลับถูกตบหน้าด้วยวาจาเสียงดังลั่นไปหลายกองทัพ!
“เล่าเจี้ยง เจ้า…!”
อ้วนสุดจะด่ากลับ แต่คาดไม่ถึงว่าเล่าเจี้ยงจะปริปากอีกครั้ง ไม่ให้โอกาสให้อีกฝ่ายได้พูดอะไรทั้งนั้น
“อ้วนสุด ข้าได้ยินมาว่าเจ้ากลัวซุนเกี๋ยนชิงโจมตีเข้าราชธานีลกเอี๋ยงก่อน ถึงได้ไม่ยอมส่งเสบียงทหารและหญ้าเลี้ยงม้าให้เขา เป็นเหตุให้กองทัพซุนเกี๋ยนถูกกวาดล้างสิ้น พฤติกรรมเลวร้ายของคนต่ำทรามอย่างเจ้ายังมีหน้าบอกว่าจะช่วยราชวงศ์ฮั่นต่อไปอีกหรือ? เจ้าไม่กลัวใครเขาหัวเราะเยาะเอารึไง”
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ”
สิ้นเสียงเล่าเจี้ยง เหนือด่านเฮาโลก๋วนพลันปะทุเสียงระเบิดหัวเราะดังลั่น สร้างความอัปยศจนอ้วนสุดไม่มีที่ไว้หน้า ต้องรีบเอาตัวเองไปเก็บ ถอยกลับเข้ากลางกองทัพอย่างรวดเร็ว
“อ้วนสุด ข้าบอกแล้วว่าอย่าเปลืองน้ำลายกับเล่าเจี้ยงมาก คนชั่วเช่นนี้รู้จักแต่การวิวาทเท่านั้น!”
อ้วนสุดได้ยินเสียงกล่าวปลอบใจของอ้วนเสี้ยว ไฟแค้นในใจยิ่งปะทุเดือดดาล ถึงขั้นว่ามองเห็นอ้วนเสี้ยวลอบขบขันเขาในใจเลยก็ว่าได้
“ผู้นำทัพพันธมิตร ให้ข้าลองดูเถิด ข้าเคยต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับเล่าเจี้ยงมาหลายคราแล้ว”
“เจ้าเมืองซุนหรือ ได้! เชิญแม่ทัพตามสะดวก”
ซุนเกี๋ยนเสนอตัว อ้วนเสี้ยวตอบรับด้วยความปรีดาอย่างรวดเร็ว
หลายวันมานี้ชื่อเสียงพยัคฆ์แห่งกังตั๋งเป็นที่เลื่องลือไม่เบา ทลายกองทัพตั๋งโต๊ะ ทั้งยังเกือบตีด่านต้ากู่เข้าลกเอี๋ยงได้อีกด้วย!
กระทั่งว่าอ้วนเสี้ยวยินดีเสียด้วยซ้ำที่อ้วนสุดตัดเสบียงและหญ้าม้าของซุนเกี๋ยนเสียก่อน มิเช่นนั้นตัวเขาที่เป็นผู้นำกองทัพพันธมิตรจะเอาหน้าไปไว้ไหน?
ครานี้ซุนเกี๋ยนออกตัวโน้มน้าวใจเล่าเจี้ยงด้วยตัวเอง ไม่มีอะไรดีไปกว่านี้แล้ว ปล่อยให้พยัคฆ์แดนกังตั๋งผู้นี้เผชิญหน้า กับความยโสโอหังของขุนพลพิทักษ์ดูสักที
เล่าเจี้ยงจะยอมง่ายดายขนาดนั้นหรือ? ถูกเขาปรามาสด่าทอจนแทบกระอักเลือดมาหลายปียังน้อยไปหรือ? อ้วนเสี้ยวรู้จุดนี้ดี ถึงมิได้ปฏิเสธใครหน้าไหนที่ไปประกาศให้เล่าเจี้ยงยอมจำนน เพราะเขาทราบดีว่าไม่มีใครทำสำเร็จ
เล่าเจี้ยงไร้วี่แววเป็นกังวล ทั้งยังยืนบนด่านเฮาโลก๋วนอย่างสบายใจ รอคอยการเคลื่อนไหวก้าวต่อไปของทหารพันธมิตร เขามั่นใจยิ่งยวดว่า ต่อให้อ้วนเสี้ยวโง่ขนาดไหนก็ไม่มีทางบุกโจมตีวันนี้แน่
เป็นอย่างที่เล่าเจี้ยงคาดไว้ ไม่นานท่ามกลางฝูงชนกองทัพพันธมิตรพลันมีใครคนหนึ่งโผล่ออกมา ก่อนตรงดิ่งสู่ด่านเฮาโลก๋วน
“ขุนพลพิทักษ์ คงจำซุนเหวินไถได้ใช่ไหม?”
ซุนเกี๋ยนประกาศนามอย่างกล้าหาญ ไม่กังวลว่าเล่าเจี้ยงจะลอบยิงเกาทัณฑ์ใส่แม้แต่น้อย
“แน่นอนว่าจำได้ ไม่เจอกันหลายปี นับวันชื่อเสียงของสหายเหวินไถยิ่งเลื่องลือเกรียงไกร!”
เล่าเจี้ยงกุมมือคารวะซุนเกี๋ยนครู่หนึ่ง สำหรับพยัคฆ์แห่งกังตั๋งผู้นี้ เขาค่อนข้างเคารพพอสมควร จากนี้ซุนเกี๋ยนจะเป็นอย่างไรไม่รู้ กระนั้นอีกฝ่ายในยามนี้ก็ยังเรียกได้เต็มปากว่าเป็นแม่ทัพผู้เกรียงไกรใต้ธงราชวงศ์ฮั่น
“ขุนพลพิทักษ์กล่าวเกินไปแล้ว ซุนเกี๋ยนชื่อเสียงน้อยนิด ไหนเลยจะเทียบกับขุนพลพิทักษ์ได้”
“สหายเหวินไถไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้ ท่านคือผู้ที่ข้านับถือยิ่ง เพียงแต่คนโง่ขี้โมโหอย่างอ้วนสุดนั้น ข้าไม่ค่อยพึงใจ…”
หากอ้วนสุดอยู่ข้าง ๆ ต้องกริ้วโกรธเล่าเจี้ยงเจียนตายแน่ เขาถอยไปแล้ว เล่าเจี้ยงยังไม่ยอมหยุด คอยหาเรื่องตลอดเวลา
“หึหึ แม่ทัพอ้วนก็ตกหลุมพรางแผนการชั่วของทรราชตั๋งโต๊ะเช่นกัน เรื่องนี้ถือเป็นการเข้าใจผิด! ที่ข้ามาครานี้เพราะมีเรื่องอยากบอกให้ขุนพลพิทักษ์ได้ฟัง”
ซุนเกี๋ยนรู้ว่าเล่าเจี้ยงพยายามทำให้อีกฝ่ายหวาดระแวงกันเอง กระนั้นเขาหาได้ใส่ใจ อ้วนสุดข้างล่างรับปากสัญญาอะไรไว้มากมาย ทำให้เขาไม่มีทางเปลี่ยนใจ
“เชิญสหายเหวินไถชี้แนะ”
ซุนเกี๋ยนสูดหายใจ ไม่คิดไม่ฝันว่าเล่าเจี้ยงจะให้เกียรติตนถึงเพียงนี้
“ขุนพลพิทักษ์เก่งกาจด้านการรบ เหนือฟ้าใต้หล้าไร้ผู้ใดเทียบเทียม เป็นอัจฉริยะแห่งต้าฮั่น เสาหลักของบ้านเมือง! ยิ่งไปกว่านั้นยังมีเชื้อสายพระวงศ์ฮั่น และมีศักดิ์เป็นพระราชบุตรเขยของฮ่องเต้องค์ก่อน ด้วยฐานะนี้ สมควรยิ่งที่จะค้ำจุนราชวงศ์ฮั่น ปราบปรามเหล่ากบฏให้สิ้น!”
“สหายเหวินไถล้อเล่นอันใดกัน ยามนี้ฝ่าบาทองค์ปัจจุบันประทับในเมืองลกเอี๋ยงอย่างปลอดภัย ไหนเลยจะมีเหล่ากบฏ? กลับกัน… เป็นพวกเจ้าเมือง เจ้าผู้ครองแคว้นทั้งหลายข้างหลังเจ้าต่างหาก แต่ละคนระดมกำลังพลสร้างความโกลาหล มาดหมายก่อการบุกหน้าด่าน ในสายตาข้า พวกเจ้าต่างหากที่เป็นกบฏที่แท้จริง!”
ซุนเกี๋ยนหน้าชากลืนไม่เข้าคายไม่ออกไปชั่วขณะ ได้ยินมานานแล้วว่าเล่าเจี้ยงนั้นฝีปากดี พูดเปลี่ยนดำให้เป็นขาวได้ กระนั้นก็ไม่คิดไม่ฝันว่าจะร้ายกาจกว่าคำร่ำลือไปมากมาย!
“ขุนพลพิทักษ์ เจ้าลองย้อนทบทวนตนเองดู ว่าตั๋งโต๊ะไม่ถือเป็นกบฏบ้านเมืองจริงหรือ?”