พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 356 ทำมาจากไม้
บทที่ 356 ทำมาจากไม้
เสียงสนั่นดังจากสนามรบออกมาอีกครั้ง และเศษฝุ่นละอองยังคงกระจายไปทั่วทุกที่เช่นเคย
“ฟู่ว… ฟู่ว… คราวนี้คงตายแล้วกระมัง…”
พัวหองหายใจเร็วขึ้น สีหน้ายังคงแดงแจ๋ เห็นได้ชัดว่าเสียแรงไปมหาศาล
ขณะพัวหองคิดว่าจูล่งถูกทุบตายแล้ว พลันรู้สึกหนาวที่คอตัวเองทันที
ทว่าเมื่อมองลงไปเล็กน้อย เขาก็ต้องตกใจ ด้วยเห็นเพียงปลายทวนจ่ออยู่ที่คอตัวเอง
“นี่… เจ้า…”
พัวหองมึนงง การโจมตีเต็มกำลังสองครั้งทำอะไรจูล่งไม่ได้เลย กลับกันชีวิตของเขาตกอยู่ในอันตรายเสียเอง
ฝุ่นละอองคลายลง ฝั่งกองทัพพันธมิตรเห็นเหตุการณ์ในสนามรบได้อย่างชัดเจน พลันเกิดเสียงฮือฮาขึ้นทันใด
“พัวหองผู้นี้เป็นคนตลกหรือ?”
“ยังทึกทักเอาเองว่าขุนพลไร้พ่ายอะไรอีก? ถุย!”
“ขโมยชื่อเสียงเที่ยวแอบอ้างหลอกลวงคน เจ้ามันช่างไร้ยางอายนัก”
“น่าอายชะมัด ทำให้พวกเราขายหน้าไปหมด”
อ้วนเสี้ยวไม่ได้พูดอะไร แต่ดูจากสีหน้าเขาแล้วต้องโกรธมากแน่ ๆ
เดิมทีตั้งใจจะถอนทัพกลับค่าย ไม่คิดเลยว่าจะส่งคนงี่เง่าออกไปอีก น่าขายหน้าจริง ๆ
ท่าทางของฮันฮกยิ่งโดดเด่นกว่า ดวงหน้ากระตุกในเวลาเดียวกัน และยังหยิกต้นขาตัวเองเป็นครั้งคราว ราวกับคิดว่ากำลังฝันอยู่
“ไว้ชีวิตข้าด้วย ไว้ชีวิตข้าด้วยเถิด”
เมื่อเห็นทวนยาวติดแนบเนื้อตัวเอง พัวหองตกใจจนรีบร้องขอชีวิต และโยนด้ามขวานยักษ์ในมือทิ้งไป
เดิมคิดว่าขวานยักษ์หนักขนาดนี้คงจะส่งเสียงดังสนั่นอีกครั้ง แต่สิ่งที่คาดไม่ถึงคือกลับส่งเสียงกังวานออกมา
ไม่มีเสียงกระแทกพื้น ไม่มีฝุ่นละอองคลุ้งกระจาย ภาพนี้ทำให้ทุกคนงุนงงมาก
ในตอนนี้เอง เตียนอุยที่อยู่ข้าง ๆ เล่าเจี้ยงโผล่ออกมา ควบม้าตรงไปหาจูล่ง
“จูล่ง ข้าขอไปดูขวานนี้หน่อย”
จูล่งพยักหน้า เขาเองก็อยากรู้มากเช่นกัน อาวุธหนักปานนี้จะมีเสียงเช่นนี้ได้อย่างไร
“อย่า…”
ขณะที่พัวหองจะอ้าปากก็รู้สึกเจ็บแปล๊บที่ลำคอ จึงหุบเงียบลงอย่างรวดเร็ว
อีกด้านหนึ่ง เมื่อเตียนอุยเห็นขวานยักษ์กองอยู่แทบเท้าตัวเอง ก็รู้สึกเวียนหัว แม้แต่เขาก็ไม่สามารถควบคุมอาวุธหนักเช่นนี้ได้
เตียนอุยไม่กล้าประมาท รีบคว้าด้ามขวานด้วยสองมือ ทว่าชั่วพริบตาที่เขาแตะสัมผัสมันก็พลันตกตะลึง พลางเงยหน้ามองพัวหองอย่างมิอาจห้ามได้
“จะ… เจ้า”
หางตาพัวหองกระตุกไม่ยั้ง เขารู้ว่าคราวนี้ตัวเองจบเห่แล้ว
เมื่อเห็นเตียนอุยยกขวานยักษ์ขึ้นมาได้ แล้วกวัดแกว่งอยู่กลางอากาศอย่างอิสระ ไม่ว่าจะเป็นความยืดหยุ่นหรือการควบคุมพลัง พัวหองก็เทียบไม่ได้เลยสักนิด
นี่มันอะไรกัน?
ทุกคนเผยท่าทางฉงน
ไม่ช้าก็ได้คำตอบเมื่อเตียนอุยกระแทกด้ามขวานยักษ์เข้าที่ต้นขาตัวเอง
ครึก!!
เสียงกังวานดังออกมา คือเสียงด้ามขวานหักนั่นเอง
อะไรกัน…
จากนั้นก็ได้ยินเสียงเตียนอุยตะโกนบอกเล่าเจี้ยง
“นายท่าน! ท่านเดาถูกแล้ว ด้ามขวานนี้ทำมาจากไม้ มีเพียงหัวขวานเท่านั้นที่ทำจากเหล็ก!”
เล่าเจี้ยงหัวเราะลั่นออกมา ดูเหมือนตัวเองจะคิดไม่ผิดจริง ๆ
เจ้าพัวหองผู้นี้เป็นคนบ้าขนานแท้!
“เจ้าผู้ครองแคว้นฮัน เจ้าทำเช่นนี้มีเจตนาอะไรกันแน่”
อ้วนเสี้ยวโกรธเกรี้ยวสุดขีด เจ้าฮันฮกนี่คิดจะทำอะไร ปล่อยให้ตัวเองขายหน้าต่อหน้าธารกำนัลเสียได้!?
ฮันฮกเองมึนงงเช่นกัน เขาจะรู้ได้อย่างไรว่าเรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้น คราวนี้พัวหองได้เล่นงานเขาอย่างจังแล้ว
“ท่านผู้นำทัพพันธมิตรอ้วน ข้า…ข้า…”
“พอได้แล้ว ข้ารู้ว่าเจ้ามีปัญหากับข้า ทว่านี้มันเวลาไหนแล้ว เจ้าทำเช่นนี้ทหารทั้งสามเหล่าทัพจะคิดอย่างไร เจ้าดูเองสิ เล่าเจี้ยงยิ้มเยาะขนาดนี้แล้ว ข้าบีบให้เจ้าส่งคนไปสู้หรือ ไยเจ้าถึงทำเช่นนี้!?”
เห็นอ้วนเสี้ยวเดือดดาลปานฉะนี้ ฮันฮกก็รู้สึกกล้ำกลืนอยู่ในใจ ตอนนี้เขาพูดอะไรมันก็สายไปแล้ว แก้ตัวหรือพิสูจน์ยังไงก็ไม่มีทางพ้นผิด
“ถอนทัพกลับค่าย!”
อ้วนเสี้ยวไม่มีหน้าจะอยู่ที่นี่ต่ออีก รีบถอนทัพกลับค่ายด้วยความสิ้นหวัง เขาถึงกับจินตนาการได้ว่าเล่าเจี้ยงจะเยาะเย้ยเขาอย่างไร
เจ้าเมืองและแม่ทัพทุกคนต่างพากันถอนทัพกลับค่ายเช่นกัน ทุกคนล้วนมองฮันฮกด้วยสายตาเหยียดหยาม
“เจ้าฮันฮกผู้นี้ก็ไม่มีน้ำยาอะไรเลย แม้จะอยากแก้แค้นอ้วนเสี้ยวก็ไม่ควรทำในเวลานี้สิ”
“เสียแรงที่เขาเป็นข้าเข้าร่วมทัพพันธมิตรของตระกูลอ้วน ช่างไม่มีหัวจิตหัวใจเลยสักนิด”
“เจ้ายังไม่รู้ใช่ไหม? ฮันฮกผู้นี้ได้รับความไว้วางใจจากตั๋งโต๊ะอย่างลึกซึ้งมาก ไม่แน่อาจจะเป็นสายให้ตั๋งโต๊ะ”
“…”
คำตำหนิติเตียนมากมายเกิดขึ้นในหมู่กองทัพพันธมิตรอย่างไม่ปิดบัง ไม่กลัวว่าฮันฮกจะได้ยินเลยสักนิด
ไม่นาน ทั้งค่ายกองทัพพันธมิตรเหลือเพียงฮันฮกผู้เดียว เหลือแค่เขายืนนิ่งอยู่ที่เดิมอย่างโง่เขลา มองพัวหองด้วยความเหม่อลอย
“ฮันฮก ขุนพลไร้พ่ายนี้ของเจ้านี่… ยังต้องการอยู่ไหม อยากให้ข้าฝังเขาแทนเจ้าหรือไม่?”
ได้ยินน้ำเสียงเหยียดหยามของเล่าเจี้ยง สถานการณ์ของฮันฮกที่เดิมน่าอับอายอยู่แล้วยิ่งอับอายเข้าไปใหญ่
“ข้าจะต้องการสวะไร้ประโยชน์พันธ์ุนี้ไปไย ขุนพลพิทักษ์เชิญตามสะดวกเถิด”
กองทัพพันธมิตรหายไปหมดแล้ว หากฮันฮกไม่ไป ตัวเองจะตกอยู่ในอันตราย และทำได้เพียงถูกเล่าเจี้ยงเยาะเย้ย
“นายท่าน! ช่วยข้าด้วย นายท่าน!”
ขณะที่ฮันฮกกำลังจะหันหลังจากไป ก็ได้ยินเสียงคร่ำครวญของพัวหองร้องขอให้ช่วย
“ช่วยเจ้าหรือ? เจ้าไปตายเสียเถอะ เจ้าเศษสวะ!”
อย่าว่าให้ช่วยเลย ตอนนี้แค่มองก็รู้สึกอับอายแล้ว ฮันฮกแทบอยากฉีกคนไร้ค่านี้ออกเป็นชิ้น ๆ
“ฮันฮก! เจ้าไอ้เนรคุณ เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าข้าช่วยชีวิตเจ้าไว้?”
“ไอ้คนชั่วช้า! ตอนนั้นข้าควรปล่อยโจรพวกนั้นแล้วฆ่าเจ้าเสีย ไอ้คนน่ารังเกียจ!”
“ข้าน่าสงสารนัก สิ้นชื่อขุนพลไร้พ่าย เจ้านายเปลี่ยนไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือ!”
เมื่อฮันฮกกลับไปถึงค่าย พัวหองก็หมดหวังแล้ว ตัวเองกลายเป็นความอัปยศอดสูเช่นนี้ สิ่งเดียวที่รอเขาอยู่มีเพียงความตาย
“จูล่ง เจ้าจัดการเถิด แต่ข้าขอบอกเจ้าไว้ก่อนว่าข้าไม่ยอมรับความพ่ายแพ้!”
พัวหองจะยอมหรือไม่ยอม จูล่งไม่สนใจเลยสักนิด ทว่าเตียนอุยที่อยู่ด้านข้างกลับโกรธเกรี้ยวขึ้นมา
“ไม่ยอมมารดาเจ้าสิ!? สวะเช่นเจ้าริอ่านกล่าววาจาจองหอง!”
เตียนอุยก้าวเข้ามาคว้าคอเสื้อพัวหอง แล้วโยนเขาลงพื้นอย่างแรง
“มาเลย! มาประมือกับปู่เตียนเจ้าสักสองกระบวนท่า หากข้าสู้เจ้าไม่ได้จนยอมแพ้ จากนี้ไปเรียกข้าว่าพัวอุยได้เลย!”
พัวหองมีหรือจะกล้าลุกขึ้นมาต่อต้าน เขาเองก็เห็นอยู่ว่าเมื่อครู่เตียนอุยเล่นกับ ‘ขวานหลีฮวาทะลวงคิรี’ ของเขาอย่างสบาย
“เอ้อร์ไหล ช่างเถิด ข้าจะส่งเขาไปนรกเอง…”
ฆ่าคนก็แค่พริบตาเดียว จูล่งรู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องเหยียดหหยามขุนพลที่พ่ายแพ้ให้ต้องอับอายอีก เขาจึงเตรียมจะส่งอีกฝ่ายไปสู่อิสรภาพ
“จูล่ง ข้ายอมรับว่าข้าไม่กล้าหาญเท่าชายร่างใหญ่เพื่อนเจ้า ทว่าข้าแค่ไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ หากข้าได้ใช้ขวานคู่ใจเล่มก่อนขวานหลีฮวาทะลวงคิรี ไม่แน่เจ้าอาจจะสู้ไม่ได้”
พัวหองรู้ว่าตนกำลังจะตาย จึงไม่จำเป็นต้องปิดบัง เขาแค่อยากจะบอกจูล่งว่า ‘ข้าไม่ยอม’
“เรื่องของเจ้าเถอะ!”
จูล่งสงบนิ่งมาก ไม่รู้มีคนกี่คนที่ตายด้วยน้ำมือเขา หากทุกคนไม่ยินยอมรับความพ่ายแพ้ แล้วขุนศึกรูปงามต้องสู้จนทุกคนจำนนไปเสียทุกครั้ง คงจะเหนื่อยแย่
“ไม่ยอม! ข้าไม่ยอม ข้าพัวหองไม่ยอมรับ!”
“ฮึ่ม! ไอ้สวะ รู้จักแค่กรีดร้องโวยวายอยู่ที่นี่ น่ารำคาญชะมัด จูล่งรีบจบชีวิตเขาเสีย!”
จูล่งพยักหน้าเบา ๆ ขอแค่จบชีวิตพัวหองตรงหน้า ภารกิจของวันนี้ก็จบลงแล้ว และพวกเขาก็จะถอนทัพกลับไปที่ด่านได้
“หากชาติหน้ามีจริง อย่าได้ทำเรื่องบ้า ๆ เช่นนั้นอีก”
ฟุ่บ!
จูล่งควงอาวุธ ทวนยาวกวัดแกว่งกลางอากาศ ก่อนชี้ตรงไปที่พัวหอง
พัวหองมองทวนที่ใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ ก็รู้สึกสิ้นหวัง เมื่อรู้ว่าตัวเองกำลังจะตาย จึงตะโกนสุดแรงเกิดของเขา
“ข้าไม่ยอมหรอก!!”
“ช้าก่อน!”