พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 348 เค้าลางความขัดแย้งภายใน
บทที่ 348 เค้าลางความขัดแย้งภายใน
“นายท่านทั้งหลาย จากที่ซุนเกี๋ยนรู้จักเล่าเจี้ยงมา เขาไม่มีทางเป็นตัวบ่อนทำลายต้าฮั่นแน่นอน ดังนั้นข้าคิดว่าพวกเราควรมุ่งเป้าไปที่ตั๋งโต๊ะดังเดิม”
คาดไม่ถึงว่าซุนเกี๋ยนยังออกตัวพูดแทนเล่าเจี้ยง ทำเอาอ้วนเสี้ยวไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง รีบหันมองอ้วนสุดข้าง ๆ ส่งสัญญาณให้อีกฝ่ายควบคุมลูกน้องตัวเองด้วย
อ้วนสุดเองไม่ค่อยพอใจเช่นกัน เห็นกันอยู่ว่าซุนเกี๋ยนเพิ่งถูกตอกหน้าหงายท้อง ไฉนถึงความจำสั้นขนาดนี้?
“เหวินไถ เล่าเจี้ยงฝีปากเก่งกล้า สามารถพลิกดำเป็นขาวได้ ทั้งยังดื้อดึงเกินทน ชั่วเวลานี้มิใช่ว่าเราจะทำอะไรกับเขา แต่เป็นตัวเขาเองที่ขวางทางเราต่างหาก หากเล่าเจี้ยงยอมเปิดประตูเมืองของด่านเฮาโลก๋วน เช่นนั้นพวกเราย่อมไม่สร้างความลำบากให้เขาแน่!”
คำพูดของอ้วนสุดกอบโกยเสียงส่วนมากไปได้สำเร็จ แต่น่าเสียดายที่ซุนเกี๋ยนฟังไม่เข้าหูแม้แต่น้อย
“นายท่านทั้งหลาย เล่าเจี้ยงผู้นี้ พวกท่านหาได้มีโอกาสรู้จักอย่างถ่องแท้ การใช้คนในกองทัพของเขานั้นยอดเยี่ยมเป็นที่เลื่องลือ การเอาชนะคนมากด้วยกำลังพลน้อยนิดนั้น สำหรับใครอื่นถือเป็นเรื่องยากยิ่งดุจพลิกฟ้า ทว่าสำหรับเขาแล้วกลับง่ายเสียยิ่งกว่าพลิกฝ่ามือ นายท่านทั้งหลายคิดดูเถิด กองทัพโพกผ้าเหลืองของเตียวก๊ก กองทัพเสเหลียงของเปียนจาง แต่ละศึก ศัตรูล้วนมีจำนวนมากกว่าหลายเท่าตัว ก็ล้วนถูกเขาโจมตีจนหนีแตกกระเจิงมิใช่หรือ?”
เจตนาของซุนเกี๋ยนนั้นหาใช่การพูดให้ท้ายเล่าเจี้ยง เขาเองก็มีจิตใจคิดกำจัดกบฏชั่วตั๋งโต๊ะเพื่อบ้านเมืองเช่นกัน เพียงแต่รู้สึกว่าการสู้ศึกเอาเป็นเอาตายกับเล่าเจี้ยงที่ด่านเฮาโลก๋วนนั้นไม่ใช่ความคิดที่ฉลาดนัก
“ซุนเกี๋ยน เจ้าหมายความว่าอย่างไร สรุปแล้วเจ้าเป็นคนฝ่ายใดกันแน่?”
อ้วนอุ๋ย เจ้าเมืองซุนหยงโต้แย้งซุนเกี๋ยนเป็นคนแรก เล่าเจี้ยงและตระกูลอ้วนของพวกเขามีความแค้นใหญ่หลวงฝังลึก ไฉนเลยอ้วนอุ๋ยจะยอมปล่อยโอกาสนี้ไปง่าย ๆ
“เจ้าเมืองอ้วน ตัวข้าซุนเกี๋ยนเป็นคนฝ่ายใดต้องบอกอีกหรือ มือข้าสะบั้นคมดาบใส่ทหารแคว้นเลียงจิ๋วหมื่นกว่านาย ขนาดนี้แล้ว ท่านยังไม่รู้อีกหรือ?”
ซุนเกี๋ยนเกลียดคนประเภทอ้วนอุ๋ยที่สุด เห็นชัดว่าไม่แยกแยะเรื่องหนี้แค้นของแผ่นดินต้าฮั่นกับหนี้แค้นตระกูลส่วนตัว
“เจ้า…”
อ้วนอุ๋ยถูกซุนเกี๋ยนตอกหน้าจนโต้กลับไม่ออก ทำได้เพียงจดจ้องด้วยสายตาโกรธเกรี้ยว ทว่าคำพูดของซุนเกี๋ยนกลับสร้างความไม่พอใจครั้งใหญ่แก่อ้วนสุด ราวกับว่ากำลังพูดถึงเรื่องที่เขาไม่ส่งเสบียงและหญ้าม้าขึ้นอีกครั้ง
“อะแฮ่ม สหายเหวินไถ พวกเจ้าอย่าได้ทะเลาะกันไปเลย รังแต่ทำให้เล่าเจี้ยงหัวเราะเยาะเอา”
กระนั้นอ้วนเสี้ยวที่นั่งอยู่ในตำแหน่งหลักกลับทนดูต่อไม่ไหว ไม่คิดฝันว่าชั่วเวลานี้ท่ามกลางกองทัพพันธมิตรปราบตั๋งโต๊ะจะยังมีคนออกหน้าแทนเล่าเจี้ยง นั่นทำให้เขามิอาจทันรับได้อีกต่อไป
“แม่ทัพซุนเกี๋ยน ถ้าเอาตามความเห็นเจ้า พวกเราก็ไม่ต้องสู้แล้ว กองทัพใหญ่หนึ่งแสนห้าหมื่นนายนี้ดูท่าคงต่อกรเล่าเจี้ยงไม่ไหวสินะ?”
ซุนเกี๋ยนเป็นอันต้องขมวดคิ้ว พี่น้องตระกูลอ้วนเหล่านี้ไม่ต่างกันเลยจริง ๆ ล้วนแล้วแต่เห็นแก่ตัว สนใจแต่ประโยชน์ส่วนตนทั้งสิ้น!
“ผู้นำทัพพันธมิตร ข้าหาได้หมายความเช่นนั้น ที่ข้าสื่อคือการเข้าสู่ลกเอี๋ยงนั้นไม่ได้มีเพียงด่านเฮาโลก๋วนเพียงเส้นทางเดียว เหตุใดพวกเราต้องยอมเสี่ยงต่อกรกับเล่าเจี้ยงด้วย? หากเราโจมตีลกเอี๋ยงจากทิศอื่น กำจัดตั๋งโต๊ะจนสิ้น อย่างไรเล่าเจี้ยงก็ต้องยอมจำนนตามแน่ มีหรือเขาจะไม่เห็นดีด้วย?”
กล่าวถึงตรงนี้ เหล่าเจ้าเมืองทั้งหลายต่างเข้าใจกระจ่างแล้ว ความหมายของซุนเกี๋ยนคือให้อ้อมเล่าเจี้ยงไปเสีย หลังจากกำจัดตั๋งโต๊ะได้ เล่าเจี้ยงย่อมโดดเดี๋ยวไร้ที่พึ่ง
หลายคนพยักหน้ารับเบา ๆ รู้สึกว่าข้อเสนอของซุนเกี๋ยนนั้นไม่เลวทีเดียว จากชื่อเสียงเลื่องลือของขุนพลพิทักษ์นั้น ถือว่าไม่เป็นการดีนักหากจะต่อกรจริง ๆ
แต่น่าเสียดาย ไม่ว่าจะอ้วนเสี้ยว อ้วนสุด หรืออ้วนอุ๋ย พวกเขาล้วนไม่ยอมปล่อยชายผู้นี้ไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งอ้วนเสี้ยว เขานำพากองทัพใหญ่มาถึงที่นี่ ก็เพื่อเอาชนะเล่าเจี้ยง!
“สหายเหวินไถพูดมามีเหตุผล ข้าเองก็คิดเช่นนี้มาตั้งแต่แรก คิดจะเสนอแผนการให้ผู้นำกองทัพพันธมิตรพอดี!”
เหล่าเจ้าเมืองน้อยใหญ่ต่างพากันเห็นพ้อง เป็นใครคนหนึ่งที่อยู่ด้านหลังเตียวเมาเจ้าเมืองตันลิว หน้าตาผิวคล้ำเข้ม รูปร่างเล็กเตี้ย ดูแล้วไม่เป็นที่โปรดปรานของผู้คนตั้งแต่แรกเห็น
“ที่แท้ก็เมิ่งเต๋อนี่เอง มิทราบว่าท่านมีความคิดเห็นเช่นไร?”
ครั้นเห็นโจโฉสหายรักของตนเอ่ย อ้วนเสี้ยวจำต้องสะกดความไม่พอใจเอาไว้
โจโฉเดินออกจากข้างหลังเตียวเมา กุมมือคารวะเหล่าธารกำนัลทั้งหลายในกระโจมค่าย
“นายท่านทั้งหลาย ใช่ว่าที่แม่ทัพซุนเหวินไถกล่าวมาจะไร้เหตุผล เล่าเจี้ยงไม่เพียงเชี่ยวชาญด้านการใช้งานกองทัพ จนเป็นที่เลื่องลือ ยามนี้ยังยึดครองชัยภูมิที่ได้เปรียบกว่า หากคิดเอาชนะเล่าเจี้ยงจำต้องโจมตีด่านเฮาโลก๋วนให้แตกพ่าย ทุกท่านเองก็เห็นแล้ว ด่านระดับนี้จำต้องสังเวยชีวิตพลทหารตั้งเท่าไรถึงจะตีแตก? มิรู้ท่านทั้งหลายทราบดีแก่ใจแล้วหรือไม่ แต่ถึงอย่างไรข้าก็ไม่กล้าพูดมากกว่านี้”
“เมิ่งเต๋อคิดเห็นเช่นไร? พูดมาตามตรง ไม่ต้องเกรงใจใครทั้งนั้นแหละ!”
อ้วนสุดประชดประชันหลังฟังคำพูดทำลายขวัญกำลังทหารความน่าเกรงขามของตนมามากพอแล้ว น้ำเสียงจึงเริ่มหงุดหงิดตาม
โจโฉหัวเราะแห้งครู่หนึ่ง หาได้สนใจท่าทีของอ้วนสุด แต่กลับเดินไปเบื้องหน้ายื่นมือชี้แผนที่
“ทุกท่านโปรดดู นี่คือด่านเฮาโลก๋วน…”
“รายงาน! รายงาน! รายงานขอรับ!”
โจโฉกำลังจะเอ่ยปาก ก็ได้ยินทหารนายหนึ่งพรวดพราดเข้าในกระโจมค่าย ท่าทางดูร้อนรนขีดสุด
“รีบร้อนอะไรกัน ค่อย ๆ พูด”
อ้วนเสี้ยวที่กำลังอัดอั้นตันใจด้วยโทสะเต็มอกนั้น ได้โอกาสระบายอารมณ์สาดใส่นายทหารชั้นผู้น้อยพอดี
สถานการณ์ฉุกเฉินจนนายทหารไม่สนใจอารมณ์อ้วนสุดอีกต่อไป รีบรายงานฝูงชนในกระโจมทันที
“รายงานท่านผู้นำกองทัพพันธมิตร เล่าเจี้ยงท้ารบอยู่นอกค่าย เจาะจงเรียกผู้นำพันธมิตรอ้วนขอรับ…”
“เรียกข้าทำอันใด?”
เมื่อนั้นนายทหารหยุดชะงัก อ้วนสุดรู้ได้ทันใดว่ามิใช่ข่าวดี กระนั้นก็ยังซักถามต่ออย่างอดไม่ได้
“ผู้น้อยมิกล้าเอ่ยขอรับ…”
“บอกมา! หากไม่พูดจะสังหารเจ้าเสียตอนนี้!”
นายทหารหวาดกลัวขีดสุด ลอบกลืนความขมขื่นอยู่ในใจ ชีวิตแบบนี้ช่างน่ารันทดยิ่งนัก!
“เล่าเจี้ยงบอกว่าให้เจ้าลูกอนุตระกูลอ้วนออกหน้าไปรับความตายขอรับ…”
อ้วนเสี้ยวหน้าดำคร่ำเคร่ง ลูกอนุคือคำต้องห้ามของเขา! นอกจากอ้วนสุดแล้ว ผู้ใดที่เอ่ยคำนี้ล้วนไม่มีจุดจบดีสักคน!
“ฮ่า ๆ ๆ…”
ทันใดนั้นพลันมีเสียงหัวเราะของใครคนหนึ่งดังขึ้น ทั้งฝูงชนทั้งหมดล้วนจับจ้องไปตามต้นเสียง ทำเอาดวงตาอ้วนเสี้ยวฉายเพลิงโทสะยิ่งขึ้น
มิใช่ใครอื่น แต่เป็นอ้วนสุดนั่นเอง ทำเอาอ้วนเสี้ยวโกรธกริ้วจนตัวสั่นสะท้าน!
อ้วนสุดมิได้ตั้งใจแต่อย่างใด เพียงแต่คำพูดของเล่าเจี้ยงตรงกับความคิดพอดี จึงมิอาจสะกดกลั้นกระทั่งหัวเราะออกมา
“คือว่า แค่กแค่ก…”
อ้วนสุดกระดากอายขีดสุด ทำได้เพียงกระแอมไอเบา ๆ กลบเกลื่อน
“เอาเถิด! แม่ทัพทั้งหลาย รีบตามข้าออกไปรับทัพศัตรู ข้าเองชักอยากเห็นแล้วว่าเจ้าสวะสมควรตายนี่จะมีฝีมือเพียงใด!”
อ้วนเสี้ยวมิอาจทนอยู่ในกระโจมค่ายได้อีกต่อไป การที่อ้วนสุดหัวเราะออกมาครานี้คือการสร้างความอัปยศแก่เขาไม่น้อย
เล่าเจี้ยงบุกถึงหน้าประตูแล้ว เหล่าแม่ทัพขุนพลทั้งหลายมิกล้าประมาทเช่นกัน รีบเร่งหยัดกายตามอ้วนเสี้ยวออกไปต่อกรศัตรูนอกค่าย
ทว่าภาพแรกที่เห็นเมื่อก้าวถึงข้างนอกนั้น ทำเอาเหล่าแม่ทัพขุนพลทั้งหมดต้องอ้าปากค้าง พูดได้เต็มปากว่าเล่าเจี้ยงอวดดีเกินไปแล้ว!
เล่าเจี้ยงนำทหารมาเพียงพันกว่านายเท่านั้น!
แค่พันคนยังริอ่านท้าสู้แสนกว่าคน เรียกได้ว่าไม่เห็นหัวอ้วนเสี้ยวอยู่ในสายตาแล้วจริง ๆ!
“เล่าเจี้ยง เจ้าช่างโอหังเสียจริง! กล้าใช้ทหารพันคนมาท้ารบมหากองทัพสองแสนคนข้างหลังข้า เจ้าคงเบื่อชีวิตแล้วสินะ!”
อ้วนเสี้ยวที่เกรี้ยวโกรธอยู่เป็นทุนเดิมนั้น ยามนี้เห็นเล่าเจี้ยงนำพาทหารเพียงพันคนมาท้าสู้ก็ยิ่งปะทุโทสะร้ายเกินบรรยาย
เล่าเจี้ยงเลิกคิ้ว ประโยคนี้เหมือนจะเคยรู้จักมาก่อนหรือเปล่านะ?
“ฮ่า ๆ อ้วนเปิ่นชู รู้หรือไม่ว่านี่เป็นคราแรกที่ข้าลงสนามเลยนะเนี่ย”
“เจ้าเป็นใคร ให้ข้ารู้ว่าเป็นคราแรกของเจ้าไปเพื่อประโยชน์อันใด?”
อ้วนเสี้ยวเกลียดท่าทางไร้ความเกรงกลัวของเล่าเจี้ยงที่สุด ลอบสาบานกับตนเองว่าต้องบดขยี้ความมั่นใจของมันให้สิ้นซาก!
“ขุนพลพิทักษ์เคยบอกไว้ว่า ใช้คนพันคนทลายกลุ่มชนหลายหมื่นของโปไฉได้ ทั้งยังบั่นคอโปไฉเองกับมือใช่หรือไม่?”
ท่ามกลางกองทัพอ้วนเสี้ยวมีใครคนหนึ่งค่อย ๆ เดินออกมา เอ่ยคำถามกับเล่าเจี้ยงเสียงดังฟังชัด
“ที่แท้ก็สหายเมิ่งเต๋อ ไม่เจอกันนานเชียว!”