พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 41 พระเจ้าเลนเต้พอพระทัย
บทที่ 41 พระเจ้าเลนเต้พอพระทัย
ณ พระราชวังเมืองลกเอี๋ยง
ตอนนี้พระเจ้าเลนเต้เริ่มว่าราชกิจยามเช้าแล้ว
ก่อนกลุ่มโพกผ้าเหลืองก่อกบฏ พวกขุนนางไม่กล้าแม้แต่จะคิดถึงภาพท่านทรงงาน
พระองค์นั่งอย่างเกียจคร้านอยู่บนเก้าอี้มังกร ปรายตามองพวกขุนนางที่อยู่เบื้องล่างด้วยท่าทางอารมณ์ดี
สถานการณ์ของกลุ่มโพกผ้าเหลืองในแต่ละพื้นที่ถูกสกัดไว้แล้ว ไม่ว่าจะสงบลงเมื่อไร อย่างน้อยเมืองลกเอี๋ยงก็สุขสบายไร้เหตุกังวล
“ทูลฝ่าบาท แม่ทัพฮองฮูสงกับจูฮีรายงานมาว่า ไม่กี่วันก่อน พวกเขาสามารถเอาชนะกลุ่มโจรโพกผ้าเหลืองในเมืองเอ่งช้วน และตัดหัวแม่ทัพโจรโปไฉส่งมาที่ลกเอี๋ยงแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“ตอนนี้พวกเขากำลังมุ่งหน้าไปยังเมืองยีหลำ เกรงว่าอีกไม่นาน กลุ่มโพกผ้าเหลืองในแคว้นอิจิ๋วจะถูกกวาดล้างจนหมดพ่ะย่ะค่ะ”
โฮจิ๋นหน้าบานใหญ่ แสลนออกมาเล่าถึงความสำเร็จอย่างภาคภูมิใจ
“ดี สมกับเป็นแม่ทัพที่ได้รับการแต่งตั้งจากแม่ทัพใหญ่!”
พระเจ้าเลนเต้พอพระทัยมากเมื่อได้ยินโปไฉแห่งเอ่งช้วนสิ้นแล้ว ตอนนี้เมืองลกเอี๋ยงปลอดภัยไร้กังวล
หัวหน้าขันทีเตียวเหยียงยิ้มเยาะ พลางมองไปที่โฮจิ๋นและถามอย่างเหน็บแหนม
“ท่านแม่ทัพใหญ่ เท่าที่ข้ารู้ จูฮีพ่ายให้กับโปไฉในเอ่งช้วน จากนั้นก็ถูกปิดล้อมติดอยู่กับฮองฮูสงที่เมืองฉางชีไม่ใช่รึ?”
ในตอนนี้โฮจิ๋นได้เลื่อนเป็นแม่ทัพใหญ่แล้ว พยายามไม่สนใจพวกสิบขันทีอีก ทั้งยังมีเจตนาเลือนรางที่จะกำจัดเหล่าสิบขันทีออกไปอีกด้วย
พวกเตียวเหยียงเองก็ใช่ว่าจะเป็นมิตร ทั้งสองฝ่ายทำสงครามประสาทกันมานานแล้ว
“ท่านแม่ทัพใหญ่ มีเรื่องเช่นนี้ด้วยหรือ?”
พระเจ้าเลนเต้ปรายตาขึ้น ขมวดคิ้วมองโฮจิ๋น
ไอ้ขันทีเวรนี่ มันรู้ได้อย่างไรกัน!
โฮจิ๋นลอบก่นด่า ก่อนโค้งคำนับให้พระเจ้าเลนเต้
“ฝ่าบาท แม้ฮองฮูสงและจูฮีจะพ่ายให้กับกลุ่มโพกผ้าเหลืองมาก่อน กระนั้นก็นับว่าได้รับชัยชนะในที่สุด นับว่าเป็นการหักลบกลบหนี้ครั้งใหญ่พ่ะย่ะค่ะ”
แม่ทัพใหญ่ถลึงตาจ้องหัวหน้าขันทีอย่างดุดัน แทนการเตือนว่าอย่ามาแส่หาเรื่อง
เตียวเหยียงหัวเราะสะใจออกมาสองที ก่อนเอ่ย
“ท่านแม่ทัพใหญ่ไม่ยุติธรรมเลย เอ่งช้วนได้รับชัยชนะนั้นเป็นเรื่องจริง ทว่าเป็นฝีมือฮองฮูสงกับจูฮีแค่สองคนหรือ?”
สีหน้าของพระเจ้าเลนเต้เริ่มมืดมนลงเรื่อย ๆ และมองทั้งสองด้วยสีหน้างุนงง
“มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
โฮจิ๋นเห็นฝ่าบาทปริปากถาม เหงื่อกาฬก็ผุดพรายทั่วร่างทันที
เดิมทีอยากจะขอคุณงามความดีให้ตัวเอง แต่ไม่คิดเลยว่าขันทีเวรนี่จะสกัดเขาทุกวิถีทาง
“นี่ นี่…”
โฮจิ๋นเอาแต่อ้ำอึ้งพูดอะไรไม่ออก
เตียวเหยียงเห็นอีกฝ่ายนิ่งอยู่นาน ก็เริ่มเปล่งวาจา
“ฝ่าบาท ชัยชนะครานี้เป็นคุณงามความดีของเล่าเจี้ยง ผู้บัญชาการน้อย”
“ฮองฮูสงกับจูฮีแค่ทำงานของพวกเขาเอง บุกโจมตีกองทัพโพกผ้าเหลืองเท่านั้นพะย่ะค่ะ”
“เล่าเจี้ยง? หึหึ น่าสนใจ”
พระเจ้าเลนเต้พึมพำกับตัวเอง ยามนึกถึงหนุ่มน้อยรนหาที่ตายคนนั้น
เขาเหลือบมองเล่าเอี๋ยนในกลุ่มฝูงชนก่อน จากนั้นก็เคลื่อนสายตาไปหาเตียวเหยียง
“อาวุโสเหยียง เล่ามาให้ละเอียดซิ”
หัวหน้าขันทีเล่าเรื่องที่เล่าเจี้ยงโดนโฮจิ๋นกลั่นแกล้งให้กลายเป็นทัพอนาถา จากนั้นก็เรื่องเดินทางไปพลางฝึกทหารไปพลาง ก่อนถูกกลุ่มโพกผ้าเหลืองปิดล้อม แล้วลอบเข้าไปปะปนในค่ายศัตรู วางแผนลอบวางเพลิง ตัดหัวโปไฉ ซึ่งเล่าอย่างรายละเอียดราวกับว่าเขาอยู่ในเหตุการณ์นั้นเอง
ขุนนางสำคัญภายในตำหนักต่างตกตะลึง แม้แต่โฮจิ๋นเองยังอ้าปากตาค้าง เหตุใดเตียวเหยียงผู้นี้ถึงได้รู้ลึกขนาดนี้?
ผลการรบที่ฮองฮูสงส่งมายาวเกินไป เขาจึงไม่ได้อ่านอย่างละเอียด แค่เหลือบดูบทสรุปครู่เดียวเท่านั้น
ฮองฮูสงก็เอ่ยถึงแค่เล่าเจี้ยงเป็นคนทำสำเร็จคนแรก แต่โฮจิ๋นไม่ได้จริงจังกับเรื่องนี้เลย
เมื่อเห็นท่าทางอ้าปากตาค้างของเหล่าขุนนางเบื้องล่าง พระเจ้าเลนเต้ก็รู้สึกภูมิใจ อย่างไรเล่าเจี้ยงก็เป็นคนที่เขาเลื่อนขั้นให้เอง
พระเจ้าเลนเต้อารมณ์ดีอย่างมาก สีหน้าพลันเปลี่ยนเป็นแดงปลั่งขึ้นมา
“เล่าเจี้ยงป็นบุตรชายของเจ้ากรมราชวงศ์เล่า และเป็นนายกองปราบโจรที่เราแต่งตั้งเอง”
“และก็เป็นเราเองที่ให้เขาเดินทัพไปต่อสู้กับกลุ่มกบฏโพกผ้าเหลือง!”
“ฝ่าบาททรงปรีชาสามารถยิ่งนัก!”
พวกขุนนางเหมือนฉลาดทันคนก็มิปาน รู้ด้วยว่าพระเจ้าเลนเต้กำลังอยากได้คำชม
“ฮ่าฮ่าฮ่า”
“สมกับเป็นลูกหลานจักรพรรดิฮั่นเกาจู่ ชายชาตรีแห่งตระกูลเล่า! เจ้ากรมราชวงศ์เล่า เจ้าให้กำเนิดลูกชายได้ดีทีเดียว”
เล่าเอี๋ยนมองพระเจ้าเลนเต้ที่หัวเราะลั่น ก่อนรีบออกมาจากแถวพลางโค้งคำนับ
“ทั้งหมดล้วนเป็นเพราะฝ่าบาทผู้ทรงปรีชาญาณ ทำให้เจ้าตัวเล็กของกระหม่อมได้สร้างคุณงามความดี”
พระเจ้าเลนเต้พยักหน้าอย่างปราบปลื้ม ก่อนหันไปมองโฮจิ๋นด้วยสีหน้าไม่พอพระทัย
“ท่านแม่ทัพใหญ่ ผู้บัญชาการที่เราแต่งตั้งเอง เจ้ายังริอาจกลั่นแกล้งหรือ!”
โฮจิ๋นตกใจจนรีบคุกเข่าลง ก้มหัวแตะพื้นยอมรับความผิด
“ฝ่าบาท หาใช่กระหม่อมไม่จัดสรรให้ ทว่าตอนนั้นสามทัพใหญ่ออกเดินทัพพอดี คลังอาวุธจึงว่างเปล่าจริง ๆ ขอฝ่าบาททรงโปรดพิจารณาด้วยพ่ะย่ะค่ะ!”
“ลุกขึ้นเถิด ตอนนี้เล่าเจี้ยงอยู่ที่ใด?”
พระเจ้าเลนเต้ทำได้แค่ตักเตือนไปก่อน ตอนนี้เขายังต้องพึ่งโฮจิ๋นอยู่
“ยามนี้นายกองเล่าได้ยืมม้าศึกสองพันตัวจากฮองฮูสง มุ่งหน้าไปยังแคว้นกิจิ๋วแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ครั้นฮ่องเต้ปรายตามองเหล่าขุนนางที่อยู่เบื้องล่างก็โกรธเกรี้ยวขึ้นมา เอาขยะพวกนี้ไปจะมีประโยชน์อะไร? ยังเทียบกับเด็กอายุสิบห้าไม่ได้เลย!
“หลานชายเราช่างเป็นขุนพลโดยกำเนิดจริง ๆ ฮองฮูสงกับจูฮีนั่นช่างเป็นแม่ทัพมีชื่อเสียเปล่า ไม่เพียงสู้กองทัพกบฏซึ่งหน้าไม่ได้ แต่ยังถูกปิดล้อมอยู่ที่ฉางชีเสียอย่างนั้น!”
“หากไร้ซึ่งหลานชายเรา ราชวงศ์ฮั่นของเราจะไม่ตกอยู่ในอันตรายหรอกหรือ? ทำลายผู้คนนับแสนด้วยเศษคนพันคน! ต่อให้หานซิ่นฟื้นขึ้นมา ก็คงไม่เท่าไรหรอก! ฮ่าฮ่าฮ่า ”
พวกขุนนางทุกคนรีบคุกเข่าลง และตะโกนว่า
“สวรรค์คุ้มครองราชวงศ์ฮั่น สวรรค์คุ้มครองฝ่าบาท”
“ลุกขึ้นเถิด ในเมื่อเล่าเจี้ยงนำทหารม้าไปยังแแคว้นกิจิ๋ว เช่นนั้นเราจะแต่งตั้งให้เล่าเจี้ยงเป็นนายกองทหารม้า ให้เขาได้สร้างคุณงามความดีแก่ราชวงศ์ฮั่นอีกครั้ง!”
ขุนนางทุกคนต่างตกตะลึง เล่าเจี้ยงอายุแค่สิบห้าปี ก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนายกองทหารม้าแล้ว?
นายกองทหารม้ากับนายกองปราบโจรไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกันเลย แม้ทั้งคู่จะเป็นนายกองเหมือนกัน แต่ตำแหน่งหนึ่งมีค่าตอบแทนแค่สี่ร้อยต้าน ทว่าอีกตำแหน่งหนึ่งกลับมีค่าตอบแทนสองพันต้าน!
นายกองปราบโจรทำได้แค่ตามกองทัพออกไปรบเท่านั้น แต่นายกองทหารม้าสามารถออกรบได้ตามลำพัง และยังสามารถเพิ่มทหารม้าได้หลายเท่า
“เอาละ พอเท่านี้แล้วกัน”
พระเจ้าเลนเต้เห็นว่าไม่มีใครคัดค้าน ก็ลุกขึ้นเสด็จจากไป
“เลิกประชุม!”
หลังจากเสียงดังกังวานของขันทีดังขึ้น พวกขุนนางก็ค่อย ๆ ถอยกันออกไป
ตอนที่เดินผ่านเล่าเอี๋ยนไป เตียวเหยียงจงใจหยุดลงครู่หนึ่ง และพยักหน้าให้ เล่าเอี๋ยนเองก็พยักหน้าให้ยิ้ม ๆ เช่นกัน
เตียวเหยียงช่วยพูดให้เล่าเจี้ยงขนาดนี้ หาใช่เพราะเป็นศัตรูกับโฮจิ๋นเพียงอย่างเดียว แต่เพราะได้รับของขวัญหนักจากเล่าเอี๋ยนด้วย
ในจดหมายที่เล่าเจี้ยงเขียนให้บิดา เรื่องสำคัญที่สุดคือการให้สินบนหัวหน้าขันทีหนัก ๆ
เมื่อได้ทั้งเงิน ทั้งยังได้จัดการโฮจิ๋น นี่เกรงว่าคงเป็นเรื่องที่มีความสุขที่สุดของเตียวเหยียง