พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 349 ใครกล้าออกมาสู้
บทที่ 349 ใครกล้าออกมาสู้
บทที่ 349 ใครกล้าออกมาสู้?
คนข้างกายอ้วนเสี้ยวเยอะเกินไปจริง ๆ ทั้งที่โจโฉอยู่แค่ชายขอบแถว เล่าเจี้ยงกลับไม่ทันสังเกตเห็นในแวบแรกเสียได้
โจโฉกุมมือคารวะเล่าเจี้ยง ทั้งสองไม่เคยคบค้าสมาคมกันอย่างล้ำลึก ทั้งยังไม่มีความแค้นส่วนตัวต่อกันแต่อย่างใด พูดโดยรวมคือแค่พยักหน้ารู้จักกัน ไม่มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นเท่านั้น
“ไม่เจอกันเสียหลายปี ขุนพลพิทักษ์ยังสง่างามดั่งเช่นเดิม!”
“หึ ๆ ข้าเองได้ยินมาว่าสหายเมิ่งเต๋อมีความทะเยอทะยานแรงกล้า ถวายดวงใจกำจัดทรราชปกป้องชาติบ้านเมือง ถึงขั้นกล่าวไว้ว่าหลังจากตายแล้ว ให้จารึกบนป้ายหลุมศพด้วยวาจาทรงพลังอันแรงกล้าว่าแม่ทัพแห่งประจิมทิศ… เหตุใดวันนี้ถึงได้สมคบคิดกับพวกกบฏเสียแล้ว?”
โจโฉนั้นต่างไปจากเจ้าสองอ้วน ยามเล่าเจี้ยงคุยกับเขาจำต้องระมัดระวังสุดขีด จำต้องสกัดอีกฝ่ายไว้ให้ได้
“ไม่คิดฝันว่าขุนพลพิทักษ์จะเป็นคนที่เข้าใจข้าที่สุด”
ดวงตาโจโฉฉายแววตกตะลึง แม่ทัพแห่งประจิมทิศนั้นคือความปรารถนาของเขาเสมอมา กระนั้นก็ไม่เคยบอกใครอื่นมาก่อน อย่างไรเสียด้วยตำแหน่งลูกหลานขันทีของเขาก็ทำให้ใครต่อใครเบือนหน้าหนีอยู่ดี
“ตัวข้าโจโฉเกลียดชังพวกชนเผ่าที่รุกรานสร้างความเดือดร้อนแก่ชายแดนต้าฮั่นเข้ากระดูก อยากนำพากองทหารไปกวาดล้างพวกกบฏนอกรีตให้ราบคาบอยู่ตลอดเวลา!”
“เมิ่งเต๋อ ก่อนจะสู้กับโลกภายนอกจำต้องสร้างความสงบภายในให้ได้ก่อน รอบกายเจ้ามีแต่พวกทรราช จะมีความสามารถใดไปกวาดล้างพวกกบฏนอกรีตได้?”
เล่าเจี้ยงหัวเราะในลำคอ ทำการสร้างความขัดแย้งให้กองทัพพันธมิตรต่อ
แต่เห็นได้ชัดว่าโจโฉมิอาจเปรียบเทียบกับสองสหายอ้วนได้ สำหรับเล่าเจี้ยงแล้วข้อแก้ต่างเหล่านี้ยังพอมีวิธีรับมือเช่นกัน
“ขุนพลพิทักษ์ ข้าได้ยินขุนพลเคยกล่าวไว้ในราชสำนักว่า ผู้ทรยศคล้ายผู้ภักดี เรื่องจอมปลอมคล้ายเรื่องแท้จริง ข้าน้อยโจนับถือยิ่งนักขอรับ ที่ผ่านมาผู้ถือสัจจะภักดีและทรราชชั่วนั้นไม่มีสิ่งใดนิยามความได้ กระนั้นการกระทำทั้งปวงของตั๋งโต๊ะ ยังมีความภักดีถือสัจจะอยู่หรือ?”
เล่าเจี้ยงชูมือขึ้น ตัดบทคำแก้ต่างของโจโฉ
“สหายเมิ่งเต๋อ ตั๋งโต๊ะปฏิบัติตามพระราชประสงค์ของฮ่องเต้องค์ก่อน สนับสนุนให้องค์ชายรองขึ้นครองราชย์ นี่ไม่เรียกว่าภักดีหรือ?”
โจโฉส่ายหน้าเปื้อนยิ้ม ไม่เห็นด้วยกับคำพูดนี้ของเล่าเจี้ยง
“ขุนพลพิทักษ์ ฮ่องเต้องค์ก่อนมีพระราชประสงค์หรือไม่นั้น ไร้แหล่งที่มาตรวจสอบได้อยู่แล้วนี่”
“ใครบอกว่าไร้แหล่งที่มา? ข้าสาบานต่อหน้าฟ้าดิน ก่อนฮ่องเต้องค์ก่อนจะสวรรคตพระองค์ทรงบอกข้าเองกับตัวว่า ต้องให้องค์ชายรองสืบทอดบัลลังก์ให้จงได้!”
ขณะเดียวกันกับที่เล่าเจี้ยงกล่าวสาบาน เจ้าตัวยังชูมือขึ้นฟ้า ท่าทางจริงจังขีดสุด
นั่นกลับทำให้เหล่ากองทัพพันธมิตรตะลึงงันไปชั่วขณะ ผู้คนในช่วงเวลานี้ให้คุณค่ากับคำสาบานมาก ยิ่งเป็นคนมียศถาบรรดาศักดิ์ก็ยิ่งให้ความสำคัญ ในเมื่อเล่าเจี้ยงกล่าวสาบานขนาดนี้แล้ว ก็คงมิใช่วาจาเหลวไหลแล้ว
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ที่ตั๋งโต๊ะเข่นฆ่าผู้ซื่อสัตย์ มั่วโลกีย์วังหลังก็คงเป็นเรื่องจริงเช่นกัน ในฐานะที่ขุนพลพิทักษ์เป็นข้าเก่าเต่าเลี้ยงของฮ่องเต้องค์ก่อน จะเมินเฉยต่อเรื่องตรงหน้าอย่างนั้นหรือ?”
โจโฉตอบสนองทันควัน ในเมื่อพูดถึงผู้สืบทอดต่อไม่ได้ จึงเปลี่ยนเป้าหมายไปยังการกระทำของตั๋งโต๊ะแทน
พฤติกรรมของตั๋งโต๊ะล้วนเป็นการก่อกรรมทำเข็ญที่แม้แต่สวรรค์และผู้คนยังเคียดแค้น เรื่องนี้เล่าเจี้ยงคงหาทางแก้ต่างให้ไม่ได้แล้วสินะ
“หึ ๆ ไยสหายเมิ่งเต๋อถึงไร้เดียงสาเพียงนี้? จะบอกว่ายามตระกูลอ้วนกุมอำนาจไม่มีเรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นเลยอย่างนั้นหรือ? มิใช่ว่าใครที่ได้ครองอำนาจก็ต้องกำจัดผู้เห็นต่างอยู่แล้วหรือ? ส่วนเรื่องมั่วโลกีย์วังหลังนั้น ตัวข้าหาได้รู้ไม่ ทั้งยังไม่เคยพบเห็นด้วยซ้ำ”
โจโฉขมวดคิ้ว เล่าเจี้ยงผู้นี้ช่างรู้จักเล่นลิ้นเสียจริง
“ขุนพลพิทักษ์ เจ้าไม่เห็น มิได้หมายความว่าไม่เกิดขึ้นจริง การกระทำของตั๋งโต๊ะนั้นผู้คนใต้หล้ามีใครบ้างไม่รู้? มิเช่นนั้น เหตุใดเหล่าขุนพลทั้งหลายถึงระดมพลตั้งกองกำลังขึ้นกัน”
เล่าเจี้ยงยังคงท่าทีไม่แยแส กระทั่งมุมปากยังผุดรอยยิ้มบาง
“ข้าเชื่อในสิ่งที่ตาเห็นเท่านั้น”
โจโฉหมายจะทำสงครามน้ำลายกับเล่าเจี้ยงต่อ ทว่ากลับถูกอ้วนเสี้ยวปรามไว้
“เมิ่งเต๋อ ไยเจ้าต้องเปลืองน้ำลายกับพวกพ้องของทรราชใจทรามนี้ด้วย? รอเราจับตัวได้ก่อนเถิด คอยดูว่าจะยังปากแข็งเช่นนี้อยู่หรือไม่!”
อ้วนเสี้ยวฟังคำโต้เถียงมากพอแล้ว กระทั่งว่าแค่ได้ยินเสียงเล่าเจี้ยงก็รู้สึกหงุดหงิดเกินทน!
ตอนนี้ข้างกายเล่าเจี้ยงมีกำลังพลเพียงพันกว่าคน อ้วนเสี้ยวเชื่อว่า ขอเพียงทหารในอาณัติเขาใช้งานได้ ต้องจับกุมเล่าเจี้ยงได้อย่างแน่นอน!
อ้วนเสี้ยวมาดหมายสั่งการให้ทั้งกองทัพรุกหน้าบุก ทว่ากลับถูกเล่าเจี้ยงมองแผนการออก
“อ้วนเปิ่นชู เจ้าเป็นแค่ลูกเมียน้อยชั้นต่ำ มีหน้าเป็นผู้นำกองทัพเหล่าเจ้าแคว้นเจ้าเมืองด้วยหรือ? จากความเห็นข้า มิสู้ยกตำแหน่งผู้นำพันธมิตรให้อ้วนสุด ทายาทสายตรงตระกูลอ้วนเสียดีกว่า”
เดิมทีอ้วนสุดก็เกลียดชังเล่าเจี้ยงเข้ากระดูกดำแล้ว แต่เมื่อได้ยินคำพูดนั้น ทัศนคติพลันแปรเปลี่ยนทันใด ยิ่งมองเล่าเจี้ยงก็ยิ่งน่ารักน่าชังเสียอย่างนั้น
หากมิใช่เพราะสถานการณ์บีบบังคับ อ้วนสุดคงพุ่งไปกอดเล่าเจี้ยง แล้วแผดตะโกนไล่อ้วนเสี้ยวให้ไสหัวไปแล้ว
ทว่าอ้วนเสี้ยวกลับไม่คิดเช่นนั้น เขากำหมัดแน่นจนกระดูกลั่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเห็นรอยยิ้มเยาะย่ามใจของอ้วนสุด ก็ยิ่งปะทุโทสะเดือดดาลกว่าที่เคย
“ไอ้แม่ทัพทรราช เลิกพยายามสร้างความขัดแย้งได้แล้ว ความสัมพันธ์ของเหล่าพี่น้องตระกูลอ้วนรักกันมั่นคงยิ่ง มิใช่สิ่งที่คำพูดไม่กี่คำของเจ้าจะยุยงได้!”
อ้วนสุดกล่าวออกมา บางทีตัวเขาคงไม่กระดากอาย ทว่าเหล่าขุนพลทั้งหลายกลับกระดากอายยิ่ง
รักกันมั่นคงยิ่ง… เจ้าอ้วนสุดกล้าพูดออกมาได้!
“ได้ พวกเจ้าว่าอย่างไรก็ว่าอย่างนั้น ตัวข้าเล่าเจี้ยงมิใช่คนชอบฉวยโอกาส พวกเจ้าเพิ่งมาถึงตรงนี้ยังไม่ทันตั้งค่ายเสร็จดี ข้าจะไม่ชิงนำทัพบุกโจมตีพวกเจ้าก็แล้วกัน เป็นอย่างไร… ข้าใจกว้างหรือไม่”
อ้วนเสี้ยวจวนคลั่งแล้ว กลับกลายเป็นว่าเล่าเจี้ยงเป็นคนดีไปเสียอย่างนั้น เขามิได้ฉวยโอกาสใคร หากยามนี้ตนระดมกำลังบุกละก็ ดูจะกลายเป็นผู้ร้ายไปแทนเสียหรือไม่?
“เช่นนั้นไฉนเจ้าไม่คอยอยู่คุมด่านเฮาโลก๋วน มาที่นี่เพื่ออันใด!”
ได้ยินคำถามของอ้วนเสี้ยว เล่าเจี้ยงพลันหัวเราะขึ้นอีกครั้ง
“หึ ๆ ข้ามาเรียนรู้วิถีแห่งวีรบุรุษกวนตงอย่างไรเล่า เอ้อร์ไหล!”
เมื่อได้ยินคำสั่งของเล่าเจี้ยง เตียนอุยพลันยกมือเฆี่ยนม้าไปเบื้องหน้า สองมือชูทวนใหญ่ของตนขึ้น
“ขุนศึกทวนคู่เตียนอุย ใต้อาณัติขุนพลพิทักษ์! ใครกล้ารนหาที่ตายจงออกมา!”
ที่แท้เล่าเจี้ยงมาก็เพื่อท้าประลองขุนพล ไม่แปลกใจที่เขาพากำลังพลมาเพียงพันกว่าคนเท่านั้น
เหล่าเจ้าเมืองข้างกายอ้วนเสี้ยวพากันคลายใจลง อย่างไรเสียเล่าเจี้ยงก็ชื่อเสียงโด่งดัง หากเพิ่งถึงด่านเฮาโลก๋วนและทำศึกตัดสินกับพวกเขาทันทีนั้น เกรงว่าไม่เป็นการฉลาดสักเท่าไร
กลับกันการทำศึกขุนพลนั้นง่ายกว่ามาก ผู้คนจากหลายสิบแห่งที่นี่ จะไม่มีขุนศึกสักคนเลยหรือที่สู้เล่าเจี้ยงได้?
“หึ ๆ เล่าเจี้ยงเจ้าช่างโอหังอวดดีเสียจริง ทำเหมือนเจ้าเมืองแม่ทัพอย่างพวกเราเป็นเพียงสิ่งของ”
จู่ ๆ อ้วนเสี้ยวกลับรู้สึกว่าการทำศึกสู้ขุนพลก็ไม่เลวเช่นกัน ขอเพียงขุนพลเอาชนะได้ ก็โจมตีเล่าเจี้ยงได้มหาศาลแล้ว หากสถานการณ์เป็นใจ ก็สั่งการทั้งกองกำลังบกในรวดเดียวต่อได้
“เลิกพล่ามไร้สาระได้แล้ว มีของก็รีบเข้ามา!”
เตียนอุยเห็นเจ้าเด็กอ่อนอ้วนเสี้ยวแล้วก็รู้สึกชิงชังจากก้นบึ้งจิตใจ เกลียดเสียจนแทบทนสะบั้นร่างเขาให้ขาดสองท่อนด้วยทวนในมือไม่ไหว
อ้วนเสี้ยวไม่ต่างกัน สำหรับคนป่าเถื่อนผิวดำเหี้ยม หน้าตาอัปลักษณ์อย่างเตียนอุยนั้น เขาเองก็คร้านมองให้เสียสายตาเช่นกัน
“ใครกล้าออกไปสู้ เอาวิญญาณไอ้ผีอัปลักษณ์มาให้ข้าเสีย!”
“ข้าเอง!”
ทันใดนั้นใครคนหนึ่งพลันพุ่งออกจากกองทัพ ท่าทางทรงพลังน่าเกรงขาม ถือดาบใหญ่ปรี่ไปยังเตียนอุย
“นี่ใครกัน?”
ได้ยินอวนเสี้ยวถาม เปาสิ้นที่อยู่ข้าง ๆ จึงรีบคารวะรายงานทันใด
“เรียนท่านผู้นำพันธมิตร นี่คือน้องชายข้าเปาต๋ง เปาต๋งนั้นพละกำลังมหาศาล เป็นผู้ปราบยากไร้เทียมทาน ต้องนำพาความดีความชอบมาให้ท่านผู้นำพันธมิตรได้แน่”
อ้วนเสี้ยวพยักหน้าเบา ๆ มองเปาสิ้นด้วยความปลื้มใจ
“แม่ทัพเปาสิ้น เกรงว่าหลังจากนี้แม่ทัพเปาต๋งคงมิอาจเป็นแม่ทัพรุกฆาตได้แล้ว…”
สีหน้าเปาสิ้นไม่พอใจเต็มประดา เจ้าอ้วนสุดไร้มารยาทเกินไปแล้ว!
“แม่ทัพกองหลังหมายความเช่นไร กำลังดูถูกน้องชายข้าหรือ?”
อ้วนสุดค่อย ๆ เงยหน้า ส่งสัญญาณให้เปาสิ้นดูสถานการณ์ตรงหน้า
เปาสิ้นรีบหันขวับมองทางสนามรบ ก่อนสายตาเจอเข้ากับหัวเปาต๋งที่หลุดจากบ่าร่วงลงพื้นตั้งแต่แรกแล้ว ไม่ทันแม้แต่แผดเสียงกรีดร้องก่อนตายด้วยซ้ำ
“น้องรอง!”