พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 67 กลยุทธ์ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวของเล่าเจี้ยง
บทที่ 67 กลยุทธ์ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวของเล่าเจี้ยง
ความจริงการชักชวนจูล่งนั้นไม่ใช่เรื่องยาก เพราะเล่าเจี้ยงมีบุญคุณต่อเขาอย่างมาก สุภาพบุรุษแห่งเสียงสันจึงไม่มีทางปฏิเสธแน่นอน
แต่ปัญหาเดียวที่มีในตอนนี้คือความกตัญญูของชายรูปงาม เขาต้องไว้ทุกข์ให้พี่ชาย
ข้อดีของจูล่งได้กลายเป็นอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดสำหรับเล่าเจี้ยง
เมื่อได้ยินคำชักชวน จูล่งก็ไม่มีร่องรอยความลังเลแม้แต่น้อย การที่เล่าเจี้ยงชักชวนก่อนนั้น ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่ง
“จูล่งยินดีเป็นม้ารับใช้ท่าน”
“เยี่ยม!”
เล่าเจี้ยงดีใจอย่างมาก ภาพขุนศึกรูปงามในเกราะขาวลอยอยู่ในห้วงภวังค์แล้ว ทว่าไม่นานก็ถูกน้ำเย็นสาดเข้าใส่
“เพียงแต่พี่ชายของข้าถูกสังหาร ไม่มีใครไว้ทุกข์ให้”
“ท่านผู้บัญชาการให้ข้าไว้ทุกข์แสดงความกตัญญูสักสามปีได้หรือไม่ หลังจากสามปีแล้ว ไม่ว่าจะไปที่ไหน จูล่งจะติดตามท่านผู้บัญชาการไปทุกที่!”
“นี่…”
เล่าเจี้ยงยังไม่ทันได้ถอนหายใจอย่างเคลิบเคลิ้ม ก็ฝืนกลืนมันลงไป และรู้สึกผิดหวังอีกครั้ง
ตามคาด! ยังเร็วเกินไปที่จะดีใจ
ความภักดี ความเที่ยงธรรม มนุษยธรรม และความกตัญญูล้วนเป็นพื้นฐานชีวิตของอีกฝ่าย
แล้วข้าจะปฏิเสธเยี่ยงไรได้?
“จูล่งกตัญญู ข้าเลื่อมใสยิ่งนัก”
เล่าเจี้ยงยอมรับในคุณธรรมของอีกฝ่าย ทว่ากลับทำให้ผู้ฟังเข้าใจผิด
“ขอบคุณท่านผู้บัญชาการอย่างยิ่ง”
เล่าเจี้ยงชะงักไปเล็กน้อย รีบยกมือขึ้นห้าม
“จูล่ง ข้ายังพูดไม่จบ เจ้าไว้ทุกข์ให้พี่ชาย ข้ามิควรเอ่ยอะไรมากความ ทว่าข้ามีบางอย่างจะขอ ให้เจ้าไตร่ตรองด้วย”
“ท่านผู้บัญชาการเชิญว่ามาได้เลย”
“ตอนนี้แผ่นดินอยู่ในความโกลาหล ผู้คนต้องพลัดถิ่น ภายในมีโจรโพกผ้าเหลืองก่อความวุ่นวาย ภายนอกมีชนเผ่าคอยสร้างปัญหาที่ชายแดน นี่คือช่วงความเป็นความตายของแผ่นดิน ประหนึ่งเรือลอยคว้างกลางมรสุม”
“ยามนี้ต้องการทหารที่มีคุณธรรมและจงรักภักดี! เพื่อสยบคลื่นโถมสาดซัด กอบกู้แผ่นดินขึ้นมา!”
“จูล่งจะไว้ทุกข์ให้พี่ชาย ข้ามิควรห้าม ทว่าเจ้ามีฝีมือยอดเยี่ยม จะนั่งอยู่หน้าหลุมศพเป็นเวลาสามปีจริงหรือ? ชีวิตคนเรามันสั้น จะเสียเวลาเช่นนั้นจริงหรือ?”
คำพูดโน้มน้าวอันเร่าร้อนของเล่าเจี้ยงทำให้ผู้ฟังนิ่งไป ปากเอาแต่พึมพำคำพูดของอีกฝ่าย
“สยบคลื่นโหมสาดซัด กอบกู้แผ่นดินขึ้นมา”
“ท่านผู้บัญชาการมีปณิธานสูงส่งนัก ข้าน้อยนับถือ”
เล่าเจี้ยงส่ายหัวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ไม่ได้มีความสุขเพราะคำชมของจูล่งเลย
เปลี่ยนจากคำชื่นชม เป็นคำตกลงว่าจะไปกับข้าไม่ได้หรือ?
“แม้ข้าจะมีปณิธาน แต่ก็ขาดความสามารถ จึงต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนจากผู้ภักดีเช่นเจ้า และสร้างผลงานยิ่งใหญ่ด้วยกัน”
“แม้ข้าเล่าเจี้ยงจะไร้ความสามารถ แต่กลับถือเอาผู้คนในแผ่นดินนี้เป็นความรับผิดชอบของตน และตั้งเป้าหมายในการฟื้นฟูราชวงศ์ฮั่น!”
“ข้ารับรู้ถึงความสามารถของจูล่ง เจ้าคือคนที่ข้าต้องการ!”
ใบหน้าหล่อเหลาขมวดคิ้ว เกิดความขัดแย้งในใจอย่างดุเดือด
หรือระหว่างความภักดีกับความกตัญญูมันจะไปด้วยกันไม่ได้จริง ๆ?
เล่าเจี้ยงมีบุญคุณในการแก้แค้นและช่วยชีวิตเขาไว้ หากไม่มีอีกฝ่าย เขาคงไม่รอดชีวิต ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงการแก้แค้นเลย
จากสองประเด็นนี้ จูล่งก็มิอาจปฏิเสธได้แล้ว
แต่หากไม่ไว้ทุกข์ให้พี่ชายจักต้องถูกคนทั้งแผ่นดินเย้ยหยัน จะยังพูดถึงความภักดี ความเที่ยงธรรม มนุษยธรรมและความกตัญญูอะไรได้อีก?
การลังเลของจูล่งตกอยู่ในสายตาเล่าเจี้ยงทั้งหมด เขาช่างเป็นนักรบที่สมบูรณ์ที่สุดจริง ๆ!
เล่าเจี้ยงก้าวไปข้างหน้า ตบไหล่อีกฝ่ายเบา ๆ
“จูล่ง ข้ามีวิธีหนึ่งที่สามารถทำได้ทั้งสองอย่าง”
“ขอท่านผู้บัญชาการโปรดชี้ทางข้าด้วย”
น้ำเสียงของจูล่งดูร้อนใจมาก เขาคิดหาวิธีที่จะทำทั้งสองอย่างไม่ออกจริง ๆ
“เจ้าสามารถพันผ้าขาวรอบแขน และเขียนอักษร ‘กตัญญู’ ไว้บนนั้น แล้วก็ปฏิบัติตามพิธีไว้ทุกข์ภายในสามปี”
“เช่นนี้ก็ไม่ต้องนั่งเฉย ๆ เป็นเวลาสามปีแล้ว ผู้คนในแผ่นดินก็จะยกย่องเจ้าในความภักดีและเที่ยงธรรม ทั้งยังไม่ลืมที่จะไว้ทุกข์ให้พี่ชายอีกด้วย ว่าอย่างไร?”
ความคิดของเล่าเจี้ยงตกตะกอนมาจากชาติก่อน เขาไม่แน่ใจว่าจูล่งจะยอมรับหรือไม่
จูล่งตกอยู่ในความคิดตามคาด วิธีนี้… ใช่ว่าเขาจะยอมรับเสียทีเดียว
หากคนที่รู้จักเขา จะคิดว่านี่เป็นกลยุทธ์ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว แต่คนที่ไม่เข้าใจเขา จะต้องวิพากษ์วิจารณ์อย่างแน่นอน
ทุกคนต่างกลั้นหายใจ รอการตัดสินใจของชายผู้นี้
“จูล่ง!”
เสียงร้องหนึ่งดึงดูดความสนใจของทุกคน เป็นแฮหัวอันนั่นเอง
เขามองไปที่สหายและเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์
“จูล่ง! ระหว่างความจงรักภักดีกับความกตัญญูเป็นเรื่องที่เลือกยากมาตั้งแต่โบราณแล้ว! ผู้บัญชาการเล่าให้ความสำคัญกับเจ้า เจ้าต้องพิสูจน์ให้คนทั้งแผ่นดินรู้ว่าเจ้าคือชายที่คู่ควรกับคำเชิญนี้! หยุดสับสนได้แล้ว!”
“!”
แฮหัวอันปลุกสหายตื่นด้วยคำพูดเดียว
นั่นสิ ตัวเองเป็นแค่คนบ้านนอกคนหนึ่ง แต่เล่าเจี้ยงกลับเห็นค่าขนาดนี้
เล่าเจี้ยงราวกับเทพมาโปรด หากพลาดโอกาสนี้ไป เขาอาจจะเสียใจไปตลอดชีวิต
ชายรูปงามสลัดความคิดตัวเองทิ้ง ก่อนคุกเข่าลงข้างหนึ่ง มองผู้บัญชาการหนุ่มด้วยสายตาแน่วแน่
“ไม่มีแต่อีกแล้ว ข้าจูล่งพร้อมรับใช้ท่าน!”
“ฮ่าฮ่าฮ่า! ดี!”
เล่าเจี้ยงพยุงจูล่งขึ้นมา ใบหน้าเต็มไปด้วยความสุข
กรำศึกพันลี้ ในที่สุดก็ได้รับความจงรักภักดีจากจูล่ง!
“เอาเข้ามา!”
ทหารที่อยู่นอกกระโจมนำผ้าขาวปักอักษร ‘กตัญญู’ ไว้ตรงกลาง เล่าเจี้ยงหยิบมาผูกให้จูล่งด้วยตัวเอง
“จูล่ง ข้าเตรียมให้เจ้าเรียบร้อยแล้ว”
อีกฝ่ายรู้สึกขอบคุณสำหรับการตัดสินใจตัวเองมาก ตัวเองไม่มีค่าอะไร แต่กลับได้รับการปฏิบัติเช่นนี้
“เดิมทีข้าเป็นชาวนาในชนบทอยู่แแล้ว กลับได้รับความเมตตาจากนายท่านขนาดนี้ ต่อให้พลีชีพ ก็มิอาจตอบแทนคุณได้”
“จูล่ง!”
เล่าเจี้ยงจับมืออันไร้ที่ติไว้ และรู้สึกตื่นเต้นอย่างพูดไม่ถูก
การน้อมคารวะนี้ ได้ชี้ชะตาเป็นการร่วมทุกข์ร่วมสุขไปด้วยกันแล้ว