พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 38 เล่าเจี้ยงเริ่มมีเกียรติยศ
บทที่ 38 เล่าเจี้ยงเริ่มมีเกียรติยศ
ฮองฮูสงกับจูฮีเต็มเปี่ยมไปด้วยความสงสัย
เหตุใดจู่ ๆ ค่ายทหารโพกผ้าเหลืองถึงเกิดเพลิงไหม้ขึ้น? ทั้งยังเกิดท่ามกลางพายุลมแรงสะบัดด้วย
หากไม่มีลมโหม เพลิงไหม้คงไม่ร้ายแรงขนาดนี้!
และที่น่าสงสัยที่สุดคือ หลังจากเกิดเพลิงไหม้ก็เกิดความโกลาหลทันที ทุกสิ่งไม่มีแบบแผนเลยแม้แต่น้อย!
เมื่อแม่ทัพทั้งสองโจมตีกองทัพโพกผ้าเหลืองฉับพลัน ก็แทบไม่มีการเผชิญหน้ารบกัน นับตั้งแต่ออกจากเมืองไปยังค่ายกลุ่มโพกผ้าเหลือง ไม่ได้ต่อต้านเลยสักนิด
กองทัพโพกผ้าหลืองเอาแต่หนีเอาตัวรอด จนแม่ทัพหลวงทั้งสองคนเริ่มไล่ล่ามาตลอดตั้งแต่ต้นจนจบ
จูฮียิ่งสับสนมากขึ้น เขานำกองทัพจากลกเอี๋ยงไปยังลำหยง เคยต่อสู้กับโปไฉมาแล้วครั้งหนึ่ง
สุดท้ายก็พ่าย และกลายเป็นความอัปยศในชีวิต
ในความเข้าใจของเขา แม้โปไฉจะไม่มีความสามารถมากนัก แต่ไม่มีทางนิ่งเฉยหลังเกิดเพลิงไหม้แน่นอน
แปลกเกินไป…
พวกเขาคิดหาสาเหตุได้แค่เปลวเพลิงแห่งสวรรค์เท่านั้น
“ทุกท่าน แม้ครานี้เราจะได้รับชัยชนะ กระนั้นหัวหน้าโจรโปไฉยังใช้ประโยชน์จากความวุ่นวายนี้หนีเอาตัวรอด เราไม่ควรหละหลวมเกินไป”
ในฐานะแม่ทัพมีชื่อเสียง ฮองฮูสงย่อมรู้ดีว่ากองทัพที่หยิ่งผยองจะต้องพ่ายแพ้ ตอนนี้เขาจำเป็นต้องเตือนคนของตนสักหน่อย
ก่อนจะมีนายทหารคนหนึ่งเข้ามาในกระโจม พร้อมคำนับ
“รายงานท่านแม่ทัพ ผู้บัญชาการเล่าเจี้ยงรออยู่นอกเมืองพร้อมกับหัวของโปไฉ”
อะไรนะ!
หัวของโปไฉ!
งานเลี้ยงฉลองเงียบลงในบัดดล…
เมื่อครู่ฮองฮูสงเพิ่งบอกว่าโปไฉยังไม่ถูกจับ แต่ไม่ช้าก็มีคนนำข่าวดีมาให้ ทั้งยังเป็นหัวของแม่ทัพโพกผ้าเหลืองด้วย!
“ผู้บัญชาการเล่าอย่างนั้นหรือ? กงเหว่ย เจ้ารู้จักหรือไม่?”
ฮองฮูสงหันไปหาจูฮีด้วยความฉงน
แม่ทัพจูฮีส่ายหน้า บ่งบอกว่าไม่รู้จัก ก่อนจะมองไปยังกลุ่มคนด้านล่าง
“พวกเจ้ามีใครรู้จักบ้างไหม?”
ทุกคนต่างส่ายหน้าบ่งบอกว่าไม่รู้จัก
“กงเหว่ย เจ้ายังจำเล่าเจี้ยงคนที่เปิดเผยกบฏโผกผ้าเหลืองหรือไม่ เพียงแต่คนผู้นี้อายุแค่สิบสี่สิบห้าเท่านั้น และไม่มีข่าวคราวอะไรเลย”
“ไม่ใช่เขาแน่ เด็กอายุสิบสี่สิบห้าต่อสู้ในสนามรบได้รึ?”
จูฮีไม่ค่อยแน่ใจ ในความคิดเขาอายุสิบสี่สิบห้ายังเป็นเด็กไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมเลย
“เข้ามาก่อนสิ ดูว่าใช่หัวของโปไฉหรือไม่”
ฮองฮูสงเองก็ไม่เชื่อว่าผู้บัญชาการเล่ากับเล่าเจี้ยงนี้จะเป็นคนเดียวกัน
…
เล่าเจี้ยงตั้งค่ายอยู่นอกเมือง กำลังนำขุนพลทั้งสามเข้าไป
พวกทหารหลวงมีความเข้มงวดมากกว่ากลุ่มโพกผ้าเหลืองมาก คนที่ไม่ทราบที่มาชัดเจนจะไม่ได้รับอนุญาตให้นำกองทัพเข้ามาในเมือง
หากเป็นไส้ศึกของศัตรู เช่นนั้นเมืองคงตกอยู่ในอันตราย
ภายใต้การนำของพวกทหาร ไม่นานพวกเล่าเจี้ยงก็มาถึงภายในจวนเจ้าเมือง
งานเลี้ยงหยุดลงแล้ว ทุกคนต่างรอดูว่าใครเป็นคนตัดหัวโปไฉแม่ทัพกลุ่มโจรโพกผ้าเหลืองที่ทำให้ทั้งฮองฮูสงกับจูฮีต้องปวดหัวมานาน
หนึ่งผู้บัญชาการกับสามยอดขุนพลเดินเชิดหน้าเข้าไปในห้องโถงใหญ่อย่างอกผายไหล่ผึ่ง ชายร่างกำยำสี่คนปรากฏสู่สายตาของทุกคน
ทั้งสี่คนดูแข็งแกร่งเกินไปจริง ๆ ในแง่ของความสูง เล่าเจี้ยงที่สูงเจ็ดกว่าฉือนั้นกลับเตี้ยที่สุด เนื่องจากอายุที่น้อยจึงยังไม่เติบโตเต็มที่ แต่ในแง่ของร่างกาย เขาแข็งแกร่งกว่าฮองตงกับไทสูจู้มาก
ซึ่งที่น่ากลัวที่สุดคือเตียนอุย พลทวนคู่ผู้สูงมากกว่าเก้าฉื่อ สวมชุดเกราะสีดำ ประกอบกับรูปลักษณ์ที่น่ากลัว ใครเห็นเป็นต้องตกใจ
ทุกคนในห้องโถงอดกลืนน้ำลายไม่ได้ บรรยากาศก็ยากจะบรรยาย
บางคนถึงกับสงสัยว่า หากคนทั้งสี่อาละวาดขึ้นมา ในห้องนี้จะมีใครขัดขวางพวกเขาได้ไหม
ฮองฮูสงกับจูฮีเองก็ตกตะลึงกับรูปลักษณ์ของทั้งสี่คนจนไม่รู้จะพูดอะไรไปชั่วขณะเช่นกัน
สุดท้ายก็ยังเป็นเล่าเจี้ยงที่ก้มตัวคำนับก่อน
“ผู้บัญชาการกองปราบโจร เล่าเจี้ยง คารวะท่านแม่ทัพทุกท่าน”
พวกฮองตงสามคนก็เผลอคารวะตามเช่นกัน
“ฮะ อ…โอ้” ฮองฮูสงได้สติกลับมา และพยักหน้าให้ผู้บัญชาการหนุ่ม “ท่านเป็นใครมาจากไหนรึ”
“ข้าน้อยเล่าเจี้ยง บุตรชายของเล่าเอี๋ยนเจ้ากรมราชวงศ์ ทายาทเชื้อพระวงศ์ฮั่น ตอนนี้รับตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการกองปราบโจรขอรับ”
“คือเล่าเจี้ยงที่เปิดเผยเรื่องกลุ่มกบฏโพกผ้าเหลืองน่ะรึ”
“เป็นข้าน้อยเอง”
ฮองฮูสงกับจูฮีเหลือบมองหน้ากัน และเห็นความแปลกใจในแววตาของอีกฝ่าย
“นี่คือหัวของกบฏโปไฉขอรับ”
เล่าเจี้ยงรับกล่องไม้กล่องหนึ่งมาจากเตียนอุย
“เอาเข้ามา”
จูฮีตะโกนเอ่ยอย่างทนรอไม่ไหว เขาเกลียดชังโปไฉยิ่งนัก จนอยากทำให้ชื่อของอีกฝ่ายสูญหายไปตลอดชีวิต
องครักษ์ที่อยู่ข้าง ๆ รับกล่องไม้มาเปิดเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีกลอุบายอะไร ก่อนวางไว้เบื้องหน้าฮองฮูสงกับจูฮี
“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!”
“เป็นโปไฉจริงด้วย! ข้าเคยต่อกรกับเขาซึ่งหน้า ไม่มีทางเป็นใครอื่นแน่!”
จูฮีลุกขึ้นอย่างตื่นเต้น และหัวเราะลั่นไม่หยุด
ฮองฮูสงเห็นว่าจริงไม่มีผิดพลาด ก็ลูบเคราพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม
“เพลานี้โปไฉตายแล้ว เมืองเอ่งช้วนพ้นภัยแล้ว!”
“ผู้บัญชาการเล่า เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นได้หรือไม่?”
เล่าเจี้ยงเรียบเรียงคำพูดครู่หนึ่ง ก่อนเล่าเรื่องที่ประสบมาตั้งแต่ครั้งที่เมืองลกเอี๋ยง
“ข้านำกองทัพมาจากเมืองลกเอี๋ยง ทว่ามีปัญหาขาดแคลนอาวุธ ชุดเกราะ และม้าอย่างมาก อีกทั้งสิ่งที่เลวร้ายยิ่งกว่าคือขวัญกำลังใจไพร่พลที่ตกต่ำ”
“สำหรับกองกำลังสองพันคน ยุทธการเอ่งช้วนเป็นดั่งนำน้ำแก้วหนึ่งเผชิญกับไฟไหม้เกวียนขนฟืน จึงต่อสู้ไปเดินทางไป ฝึกทหารไป ทุกอย่างราบรื่น”
“แต่เดินริมแม่น้ำมีหรือรองเท้าจะไม่เปียก? ข้าไม่ทันได้ตั้งตัวถูกโจรโพกผ้าเหลืองโจมตีขนาบทั้งสองข้าง!”
“พวกเรากำลังต่อสู้เลือดตาแทบกระเด็น จู่ ๆ ด้านหลังก็มีโจรโพกผ้าเหลืองสี่พันกว่านายบุกเข้าโจมตี ทั้งยังติดอาวุธครบครันขอรับ”
เมื่อเล่ามาถึงตรงนี้ ทุกคนต่างกลั้นหายใจ
กองทัพหลวงสองพันนายขาดแคลน ทั้งยังขวัญกำลังใจตกต่ำ ถูกปิดล้อมไปด้วยกลุ่มโจรโพกผ้าเหลืองหกพันนาย ต่อให้แม่ทัพไหนมาคุม เกรงว่าคงหนีความพินาศย่อยยับไม่พ้น
เล่าเจี้ยงเล่าอย่างกระตือรือร้น หลายคนกำมือแน่น และเหงื่อออกเล็กน้อย
“เฮ้อ กองทัพวุ่นวายอลหม่าน แทบแตกซ่านท่ามกลางการปิดล้อม โชคดีที่ขุนพลทั้งสามพยายามอย่างเต็มที่!”
เด็กหนุ่มชี้ไปที่พวกฮองตงสามคน ก่อนเล่าต่ออย่างฮึกเหิม
“ทหารทุกนายเข้าโรมรันกันอย่างดุเดือด แม่ทัพศัตรูเห็นว่าข้าเป็นผู้บัญชาการ ก็พุ่งตรงมาหาข้า!”
“น่าเสียดายที่วรยุทธ์คนผู้นั้นอ่อนด้อย จึงถูกข้าโจมตี เตียนอุยเราเห็นโอกาสเข้าจึงตรงตัดหัวเขาทันที”
“อย่างไรเสีย กลุ่มโจรโพกผ้าเหลืองก็เป็นพวกคนถ่อย การตายของหัวหน้าโจรสร้างความโกลาหล เราจึงใช้โอกาสนี้โจมตี เสร็จศึกครานี้มีโจรโพกผ้าเหลืองถูกสังหารตายมากกว่าห้าพันนาย”
ฮองฮูสงกับจูฮีพยักหน้าไม่หยุด นัยน์ตาไม่เพียงทอแววกระหายความชื่นชม แต่ยังมีความเลื่อมใสด้วย
เล่าเจี้ยงถอนหายใจ น้ำเสียงดูหดหู่
“ถึงแม้ศึกคราวนั้นจะเป็นชัยชนะอันยิ่งใหญ่ ทว่ากองทัพของเราต่างบาดเจ็บล้มตายเช่นกัน ซึ่งเหลือทหารเพียงพันนายเท่านั้น”
“นายกองเล่าสังหารโปไฉด้วยกองกำลังหนึ่งพันคนได้อย่างไร?”
จูฮีทนรอไม่ไหวเล็กน้อย จึงรีบถามต่อไป