พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 53 เล่าเจี้ยงผู้โง่เขลา
บทที่ 53 เล่าเจี้ยงผู้โง่เขลา
ท่าทีครุ่นคิดของเล่าปี่ทำให้เล่าเจี้ยงรื่นเริงยิ่งนัก
กวนอูล่อตาล่อใจเกินไป แม่ทัพที่เก่งทุกอย่างขนาดนี้มีน้อยมาก!
“พี่เล่า ไม่ว่าตัวพี่หุนเตี๋ยงจะอยู่ที่ใด ก็ล้วนทำเพื่อราชวงศ์ฮั่นของเราทั้งสิ้น!”
“อีกอย่างละทิ้งคนหนึ่งคน ได้ทั้งชื่อเสียง เกียรติยศคืนให้พี่และสายตระกูล ทั้งยังได้ตำแหน่ง มันไม่น่ายินดีหรอกหรือ?”
กวนอูหรี่ตา แม้แต่เขายังรู้สึกว่าคำพูดของเล่าเจี้ยงมีเหตุผล
สิ่งล่อใจพวกนี้มีมากเกินไปจริง ๆ! ใครหน้าไหนจะทนไหวกัน?
ในขณะที่เด็กหนุ่มมั่นใจอยู่นั้น เล่าปี่ก็ใช้การกระทำเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า…
ข้านี่แหละ คนที่เจ้าไม่คิดว่ามีอยู่…
“น้องเล่า เมื่อครู่พี่พูดไปแล้ว หุนเตี๋ยงคือพี่น้องสนิทสนมของข้า มิอาจตัดใจยกเขาให้ใคร”
“แต่พี่เป็นดังที่น้องว่าจริง ทั้งไร้ชื่อเสียง ทั้งตัวเปล่า ไม่มีผู้ใดยอมรับ และเป็นตัวถ่วงอนาคตของหุนเตี๋ยงนัก ฉะนั้นให้สิทธิ์เจ้าตัวเป็นคนตัดสินเองแล้วกัน”
“หากหุนเตี๋ยงสมัครใจไปกับน้อง เล่าปี่ผู้นี้จะไม่ห้าม และไม่รับชื่อเสียงกับตำแหน่งที่น้องว่ามาด้วย”
เรื่องความสามารถของขุนพลในมือ ผู้นำทัพอาสาเองก็รู้ดีแก่ใจ จึงไม่ได้เอ่ยรั้งขุนพลคู่ใจไว้กับคนที่ไม่มีอะไรเลยเช่นเขา
โอกาสที่เล่าเจี้ยงเสนอให้กวนอูนั้นยอดเยี่ยม! ได้ต่อสู้ในสนามรบ นำกองทหารม้า แล้วค่อย ๆ สร้างชื่อเสียงจนโด่งดัง
นี่คือความปรารถนาของนักรบทุกคน…
แต่เล่าปี่ล่ะ? เขาให้กวนอูได้แค่ตำแหน่งพลธนูม้า
คนเดินสู่ที่สูง น้ำไหลลงสู่ที่ต่ำ แม้แต่คนไร้ค่าอย่างเล่าปี่ยังมุ่งมั่นที่จะเป็นหนึ่งในใต้หล้า แล้วคนที่มีพรสวรรค์โดดเด่นอย่างกวนอูยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงหรอกหรือ?
ผู้นำทัพอาสาจึงยกสิทธิ์ในการตัดสินใจทั้งหมดให้แก่ขุนพล
พลาดแล้ว…
เล่าเจี้ยงหน้าซีด
หากกวนอูไป อีกฝ่ายก็จะได้คืนสถานะเชื้อพระวงศ์อย่างเป็นทางการกับตำแหน่ง โลกก็จะบอกว่าเล่าปี่ฉลาด
หากกวนอูไม่ไป วันหน้าต้องสู้จนสิ้นใจในสงคราม โลกก็จะบอกว่าเล่าปี่เป็นผู้บัญชาการรักลูกน้อง
แย่แล้ว! เขาอยากแสดงฝีมือ แต่กลับกลายเป็นปล่อยไก่ออกมา!
เล่าเจี้ยงตกใจอย่างมาก
จริงอยู่ที่ว่าเล่าปี่ไม่แน่ใจว่ากวนอูจะเลือกเช่นไร แต่นักท่องเวลารู้ดี
ในฐานะมนุษย์ ชายหน้าแดงเครางามให้ความสำคัญกับความซื่อสัตย์เหนืออื่นใด เล่าปี่พูดไม่กี่คำ กวนอูก็ต้องไม่จากเขาไปแน่
ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว! แผนการของอีกฝ่ายทำให้ผู้บัญชาการหนุ่มตกใจจนพูดไม่ออก
เล่าปี่ เจ้าชาติทอเสื่อขาย! ข้าประเมินเจ้าต่ำไปจริง ๆ!
เล่าเจี้ยงมองไปทางคู่สนทนาอย่างขุ่นเคือง ในใจก็ด่าตัวเองว่าโง่เขลายกใหญ่
อีกฝ่ายผู้นี้จะตอบตกลงได้อย่างไร หากวันนี้เขาขายกวนอูไป วันหน้าก็ขายเตียวหุยไปได้อีก แล้วต่อไปใครจะกล้ามาติดตามเขา?
“พี่หุนเตี๋ยง ใต้ท้องฟ้าไม่มีสิ่งใดที่ไม่ใช่แผ่นดินของฮ่องเต้ พี่หุนเตี๋ยงรับใช้ของราชวงศ์ฮั่นมายาวนาน ย่อมอยากแบ่งเบาความกังวลเพื่อบ้านเมือง”
“หลังจากจัดการกลุ่มโพกผ้าเหลืองแล้ว ข้าอาสาเดินทางไปยังแคว้นเลียงจิ๋ว สยบสงครามเผ่าเชียงตะวันตก ไม่รู้ว่าท่านสมัครใจไปสร้างผลงานด้วยกันหรือไม่?”
เล่าเจี้ยงยังฝืนเป็นครั้งสุดท้าย อย่างไรเสียกวนอูกับเล่าปี่ก็คบหากันได้ไม่นานเท่าไรนัก
เพราะความไม่เอาไหน ชายผู้นี้จะต้องพลัดพรากกับขุนพลตัวเองในสนามรบ!
กวนอูไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย ก่อนกุมมือขอบคุณไปทางเล่าเจี้ยง
“ขอบคุณท่านแม่ทัพที่ชื่นชอบ! ในฐานะมนุษย์ ความซื่อสัตย์สำคัญที่สุด”
“นายท่านปฏิบัติต่อข้าดั่งพี่น้อง ข้าจะจากเขาไปได้เยี่ยงไร แม้ต้องกลายเป็นเบี้ยสงครามตัวเล็ก ๆ แค่คนหนึ่ง กวนอูผู้นี้ก็ไม่มีวันเสียใจ”
ชายหน้าแดงเครางามมีแววตาเด็ดเดี่ยว น้ำเสียงแน่วแน่ ไม่หวั่นไหวต่อสิ่งล่อใจเลยแม้แต่น้อย
จบแล้ว …มิอาจชักชวนกวนอูได้อีกแล้ว
ครั้งนี้ไม่เพียงชักชวนมาไม่ได้ แต่ยังทำให้อีกฝ่ายซื่อสัตย์ภักดีต่อเล่าปี่อย่างสุดใจอีกด้วย
เล่าเจี้ยงมองทั้งสองคนอย่างกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ได้แต่พยักหน้าไม่หยุด
มองคนผู้นี้ต่ำไปแล้วจริง ๆ เขาไม่จำเป็นต้องอยู่ที่นี่อีกแล้ว จึงกุมมือลาทั้งสองคนแล้วจากไป
“นายท่าน เหตุใดสีหน้าดูไม่ดีเช่นนี้ขอรับ?”
ไทสูจู้เห็นสีหน้ามืดมนของเล่าเจี้ยง ก็อดระบายความกลัดกลุ้มออกมาไม่หยุด
“ข้ามองเล่าปี่ผู้นี้ต่ำไป!”
เล่าเจี้ยงเล่าเรื่องที่ชักจูงกวนอูกับความเจ้าเล่ห์ของเล่าปี่ออกมา
เตียนอุยพ่นลมหายใจอย่างแรง ก่อนส่งเสียงก่นด่า
“ไอ้คนทอเสื่อขายรองเท้าผู้นี้ บังอาจทำเช่นนี้!”
“เดี๋ยวข้าจะไปสั่งสอนเขา ระบายโทสะให้นายท่าน!”
“ช่างเถิด”
“แต่ละคนต่างก็มีความต้องการ ความปรารถนาไม่เหมือนกัน จะไปบีบบังคับไม่ได้”
เล่าเจี้ยงโบกมือ ห้ามเตียนอุยที่ห้าวกร่างเอาไว้
เขาในตอนนี้ได้ชื่อว่าเป็นคนเฉลียวฉลาด จึงมิอาจไปหาเรื่องเล่าปี่ได้
“เล่าปี่ผู้นี้มีใบหน้าใจดีเป็นมิตร กลับไม่คิดเลยว่าแผนการจะล้ำลึกเพียงนี้”
ไทสูจู้ขมวดคิ้ว น้ำเสียงดูผิดหวัง
เล่าปี่มีหน้าตาดูสัตย์ซื่อไร้พิษภัย สร้างความประทับใจแก่ไทสูจู้ไม่น้อย แต่ไม่คิดเลยว่าจะมีแผนล้ำลึกเช่นนี้!
เตียนอุยยิ่งโมโห ปากก็เอาแต่พร่ำคำด่าไม่ขาด
“ครั้งแรกที่ข้าเห็นเขาก็รู้แล้วว่าไม่ใช่คนดีอะไร! แล้วก็เตียวหุยนั่นอีก ไม่ช้าก็เร็ว ข้าจะจัดการเขาเสีย!”
“เล่าปี่หาใช่คนไม่เอาไหนธรรมดา กวนอู และเตียวหุยยิ่งได้ชื่อว่าเป็นศัตรูกับคนนับหมื่น มิอาจดูแคลนได้”
เล่าเจี้ยงมองเตียนอุยด้วยสีหน้าจริงจัง จนพลทวนคู่ไม่โต้กลับ แค่กำหมัดเบา ๆ
เขาเคยชกต่อยกับเตียวหุยก่อนหน้านี้ จึงพอรู้วรยุทธ์ของเจ้าคนถ่อยนั่นอยู่บ้าง
หลังจากผ่านการเดินทัพมาสองสามชั่วยาม ในที่สุดพวกโลติดก็เห็นเมืองจวี้ลู่
“ท่านรองแม่ทัพโลติดนำทัพมาถึงแล้ว รีบเปิดประตูเมืองเร็ว”
บนกำแพงเมืองมีคนผู้หนึ่งโผล่ออกมา เล่าเจี้ยงเห็นก็รู้ทันทีว่าเป็นฮองตง
“ฮั่นเซิง รีบเปิดประตูเมืองเร็ว”
เมื่อฮองตงแน่ใจว่าไม่มีอะไรผิดพลาดแล้ว ก็สั่งให้เปิดประตูเมือง และลงไปต้อนรับด้วยตัวเอง
ประตูเมืองค่อย ๆ เปิดออก พยัคฆ์เกาทัณฑ์รีบเดินออกมาทำความเคารพต่อเล่าเจี้ยง
“นายท่าน!”
เล่าเจี้ยงพยักหน้าอย่างปลื้มใจ ฮองตงไม่ทำให้เขาผิดหวังจริง ๆ!
“ฮั่นเซิง นี่คือรองแม่ทัพโลติด”
ฮองตงหันไปเคารพอีกฝ่าย
“ที่ปรึกษาฮองตง ลูกน้องใต้บังคับบัญชาผู้บัญชาการเล่า คารวะรองแม่ทัพโลติด”
โลติดมองฮองตงที่มีวรยุทธ์ไม่ธรรมดา ก็ลอบประหลาดใจ
เล่าเจี้ยงไปหาทหารกล้ามากมายขนาดนี้มาไว้ข้างกายจากไหนกัน?
ตอนแรกเป็นไทสูจู้ เตียนอุย ตอนนี้มีฮองตงมาอีกหนึ่งคน!
“กุนซือฮอง เจ้าโจมตียึดเอาเมืองจวี้ลู่มาได้อย่างไร?”
พยัคฆ์เกาทัณฑ์ส่งสายตาสอบถามให้เล่าเจี้ยง อีกฝ่ายพยักหน้า
“ก่อนหน้านี้นายท่านสั่งให้พวกข้าไปซุ่มโจมตีอยู่บริเวณใกล้ ๆ เมืองจวี้ลู่ การเคลื่อนไหวของเตียวก๊กจึงถูกพวกข้าตรวจสอบไว้อย่างละเอียด”
“เตียวก๊กออกจากเมืองเพื่อไปโจมตีท่านรองแม่ทัพ นายท่านสั่งว่าหลังจากผ่านไปสามชั่วยาม ให้ทหารร้อยกว่านายแต่งเป็นทหารกลุ่มโพกผ้าเหลือง หลอกให้เปิดประตูเมือง และข้าก็นำทหารม้าเข้าบุกโจมตี และยึดกำแพงเมืองไว้”
“ง่ายเช่นนี้เลยหรือ?”
โลติดคิดว่ามันจะเป็นการรบดุเดือดเสียอีก ไม่คิดเลยว่าจะง่ายดายเช่นนี้
“หลังจากที่ข้ารีบเข้าไปในเมืองก็พบว่า ทหารที่รบได้ของกลุ่มโจรโพกผ้าเหลืองมีไม่ถึงพันคน อีกทั้งส่วนใหญ่ก็เป็นคนแก่และอ่อนแอ”
โลติดรู้สึกเหมือนรอดพ้นจากภัยพิบัติ ครานี้ต้องขอบคุณเล่าเจี้ยงจริง ๆ
“ครั้งนี้เตียวก๊กต้องอยากปลิดชีพข้าแน่! นายกองเล่าช่วยชีวิตข้าไว้ครั้งหนึ่ง”
“ท่านรองแม่ทัพกล่าวเกินไปแล้ว”
เล่าเจี้ยงยังคงถ่อมตัวเช่นเคย ไม่เอาความดีความชอบใส่ตัวเอง
“มีแค่เล่าเจี้ยงคนเดียวที่ช่วยท่าน พวกเราสามคนสู้สุดชีวิตกลับไม่เอ่ยถึงสักคำ…”
เสียงไม่เป็นมิตรดังมาจากด้านข้าง เตียวหุยบ่นกระปอดกระแปดขึ้นมาอีกครั้ง
“เอ๊กเต๊ก หยุดเสียที!”
เตียวหุยถูกเล่าปี่ตำหนิครั้งแล้วครั้งเล่า จึงไม่พูดอะไรอีก เพียงมองเล่าเจี้ยงอย่างเคียดแค้น
ในความคิดของชายผู้เกรี้ยวกราด หากไม่มีเล่าเจี้ยง พวกตัวเองคงไม่ถูกปฏิบัติเช่นนี้
แต่กลับไม่คิดเลยว่า หากไม่มีกองทัพของเล่าเจี้ยง ตัวเองจะยังรบชนะเตียวก๊กอยู่หรือไม่?
“ข้าขอบคุณพวกเจ้ามาก”
การขอบคุณของโลติดไม่มีแม้แต่จะชายตาแลพวกเขาเลย และนำทัพตรงเข้าไปในเมืองทันที
เล่าเจี้ยงแสยะยิ้มมุมปาก ก่อนเข้าไปในเมืองเช่นเดียวกัน
พวกเล่าปี่สามคนอึ้งอยู่ที่เดิม มีความรู้สึกเก้อเขินเล็กน้อย