พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 39 เล่าแผนการใหญ่
บทที่ 39 เล่าแผนการใหญ่
เล่าเจี้ยงมองจูฮีด้วยรอยยิ้ม ก่อนพยักหน้า
“รีดเค้นจากปากเชลยได้ความมาว่า ท่านแม่ทัพทั้งสองถูกกองทัพกว่าแสนคนของโปไฉล้อมอยู่ที่เมืองฉางชี”
“ข้ามีทหารรบแค่พันนาย ต่อให้ฌ้อปาอ๋องยอดขุนศึกปลายราชวงศ์ฉินฟื้นขึ้นมาจากหลุม ก็ยากจะต่อกรกบฏโพกผ้าเหลืองกว่าแสนคนได้”
“ด้วยเหตุนี้ จึงทำได้เพียงใช้อุบาย ไม่เข้าปะทะโดยตรง แล้วให้ทหารที่เหลือทั้งหมดเปลี่ยนอาภรณ์เป็นชุดเกราะของพวกโพกผ้าเหลือง และพยายามเข้าไปปะปนกับค่ายของโปไฉ”
“กลุ่มโจรโพกผ้าเหลืองมีคนมาเข้าร่วมด้วยทุกวัน มีผู้คนหลายพันคนหลั่งไหลมาไม่ขาดสาย พวกข้าจึงปะปนเข้าไปได้อย่างราบรื่น”
“หลังจากเข้าไปในค่ายใหญ่ได้ ข้าก็ค้นพบกลยุทธ์ทำลายศัตรู! โปไฉมีชาติกำเนิดเป็นคนรากหญ้า แต่กลับใช้หญ้าแห้งมาสร้างค่าย นั่นก็คือหนทางสู่ความตายโดยแท้ พวกข้ารอโอกาสจุดไฟท่ามกลางลมแรง และสร้างความปั่นป่วน”
เล่าเจี้ยงเล่าด้วยท่าทางเรียบนิ่งมาก รู้อยู่แก่ใจว่าในประวัติศาสตร์ ฮองฮูสงต้องเป็นคนริเริ่มใช้กลยุทธ์นี้ แต่ตนกลับเล่าอย่างฮึกเหิม
ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง!
ในที่สุดทุกคนในห้องโถงก็เข้าใจ นั่นหาใช่เปลวเพลิงแห่งสวรรค์ แต่เป็นเล่าเจี้ยงที่ลอบปะปนเข้าไปในค่ายศัตรู และวางเพลิงท่ามกลางลมพัดโหม!
“ผู้บัญชาการเล่ามีคนแค่พันคน แต่กล้าเข้าไปปะปนในค่ายของศัตรู นับถือ… นับถือ”
“ผู้บัญชาการเล่าเป็นเลิศในพิชัยสงคราม สติปัญญาที่ไม่มีใครเกินจริง ๆ”
เล่าเจี้ยงโบกมือยิ้ม ๆ รีบเอ่ยว่า “มิกล้า มิกล้า”
“หลังจากรอคอยมาหนึ่งเดือนกว่า ในที่สุดลมแรงก็พัดแรงขึ้น!”
“คืนนั้น กองทัพข้าแบ่งเป็นสามกอง สองกองจุดไฟก่อความวุ่นวาย ให้พวกโจรคิดว่ากองทัพหลวงแอบบุกโจมตีเข้ามา”
“และอีกกองหนึ่งของข้าตามโปไฉไป สกัดกั้นไม่ให้เขาหนี”
“ข้าคาดเดาว่าเมื่อโปไฉเห็นสถานการณ์ไม่ดีจะต้องมุ่งไปยังเมืองลำหยงแน่ จึงให้สองกองที่วางเพลิงแล้วไปซุ่มโจมตี แต่น่าขันที่โปไฉนั้นคิดว่าข้าปกป้องเขา เมื่อทหารซุ่มโจมตีปรากฏกาย กองทัพศัตรูก็ตกอยู่ในความสับสนวุ่นวาย ข้าจึงใช้โอกาสนี้สังหารโปไฉ”
เล่าเจี้ยงพูดในช่วงท้ายอย่างเรียบง่าย แต่ทุกคนในห้องโถงกลับตกตะลึง!
ตั้งแต่แฝงตัวเข้าไป วางแผน รอคอย ลมพัดมา ลอบวางเพลิง ซุ่มโจมตี ทั้งหมดล้วนราบรื่นสำเร็จในรวดเดียว
นี่เป็นสิ่งที่เด็กหนุ่มอายุสิบกว่าคนหนึ่งสามารถทำได้จริงหรือ?
พวกฮองฮูสงสองคนเหลือบมองหน้ากัน และเห็นความตกใจและ… ความสงสัยในดวงตาของอีกฝ่าย
“ผู้บัญชาการเล่าช่างเป็นบุรุษผู้เป็นเลิศในการทหาร สามารถเอาชนะพวกโปไฉแสนกว่าคนด้วยกำลังคนเพียงพันกว่าคน ทั้งยังสังหารโปไฉได้ด้วย!”
“เราสองคนมีลูกน้องใต้การบังคับบัญชาหมื่นคน แต่กลับติดอยู่ในเมืองแห่งนี้ ช่างไม่สมกับการเป็นแม่ทัพมีชื่อเลย ละอายใจยิ่งนัก”
ฮองฮูสงไม่ได้สร้างความดีความชอบมากนัก เพราะเขามีกำลังทหารน้อยกว่าศัตรู จึงทำได้เพียงสกัดไว้และรั้งเมืองปกป้องพลเรือนไม่ให้โปไฉเข้ามาได้ ซึ่งนับว่าประสบความสำเร็จมากแล้ว
แต่จูฮีนั่นต่างออกไป เขาถูกโจมตีซึ่งหน้าจนทุกวันนี้ก็ยังอับอายอยู่ไม่หาย
“หากไร้ซึ่งท่านแม่ทัพทั้งสองสกัดไว้ ไม่ยอมให้โปไฉได้เข้ามาแม้แต่ครึ่งก้าว ข้าจะมีโอกาสเช่นนี้ได้อย่างไร”
เล่าเจี้ยงไม่กล้าเย่อหยิ่งรับความดีความชอบต่อหน้าทั้งสอง และยังคงถ่อมตัวอยู่เสมอ
“ชัยชนะครานี้เป็นเพราะโชคช่วยจริง ๆ ท่านแม่ทัพทั้งสองถ่วงเวลาโปไฉไว้พอดี ถึงทำสำเร็จได้”
“ผู้บัญชาการเล่าไม่ต้องถ่อมตัวหรอก ศึกครานี้ข้าต้องรายงานต่อฝ่าบาทตามความเป็นจริง ขอความดีความชอบให้ผู้บัญชาการเล่า!”
ฮองฮูสงส่ายหน้าอย่างหนักแน่นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
เล่าเจี้ยงรีบเอ่ยขอบคุณ ฮองฮูสงกับจูฮีต่างก็เป็นสุภาพบุรุษใจกว้าง ไม่มีทางปกปิดคุณงามความดีของเขาแน่นอน
จูฮีสั่งข้ารับใช้เพิ่มโต๊ะมาวางไว้ด้านข้างถัดจากเขา แล้วเรียกให้เล่าเจี้ยงนั่งลง
“ผู้บัญชาการเล่าเชิญนั่ง ไม่ว่าอย่างไร กลุ่มโพกผ้าเหลืองในเอ่งช้วนพ่ายแพ้แล้ว หัวหน้าโจรโปไฉก็ถูกตัดหัว พวกเรามาฉลองกันดีกว่า!”
เดิมทีเล่าเจี้ยงไม่อยากอยู่ใกล้แม่ทัพหลวง เพราะมันดูเด่นเกินไป อย่างไรตอนนี้พวกขันทีก็ยังแสดงอำนาจบาตรใหญ่ใส่เหล่าขุนนางแม่ทัพ หากทำตัวเด่นนักไม่รู้จะมีภัยอะไรบ้าง
ในเมื่อปฏิเสธไปไม่ได้ ก็ทำได้เพียงตกลง พวกฮองตงเองก็หาที่นั่งลงตามสบาย
ผู้บัญชาการหนุ่มรินเหล้าให้ตัวเองหนึ่งแก้ว แล้วลุกขึ้นเอ่ยเสียงดัง
“เล่าเจี้ยงขอดื่มให้ทุกท่านที่สละชีวิตและสันติสุขของเมืองเอ้งช้วน!”
พูดจบก็ดื่มจนหมด แล้วทุกคนก็พากันยกแก้วเหล้าขึ้น
“แม่ทัพออกศึกนับร้อยครั้ง พลาดพลั้งสิ้นแล้วไม่มาหา แต่ขุนศึกแกล้วกล้าคงชีวา นานสิบปีกลับมาน่าอัศจรรย์”
น้ำเสียงผู้บัญชาการหนุ่มฮึกเหิม พร้อมน้ำคลอหน่วยตา
เมื่อนึกถึงทหารที่คบหากันมานานตายไปทีละคน ก็รู้สึกเศร้าเสียใจไม่น้อย
“แม่ทัพออกศึกนับร้อยครั้ง พลาดพลั้งสิ้นแล้วไม่มาหา แต่ขุนศึกแกล้วกล้าคงชีวา นานสิบปีกลับมาน่าอัศจรรย์”
ฮองฮูสงเอ่ยซ้ำอีกครั้ง และยิ่งมองเล่าเจี้ยงด้วยความชื่นชมขึ้นไปอีก
“ได้ยินว่าผู้บัญชาการเล่าถูกเรียกขานว่าเป็นอัจฉริยะตั้งแต่เด็ก สร้างกลอนเจ็ดเอง ทั้งยังเจ้าสำบัดสำนวนด้วย!”
“วันนี้ได้เห็น ช่างสมกับคำร่ำลือจริง ๆ!”
เล่าเจี้ยงมองไปยังฮองฮูสงอย่างประหม่า ก่อนกุมมือขอบคุณ
“เห็นทีชื่อนักรบที่เก่งบุ๋นมากกว่าบู๊ของจื่อกาน ต้องปล่อยให้คนมีความสามารถอย่างท่านแล้ว ฮ่าฮ่าฮ่า!”
จูฮีถือโอกาสนี้เอ่ยติดตลก จนทำให้เด็กหนุ่มตกใจโบกมือพัลวัน
“มิกล้ามิกล้า รองแม่ทัพโลติดมีความสามารถมาก ข้าน้อยจะกล้าเทียบได้อย่างไร!”
ความมถ่อมตัวของผู้บัญชาการหนุ่มทำให้ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นต่างชื่มชมอย่างมาก และพากันเอ่ยปลอบใจ
เล่าเจี้ยงเองก็ลดความอาลัยอาวรณ์เหล่าทหารลง บรรยากาศก็ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นคึกคักขึ้นมา
ภายในห้องโถงเต็มไปด้วยแม่ทัพนายกองที่เคยผ่านศึกสงครามเดียวกัน ยามพูดคุยล้วนสนทนาอย่างสบาย ๆ และไม่นานทุกคนก็คุยเรื่องเดียวกัน
งานเลี้ยงดำเนินต่อไปจนถึงดึกดื่นกว่าจะแยกย้าย พวกเล่าเจี้ยงสี่คนถูกจัดให้ไปอยู่ที่พักผ่อน
เมื่อกลับไปถึงห้อง เล่าเจี้ยง ฮองตง ไทสูจู้ก็สร่างเมา เหลือเพียงเตียนอุยที่เมาสะบัดไม่รู้ตื่น
“ฮั่นเซิง ข้าเขียนจดหมายไว้แล้วฉบับหนึ่ง เจ้ารีบให้คนสนิทนำไปส่งถึงมือบิดาข้า ”
“รับบัญชา!”
“จืออี้ รบกวนเจ้าไปดูที่ค่ายสักหน่อย คนบาดเจ็บเป็นอย่างไรบ้าง ท่านฮองฮูสงส่งคนอื่นไปจัดหาที่พักให้ ข้ารู้สึกไม่ค่อยวางใจเท่าไร”
“รับคำสั่ง”
หลังจากจัดแจงทุกอย่างเสร็จ ความง่วงก็จู่โจมขึ้นมา ช่วงนี้เล่าเจี้ยงอ่อนเพลียนัก ไม่เคยได้นอนหลับเต็มอิ่มดี ๆ สักครั้ง
แม้ปากจะบอกว่าทุกอย่างราบรื่นผ่านไปด้วยดี แต่ความจริง ยามอยู่ค่ายศัตรูนั้นลำบากทุกย่างก้าว
ความลำบากในสงครามของผู้ใด เกรงว่าจะมีแค่เจ้าตัวที่เข้าใจ
ทว่าทุกอย่างคุ้มค่าแล้ว นับแต่นี้ต่อไป ชื่อเล่าเจี้ยงของเขาจะเลื่องลือไปทั่ว!
พิชิตกองทัพโพกผ้าเหลืองหนึ่งแสนนายด้วยพันคน ซ้ำยังสังหารโปไฉด้วยตัวเอง!
ความเก่งกล้าสามารถในการรบ ผู้บัญชาการทัพผู้มองการณ์ไกลจะเข้ามาแทนที่สมญานามเด็กอัจฉริยะ
เมื่อคิดถึงสิ่งเหล่านี้ มุมปากหนุ่มน้อยก็ยกยิ้มขึ้นมา ก่อนค่อย ๆ จมลงสู่ห้วงนิทรา
ผู้บัญชาการเล่าพักอยู่ในค่ายทหารของฮองฮูสงไปสิบวันเต็ม ๆ
เมื่อรู้สึกว่าพอประมาณแล้ว เขาก็เตรียมตัวบอกลาฮองฮูสง ด้วยไม่อยากล่าช้าอยู่ที่นี่อีกต่อไป
เล่าเจี้ยงเดินเข้าไปในจวนเจ้าเมือง เห็นฮองฮูสงกับจูฮีกำลังต้อนรับชายคนหนึ่ง
คนผู้นี้มีหน้าผากกว้าง ร่างกายแข็งแรงกำยำล่ำสัน รูปลักษณ์ดูไม่ธรรมดา
อายุน่าจะประมาณสามสิบกว่า และดูแข็งแรงกว่าไทสูจู้ จะต้องเป็นคนห้าวหาญเต็มไปด้วยพลังแน่
เล่าเจี้ยงรู้สึกแปลกใจ ในทัพของฮองฮูสงมีบุคคลเช่นนี้ปรากฏอยู่ด้วยตั้งแต่เมื่อไรกัน!