พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 52 เล่าปี่อยากขายกวนอูหรือ
บทที่ 52 เล่าปี่อยากขายกวนอูหรือ
“ข้ากล้าเอาชีวิตตัวเองเป็นเดิมพันว่าเมืองจวี้ลู่ถูกยึดแล้ว!”
เล่าเจี้ยงไม่พอใจความแคลงใจของเล่าปี่อย่างยิ่ง จึงออกปากอย่างมั่นใจ
“จวี้ลู่เป็นเมืองที่แข็งแกร่ง มีกำแพงเมืองสูงใหญ่ ป้องกันง่ายแต่โจมตียาก! แม้ข้าจะส่งคนไปโจมตีเข้ายึด กระนั้นก็มีเพียงทหารหนึ่งพันคน”
“หากกลุ่มโพกผ้าเหลืองรู้ตัวเข้า ทัพใหญ่ล้อมกำแพงเมือง จักต้องเสียเมืองไปแน่”
เล่าเจี้ยงอธิบายไปพลางมองเล่าปี่อย่างผิดหวัง แม้ชายผู้นี้จะไร้ความสามารถ แต่ก็ควรมีสายตามองคนที่ยอดเยี่ยมจึงคว้าขุนพลเอกของยุคสมัยมาได้มากมาย ไม่คิดเลยว่าจะลุกขึ้นมาลูบคมตนเช่นนี้
“แม้ศึกหนนี้จะตีทัพเตียวก๊กแตกพ่าย ทว่ากำลังหลักของกลุ่มโพกผ้าเหลืองยังมีเตียวโป้กับเตียวเหลียงอีกสองกองกำลัง ทหารและพลเรือนยังคงมีหลายเรือนแสน”
“ข้าเดาว่าเตียวก๊กต้องหนีไปยังอำเภอกงจ๋ง หากบุกเข้าโจมตีแคว้นกิจิ๋วจากอำเภอกงจ๋ง จำต้องยึดเอาเมืองจวี้ลู่เสียก่อน”
เล่าเจี้ยงกวาดตามองทุกคนในห้อง เขาคิดว่าตนเองไม่จำเป็นต้องอธิบายอะไรอีก
หากแม้แต่จุดนี้โลติดยังไม่เข้าใจ คงไม่เหมาะกับสมญานามรองแม่ทัพที่เก่งบุ๋นมากกว่าบู๊แแล้ว
ตอนนี้เล่าเจี้ยงยึดเมืองแทนไปแล้ว ส่วนโลติดจะต้องการหรือไม่นั้น เล่าเจี้ยงตัดสินใจไม่ได้
หากโลติดไม่ต้องการ เขาก็ไม่ต้องการเช่นกัน!
เล่าเจี้ยงแค่พาทหารม้าเดินทางไปยังเมืองจวี้ลู่รวมทัพกับฮองตง ทิ้งเมืองนี้แล้วจากไปก็จบเรื่อง
“คำพูดของผู้บัญชาการเล่าตรงกับใจข้านัก จวี้้ลู่เป็นจุดยุทธศาสตร์ของแคว้นกิจิ๋ว เราจะนั่งดูเมืองล่มสลายอีกครั้งได้อย่างไร?”
น้ำเสียงโลติดหนักแน่น ยากจะคัดค้านได้ง่าย ในเวลาเดียวกันก็มองเล่าปี่อย่างผิดหวังเช่นกัน แค่ออกคำสั่ง ลูกน้องก็ยังคัดค้าน ทั้งยังไปเออออห่อหมกตามอีก “เจ้าคนไร้ประโยชน์!”
“ข้าตัดสินใจแล้ว! ทั้งหมดเดินทัพไปยังเมืองจวี้ลู่!”
“ขอรับ”
ครั้นโลติดออกคำสั่ง ก็ไม่มีใครออกความเห็นคัดค้านอีก
พวกเล่าเจี้ยงไปรวมตัวกัน และเดินทางไปยังเมืองจวี้ลู่ ทว่าการเดินทางครั้งนี้ไม่ใช่การเดินทางเฉย ๆ เขาทำเหมือนอย่างเคย คือการประจบสอพลอ!
“พี่หุนเตี๋ยง ศึกเมื่อครู่ท่านองอาจห้าวหาญ เล่าเจี้ยงนับถือยิ่งนัก!”
ผู้บัญชาการหนุ่มวนเวียนอยู่กับกวนอูมาตลอดทาง พูดนั่นพูดนี่ประจบ เผยเจตนาแย่งชิงคนออกมา
หาใช่ว่าเล่าเจี้ยงหน้าด้าน แต่ชายหน้าแดงปลั่งงามเก่งเกินไปจริง ๆ ต่างหาก!
กวนอูมีพรสวรรค์ทั้งด้านการรบบนพื้นราบ รบบนหลังม้า และรบทางน้ำ เป็นขุนพลสามทัพอย่างแท้จริง มีวรยุทธ์โดดเด่นเหนือใคร จึงได้รับการเรียกขานว่าเป็นศัตรูกับคนนับหมื่น!
อีกอย่างกวนอูรักทหารมาก ลูกน้องต่างยอมพลีชีพให้ คนเช่นนี้เล่าเจี้ยงจะปล่อยไปได้เยี่ยงไร?
เดิมทีใบหน้ากวนอูแดงอยู่แล้ว ครั้นถูกเล่าเจี้ยงชมเข้าไปก็ยิ่งแดงเข้าไปใหญ่ สองมือเขาลูบเครางามของตัวเองพลางอดยิ้มไม่ได้
“แม่ทัพเล่าก็ห้าวหาญไม่แพ้กัน เรื่องตีทัพโปไฉที่เอ่งช้วนแตกพ่ายก็ทำให้ข้าเลื่อมใสมากเช่นกัน!”
“พี่หุนเตี๋ยงเกรงใจเกินไปแล้ว กลอุบายของข้าจะเทียบกับท่านได้อย่างไร พี่หุนเตี๋ยงกับพี่เหี้ยนเต๊กรู้จักกันได้อย่างไรหรือ?”
เล่าเจี้ยงไม่สนใจสายตาคุกรุ่นของเล่าปี่ที่อยู่ข้างหลัง และเริ่มหยั่งเชิงความสัมพันธ์ของคนทั้งสาม
คำสาบานในสวนท้อเป็นจินตนาการในวรรณกรรม ความจริงแล้วไม่มีเรื่องเช่นนี้
“เมื่อไม่กี่วันก่อน นายท่านรับสมัครนักรบต่อต้านกลุ่มโพกผ้าเหลืองที่เมืองตุ้นกุ๋น ข้าจึงเข้าร่วมในตอนนั้น”
นี่ก็ผ่านมาเพิ่งไม่กี่เดือนเอง น่าจะยังมีโอกาสอยู่! ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเล่าเจี้ยงดีใจหรือไม่
“พี่หุนเตี๋ยงกับพี่เหี้ยนเต๊กสาบานเป็นพี่น้องกันหรือ?”
“ไม่ใช่” กวนอูส่ายหน้า แต่เอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า “ท่านเล่าปี่ปฏิบัติต่อข้ากับเตียวหุยดีกว่าพี่น้อง!”
“อ๋อ”
เล่าเจี้ยงพยักหน้าอย่างหดหู่ เมื่อครู่ยังนึกสนุก แต่ประโยคนี้ทำให้เขาตกลงสู่เหว
กวนอูเป็นคนซื่อสัตย์อย่างหาที่เปรียบมิได้ เมื่อปักใจกับเล่าปี่แล้ว เกรงว่าคงยากจะสั่นคลอน
อีกด้าน เล่าปี่เห็นเล่าเจี้ยงพูดคุยหัวเราะกับขุนพลของตนมาตลอด ก็ทนไม่ไหวแล้ว จึงขี่ม้าไล่ตามไป
“หุนเตี๋ยง คุยอะไรกับผู้บัญชาการเล่าหรือ? ดูสนุกเชียว”
“นายท่าน แม่ทัพเล่าถามข้าน้อยว่าร่วมสาบานเป็นพี่น้องกับนายท่านหรือไม่”
เล่าปี่หันไปมองเล่าเจี้ยง ในแววตาฉายเพลิงร้อนแวบผ่าน
“ผู้บัญชาการเล่า แม้ข้ากับหุนเตี๋ยง และเอ๊กเต๊กจะไม่ได้สาบานเป็นพี่น้องกัน ทว่าความสัมพันธ์นั้นแนบแน่นกว่านั้น เป็นดั่งพี่น้องที่ผูกพันแน่นแฟ้น”
‘หยุดพยายามแย่งคนของข้าสักที!’ ความหมายของผู้พูดชัดเจนมากจนผู้บัญชาการหนุ่มรู้สึกได้
เล่าเจี้ยงยกมุมปาก ก็ยังดีที่พี่รู้ตัว… ท่านไม่ได้โง่หน้าเซ่อเสียทีเดียว
“พี่เหี้ยนเต๊กเป็นเชื้อพระวงศ์ฮั่นหรือ?”
ผู้บัญชาการเล่าไม่ได้โกรธ ตรงข้ามกลับเอ่ยเรื่องชาติกำเนิดขึ้นมา
“ใช่แล้ว”
เล่าปี่ยืดแผ่นหลังตั้งตรง และกุมมืออีกฝ่าย
“ข้าน้อยสืบเชื้อสายมาจากต๋งสานเชงอ๋องหลิวเซิ่งแห่งราชวงศ์ฮั่นตะวันตก ได้ยินว่าผู้บัญชาการเล่าสืบเชื้อสายมาจากหลู่อ๋องเล่าเอ๋งแห่งราชวงศ์ฮั่นตะวันตกหรือ? หากเป็นเช่นนั้น ท่านกับข้าต่างก็เหมือนพี่น้องกัน”
“แค่ก ๆ!”
เล่าเจี้ยงคาดไม่ถึงเลยว่าเล่าปี่จะหาทางลงให้ตัวเอง จนแปรเปลี่ยนเป็นฉากพบเจอญาติเสียอย่างนั้น!?
นักท่องเวลาแทบจะตกม้า
“พี่เหี้ยนเต๊กมีลำดับรายชื่ออยู่ในวงศ์ตระกูลหรือไม่?”
หากไม่ ก็จะไม่ถูกยอมรับจากทางการ หรือก็คือ… เป็นแค่ตัวตนปลอมเท่านั้น
“ครอบครัวตกต่ำ จนปูมประวัติหายสาบสูญไปนานแล้ว”
เห็นเล่าปี่ส่ายหน้าอย่างโศกเศร้า ผู้บัญชาการหนุ่มก็ยิ้มเยาะในใจ
“ต๋งสานเชงอ๋องหลิวเซิ่งมีลูกหลานมากกว่าหนึ่งร้อยคน หากไร้ซึ่งปูมประวัติ เกรงว่าคงยากจะเป็นที่ยอมรับ!”
ได้ยินเช่นนี้ ราชวงศ์ตกยากพลันเหลือบมองอีกฝ่ายอย่างลึกซึ้ง แต่ก็ทำได้เพียงถอนหายใจซ้ำ ๆ โดยไม่ตอบอะไร
“บิดาข้าเล่าเอี๋ยน ตอนนี้ดำรงตำแหน่งเจ้ากรมราชวงศ์ ดูแลเรื่องจดรายนามพระญาติพระวงศ์โดยเฉพาะ”
“จริงหรือ!”
เล่าปี่ดวงตาเป็นประกาย มองไปทางเล่าเจี้ยงอย่างตื่นเต้น
ชายหน้าหยกมีสายเลือดสืบทอดมา แต่กลับไร้การยอมรับจากราชสำนัก ครอบครัวตกต่ำยากไร้เหลือเพียงแซ่ให้ภูมิใจเท่านั้น ทว่าใครต่อใครต่างก็คิดว่าเขาโกหก!
หากได้รับการยอมรับจากกรมราชวงศ์ เช่นนั้นตัวตนเขาก็จะได้รับการยืนยัน!
“น้องให้บิดาช่วยให้ท่านพี่มีรายชื่ออยู่ในลำดับวงศ์ตระกูลได้หรือไม่?”
เล่าเจี้ยงปีติยินดีอยู่ในใจ เล่าปี่ติดเบ็ดแล้ว ทว่ายังคงแสดงท่าทางลำบากใจเช่นเดิม
“แม้บิดาข้าจะดูแลเรื่องจดรายนามพระญาติพระวงศ์ แต่หากพี่เหี้ยนเต๊กไม่มีปูมประวัติ เกรงว่าคงจัดการได้ยาก!”
เล่าปี่บ่นผู้บัญชาการหนุ่มอยู่ในใจยกใหญ่ เห็น ๆ อยู่ว่าเป็นเรื่องของพ่อเจ้า แต่เจ้ากลับเอ่ยอย่างลำบากใจเช่นนี้!
“หากน้องทำให้พี่มีรายชื่ออยู่ในลำดับวงศ์ตระกูลได้ พี่จะไม่ลืมบุญคุณอันใหญ่หลวงของน้องเลย!”
เมื่อเห็นสีหน้าตื่นเต้น และน้ำเสียงรีบเร่งของเล่าปี่ เล่าเจี้ยงจึงคิดว่าดึงดูดอีกฝ่ายได้พอสมควรแล้ว
“พี่เหี้ยนเต๊กอย่าเพิ่งร้อนใจ เรื่องนี้ใช่ว่าจะไม่มีวิธีไปเสียทีเดียว!”
“เพียงแต่น้องมีเรื่องหนึ่งอยากขอ หากพี่เหี้ยนเต๊กตกลง เรื่องจดรายนามเข้าลำดับวงศ์ตระกูลข้าจะเป็นคนจัดการเอง!”
“เรื่องอันใดรึ!”
“เรื่องนี้ง่ายมาก แค่พี่เล่าเอ่ยมาคำเดียว!”
“หากพี่เล่าตกลง ข้ามิเพียงช่วยให้ท่านมีรายชื่ออยู่ในลำดับวงศ์ตระกูล แต่ยังจะประกาศไปทั่วใต้หล้า ทั้งยังขอบิดายื่นแนะนำให้พี่เล่าเป็นปกครองพื้นที่ในเมืองหลวง”
“น้องรีบพูดเถิด”
เล่าปี่ดวงตาเป็นประกาย สองเรื่องนี้สำคัญสำหรับเขามาก มันช่างเป็นบุญคุณยิ่งนัก!
เขาเที่ยวพูดไปทั่วทุกที่ว่าเป็นเชื้อพระวงศ์ฮั่น แต่ไม่มีใครเชื่อถือแม้แต่น้อย เพราะลำดับวงศ์ตระกูลไม่ได้บันทึกไว้ ทั้งยังไม่มีครอบครัวเหลืออยู่อีกแล้ว จนกลายเป็นผู้ไร้ตัวตนโดยสิ้นเชิง
และที่ทำให้ผู้นำทัพอาสาเสียใจมากที่สุดคือความตกต่ำของตนเอง เขาไม่มีตำแหน่งอะไรเลย
ตอนนี้มีกลุ่มโพกผ้าเหลืองก่อกบฏ หากสามารถพิชิตได้ แล้วกองทัพโพกผ้าเหลืองถูกกวาดล้างจนสิ้น เขาจะยังนำทัพได้อีกหรือไม่?
หากโชคดี อาจจะได้รับสักตำแหน่งหนึ่ง
หากโชคไม่ดี บวกกับไร้พรรคพวกในราชสำนัก เกรงว่าคงต้องกลับไปทอเสื่อ ขายรองเท้าเหมือนเคย
เล่าเจี้ยงจับจุดอ่อนของเล่าปี่เอาไว้อยู่หมัด สิ่งเหล่านี้สำหรับเล่าปี่แล้ว เหมือนกับได้น้ำฝนหลังจากแห้งแล้งมานาน
เขามั่นใจว่าเล่าปี่มิอาจต้านทานสิ่งล่อใจเช่นนี้ได้แน่
“ข้าต่อสู้กับกลุ่มโพกผ้าเหลืองครานี้ รู้สึกได้เลยว่าไร้คนในกองทัพช่วยได้!”
“หุนเตี๋ยงวรยุทธ์ไม่ธรรมดา ข้าจึงอยากได้มาเป็นที่ปรึกษาและบัญชาการกองกำลังทหารส่วนหนึ่ง ไม่ทราบว่าพี่เหี้ยนเต๊กตัดใจปล่อยเขาไปได้หรือไม่?”
เขาอยากได้กวนอูจริง ๆ!
“นี่…”
ดวงตาเล่าปี่มีร่องรอยสั่นไหว เห็นได้ชัดว่ากำลังพิจารณาอยู่
ภาพนี้อดทำให้เล่าเจี้ยงรู้สึกมีความสุขไม่ได้!