พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 57 ผู้บัญชาการเล่าเป็นวีรบุรุษตั้งแต่ยังหนุ่ม ต้องมีอนาคตไร้ขอบเขตแน่!
- Home
- พลิกตำนานสามก๊ก
- บทที่ 57 ผู้บัญชาการเล่าเป็นวีรบุรุษตั้งแต่ยังหนุ่ม ต้องมีอนาคตไร้ขอบเขตแน่!
บทที่ 57 ผู้บัญชาการเล่าเป็นวีรบุรุษตั้งแต่ยังหนุ่ม ต้องมีอนาคตไร้ขอบเขตแน่!
“นายท่าน เหมือนท่านรองผู้บัญชาการกำลังไล่พวกเราไปเลยนะขอรับ?”
เจตนาของโลติดนั้นชัดเจนเกินไป ซึ่งทำให้ไทสูจู้และคนอื่น ๆ ขุ่นเคืองใจ
“ใช่แล้ว เรื่องที่ข้าให้เงินจ้าวเหยียน เขารู้แล้ว”
เล่าเจี้ยงหัวเราะและพยักหน้าเบา ๆ ไม่มีวี่แววโกรธเกรี้ยวแต่อย่างใด
เตียนอุยพ่นลมหายใจอย่างแรง รู้สึกว่าอีกฝ่ายไม่ยุติธรรมกับเจ้านาย
“หากนายท่านไม่โจมตีเตียวก๊ก เขาคงตายไปนานแล้ว! กล้าดีอย่างไรปฏิบัติต่อท่านเช่นนี้!”
“นี่!”
เล่าเจี้ยงชะงักฝีเท้า มองชายบ้าระห่ำที่โกรธแค้นแล้วเอ่ยโน้มน้าว
“กองทัพของเราสังหารโปไฉในเอ่งช้วน และช่วยเหลือฮองฮูสงกับจูฮีไว้ จากนั้นก็บุกโจมตีเตียวก๊ก ช่วยเหลือโลติดไว้”
“ผู้บัญชาการผู้มีชื่อเสียงทั้งสามท่านได้รับการช่วยเหลือจากข้าผู้เดียว สามวีรบุรุษแห่งราชวงศ์ฮั่นต้องรู้สึกอับอายขายหน้า และไม่มีหน้าไปเจอผู้อื่นแน่”
“ถุย!”
เตียนอุยถ่มน้ำลายเสียงดัง “ยังเป็นสามวีรบุรุษแห่งราชวงศ์ฮั่นอีกหรือ แม้แต่โจรโพกผ้าเหลืองยังสู้ไม่ได้เลย!”
“หืม?”
เล่าเจี้ยงถลึงตาใส่เขา เตือนลูกน้องว่าอย่าพูดอะไรส่งเดชอีก
ความสำคัญของพวกรองสามคนในราชวงศ์ฮั่น ใช่ว่านักท่องเวลาตัวกระจ้อยร่อยผู้เดียวจะเทียบได้?
“ฮองฮูสง จูฮีและโลติดต่างก็เป็นผู้บัญชาการมีชื่อเสียงในเวลานั้นอย่างไม่ต้องสงสัย เพียงแต่นิสัยมีจุดบอด”
“ดูโลติดเป็นตัวอย่าง เมื่อเห็นข้าติดสินบนขันที ก็เกลียดข้าทันที เขาถือตัวเกินไป บัดนี้ฝ่าบาททรงโปรดปรานและไว้วางใจขันที แม้จะไม่พอใจพวกเขา แต่ก็อย่าได้ไปล่วงเกินเด็ดขาด!”
“ข้าเดาว่าโลติดไม่เพียงมิอาจสยบกลุ่มโพกผ้าเหลืองได้ แต่ยังถูกขันทีเล่นงานด้วย”
เตียนอุยยังคงโกรธมาก และเอ่ยอย่างโมโห
“ถึงกระนั้นเขาก็ไม่ควรขับไล่นายท่านออกไป!”
เล่าเจี้ยงตบไหล่ขุนพลเบา ๆ
“เอาละ แทนที่จะอยู่ติดร่างแหโลติดที่นี่ มิสู้จากไปแต่เนิ่น ๆ ดีกว่า อีกอย่างข้ายังมีเรื่องสำคัญที่ต้องทำ!”
ครั้นเห็นนายท่านเอ่ยเช่นนี้ เตียนอุยก็ไม่บ่นอีก
“เฮ้อ!”
ฮองตงเองก็เสียใจมากกับเรื่องนี้เช่นกัน ตัวเองสร้างคุณงามความดีให้อย่างมาก แต่กลับถูกขับไล่ไสส่ง
“แม้เตียวก๊กจะไม่ก่อกบฏ แต่บ้านเมืองเช่านี้ คนอื่นก็จะก่อกบฏอยู่ดี ในโลกนี้จะไม่มีการก่อกบฏได้อย่างไร!”
เล่าเจี้ยงขมวดคิ้วและพยักหน้า ราชสำนักนี้เน่าเฟะ และถึงเวลาต้องพินาศ
“ทำเรื่องไม่ธรรมดาในเวลาสำคัญ มีเพียงตัวเองแข็งแกร่งพอเท่านั้น จึงจะสามารถสร้างยุคที่เจริญรุ่งเรืองได้อย่างแท้จริง!”
ทั้งสามคนเชื่อมั่นไม่กังขาในตัวอีกฝ่าย นายท่านคนนี้ไม่ยึดติดกับเรื่องเล็กน้อย เป็นคนมองการณ์ไกล และมีเหตุผลที่จะทำสิ่งต่าง ๆ อยู่เสมอ
“ฮั่นเซิง เอ้อร์ไหล พวกเจ้าสองคนไปรวบรวมทหารและม้า พวกเราจะไปกันวันนี้”
“รับทราบ”
“จืออี้ เจ้าไปเยี่ยมเยือนคนยอดเยี่ยมอีกผู้หนึ่งกับข้า”
“รับทราบ”
พวกเล่าเจี้ยงมาถึงลานหน้าบ้านแห่งหนึ่ง ลานบ้านถือว่าไม่ใหญ่มาก และค่อนข้างเก่า
ไทสูจู้ก้าวไปข้างหน้าเคาะประตู หลังจากนั้นไม่นาน ก็มีข้ารับใช้คนหนึ่งออกมาต้อนรับ
“พวกเจ้ามาหาใคร?”
ผู้เคาะประตูเอ่ยเสียงขรึม “ใต้เท้าเล่าเจี้ยง ผู้บัญชาการทหารม้ามาเยี่ยมเยือนท่านเตียนห้อง*[1]”
ข้ารับใช้เหลือบมองทั้งสองคน แล้วเอ่ยว่ารอสักครู่ ก่อนหันหลังกลับเข้าไปในบ้าน
หลังจากนั้นไม่นาน ประตูก็เปิดออก ชายหนุ่มวัยยี่สิบกว่าคนหนึ่งเดินออกมา
“ไม่คิดเลยว่าผู้บัญชาการเล่าจะมา ข้าต้อนรับได้ไม่ดีนัก ขออภัยด้วย”
เล่าเจี้ยงรีบทอดสายตามองไปอย่างรวดเร็ว เตียวห้องผู้นี้มีคิ้วหนาตาโต ใบหน้ารูปเหลี่ยม ทั่วร่างเต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความชอบธรรม
ไม่ธรรมดาจริง ๆ! นักท่องเวลาอดอุทานในใจไม่ได้
“ได้ยินมานานว่าท่านเตียนห้องมีพรสวรรค์ยอดเยี่ยม ข้าบังอาจเสียมารยาทมาเอง ขอท่านอภัยให้ด้วย!”
“ความรู้ของข้านั้นตื้นเขิน ไม่สมควรได้รับคำชมจากท่านผู้บัญชาการหรอก”
เตียนห้องกุมมือคำนับกลับ และเอียงตัวเปิดทางให้
“ท่านผู้บัญชาการเชิญเข้าข้างใน เชิญ!”
เล่าเจี้ยงตามเตียนห้องเข้าไปในบ้าน และสั่งไทสูจู้ให้รออยู่ข้างนอก
ทั้งสองนั่งแยกกันในฐานะแขกและเจ้าบ้าน และมีข้ารับใช้ยกน้ำชามาให้
เตียนห้องหยิบถ้วยชาขึ้นมา และดื่มชาแทนสุราให้เด็กหนุ่ม
“ท่านผู้บัญชาการเอาชนะกลุ่มโพกผ้าเหลืองในเอ่งช้วน สังหารโปไฉ และโจมตีเตียวก๊ก ตีกองกำลังนับหมื่นจนแตกพ่าย ข้าชื่นชมยิ่งนัก!”
เล่าเจี้ยงยกถ้วยน้ำชาขึ้นมาและดื่มให้กับเตียนห้องเช่นกัน
“แค่ความสำเร็จเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น ไม่พอให้เอ่ยถึงหรอก”
เตียนห้องหัวเราะออกมา และเอ่ยอย่างทอดถอนใจ
“กลุ่มโพกผ้าเหลืองบีบให้สามวีรบุรุษแห่งราชวงศ์ฮั่นปกป้องเมือง! และไม่ว่าท่านผู้บัญชาการไปที่แห่งใด ล้วนสังหารกลุ่มโพกผ้าเหลืองจนทิ้งหมวกทิ้งเกราะไปจนหมดสิ้น! หากเรียกว่าเป็นความสำเร็จเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นนั้นยังมีความสำเร็จใหญ่อะไรให้พูดถึงอีก? ”
เล่าเจี้ยงรีบโบกมือ เขารู้ต่อหน้าคนมีความสามารถต้องถ่อมตัว มิควรหยิ่งผยอง!
“ท่านเตียนห้องพูดเกินไปแล้ว! ข้าได้ยินมาว่าท่านเคยเป็นผู้ตรวจการงานราชวินิจฉัย*[2] เหตุใดถึงลาออกเสียเล่า?”
เมื่อเตียนห้องได้ยินก็ตกใจ ก่อนรินชาให้ตัวเอง แล้วดื่มจนหมดแก้ว
“เฮ้อ ราชสำนักสับสนวุ่นวาย ผู้ตรวจการงานราชวินิจฉัยก็ไร้ประโยชน์ ข้าไม่พอใจที่ขันทีมีอำนาจ ขุนนางดีถูกทำร้าย จึงลาออกมา”
สมกับเป็นคนตรงไปตรงมามากจริง ๆ เล่าเจี้ยงอุทานในใจ แล้วรีบหุบยิ้ม
“นับแต่สมัยพระเจ้าฮั่นฮวน ขุนนางชั่วมีอำนาจ ขุนนางดีถูกทำร้าย ราชสำนักใช้กองกำลังทหาร เก็บส่วย ใช้อาวุธ เกณฑ์แรงงานทุกหนทุกแห่ง ทำให้ผู้คนทุกข์ทรมานอย่างยิ่ง!”
“หลายปีมานี้มีภัยพิบัติทางธรรมชาติเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งแผ่นดินไหว น้ำท่วม ภัยแล้งรุนแรงทยอยเกิดขึ้นทีละแห่ง หลายคนไม่มีรายได้ ไม่ต้องเอ่ยถึงการจ่ายส่วยเลย แม้จะท้องอิ่มร่างกายอุ่น ก็ยากจะรอดต่อไปได้!”
เตียนห้องพยักหน้าอย่างยอมรับ ก่อนส่ายหัวอย่างจนใจ
“ผู้คนอดอยาก จะไม่ก่อกบฏได้อย่างไร?”
เล่าเจี้ยงกล่าว “ยามนี้กลุ่มโพกผ้าเหลืองแผลงฤทธิ์ ใต้หล้ายุ่งเหยิง บ้านเมืองระส่ำระสาย ราษฎรเดือดร้อนถ้วนหน้า! ข้าเล่าเจี้ยงในฐานะผู้สืบเชื้อสายราชวงศ์ฮั่น ลูกหลานพระเจ้าฮั่นเกาจู่ อยู่สูงไม่เท่าขันที ต่ำไม่เท่าโจรโพกผ้าเหลือง ช่างน่าละอายใจนัก มิรู้จะสู้หน้าบรรพบุรุษเช่นไร!”
บัณฑิตหนุ่มมองผู้มาเยือนด้วยความชื่นชม คนที่มีปณิธานอันยิ่งใหญ่เช่นนี้มีน้อยเหลือเกิน
“ผู้บัญชาการเล่าอายุเท่าไรแล้ว?”
เตียนห้องสงสัยในเรื่องอายุของเล่าเจี้ยงมาก บุคคลที่เป็นวีรบุรุษเช่นนี้เหตุใดถึงไม่ได้ยินมาก่อนเลย?
“ตอนนี้ข้าน้อยอายุสิบห้าปี”
“สิบห้าปี? หรือว่าเป็นบุตรชายของเล่าเอี๋ยน อดีตผู้ตรวจการแคว้นกิจิ๋ว?”
เตียนห้องมองไปที่เล่าเจี้ยงด้วยความตกใจ เขาไม่อยากจะเชื่อหูของตัวเองจริง ๆ
“ไม่ผิดหรอก เป็นข้าน้อยเอง”
“ที่แท้ก็เป็นเด็กอัจฉริยะนี่เอง เตียนห้องเคยได้ยินมาว่าตอนท่านผู้บัญชาการอายุสี่ขวบก็พูดจาคมคาย และสร้างกลอนเจ็ดขึ้นมา ช่างเป็นพรสวรรค์ที่หาได้ยากในโลกนี้จริง ๆ!”
“และคาดไม่ถึงเลยว่าความกล้าหาญของท่านผู้บัญชาการจะยิ่งหาได้ยากกว่า! เอาชนะโจรโพกผ้าเหลืองหลายครั้งหลายหน ทั้งยังลงมือสังหารโปไฉเองด้วย!”
“นึกถึงในอดีตขุนพลฮั่ว*[3] ก็นำกองทัพสยบชนเผ่าซยงหนูตอนอายุได้สิบแปดปี ท่านผู้บัญชาการยังอายุน้อยเช่นนี้ มีอนาคตอย่างไร้ขอบเขตแน่นอน!”
เล่าเจี้ยงรู้สึกเขินอายเล็กน้อยกับคำชม ใบหน้าแดงเรื่อ โบกมือเป็นพัลวัล
“ในสมัยโบราณมีกานหลัว*[4] อายุสิบสองปีก็ได้แต่งตั้งเป็นอัครเสนาบดีแล้ว ข้าใช้เวลากว่าสิบปี ยังไม่ประสบความสำเร็จใด ๆ เลย รู้สึกละอายใจยิ่งนัก!”
“ท่านผู้บัญชาการอย่าได้ดูถูกตัวเอง ราชวงศ์ฮั่นในตอนนี้ ยังต้องการท่านผู้บัญชาการพลิกสถานการณ์!”
เล่าเจี้ยงพยักหน้ายิ้ม ๆ ภายในใจรู้สึกประหลาดใจ
ประวัติศาสตร์บันทึกไว้ว่าเตียนห้องเป็นคนมั่นคงซื่อตรงไม่ยกยอประจบสอพลอใคร เหตุใดถึงยกย่องข้าเช่นนี้?
หรือข้าจะเก่งจนทุกคนในโลกคิดกันเช่นนั้นแล้ว!
เมื่อนึกมาถึงตรงนี้ ภายในใจเล่าเจี้ยงก็รู้สึกหอมหวานราวกับทาน้ำผึ้ง
[1] เตียนห้อง เสนาธิการของอ้วนเสี้ยว มีความคิดความอ่านดี แต่เลือกนายผิดจนถึงแก่ความตาย
[2] ซื่ออวี้สื่อ ผู้ตรวจการงานราชวินิจฉัย เป็นผู้รักษาความสงบเรียบร้อยของสภาขุนนาง รับราชโองการติดตามออกไปในท้องที่ต่าง ๆ หรือสะสางคดีใหญ่ ๆ ในยามที่มีการเคลื่อนทัพก็เป็นผู้ตรวจความสงบเรียบร้อยของกองทัพเรียกว่า จวินอวี้สื่อ
[3] ฮั่วชวี่ปิ้ง เป็นขุนศึกจีนสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันตก รับราชการในสมัยจักรพรรดิฮั่นอู่
[4] กานหลัว อัครเสนาบดีอายุน้อยที่สุดในโลก