พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 68 มีห้าทหารเสือสี่คนแล้ว!
บทที่ 68 มีห้าทหารเสือสี่คนแล้ว!
ยามมองขุนพลทั้งสี่คนที่อยู่ด้านข้าง เล่าเจี้ยงก็อดรู้สึกภูมิใจไม่ได้
ฮองตง เตียนอุย เตียวหยุน ไทสูจู้!
ยกเว้นเตียนอุยคนระห่ำ อีกสามคนสามารถนำทัพเดี่ยวได้!
“ฮั่นเซิง เอ้อร์ไหล จูล่ง จืออี้ การได้รับความช่วยเหลือจากพวกเจ้า ถือเป็นเกียรติแก่เล่าเจี้ยงอย่างยิ่ง!”
“จากนี้ไปพวกเรารวมกันเป็นหนึ่ง ก็ไม่ต้องกลุ้มว่างานใหญ่จะไม่สำเร็จ หรือราชวงศ์ฮั่นจะไม่รุ่งเรืองแล้ว!”
ขุนพลทั้งสี่คนนี้ ทำให้เล่าเจี้ยงมีความมั่นใจกับอนาคตอย่างมาก
มีห้าทหารเสียอยู่แล้วสี่คน และคนสุดท้ายก็รออยู่ที่แคว้นเอ๊กจิ๋ว!
เล่าเจี้ยงยังรู้สึกอีกว่า ขอแค่ตัวเองรวบรวมกำลังพลและใช้ยุทธศาสตร์ที่มั่นคงในการทำสงคราม จักต้องยุติความวุ่นวายในแผ่นดินนี้ และสร้างราชวงศ์ฮั่นขึ้นมาใหม่ได้แน่!
“พวกข้ายอมตายเพื่อรับใช้นายท่าน!”
ทั้งสี่คนมีสายตาแน่วแน่ ก็เพื่อได้รับความโปรดปรานและความภูมิใจจากเล่าเจี้ยง!
เจ้านายย่อมรู้จักเลือกลูกน้อง ลูกน้องย่อมรู้จักเลือกเจ้านาย
มีเพียงราชากับผู้ใต้บังคับบัญชาเสริมส่งซึ่งกันและกันเท่านั้น ถึงจะสามารถแสดงพลังอันยิ่งใหญ่ออกมาได้!
หากราชาไร้ความสามารถ แม้ลูกน้องจะมีพรสวรรค์อันเหลือเชื่อ ก็ไม่ได้ช่วยอะไร ตัวอย่างเช่น เตียนห้องกับจอสิว ผู้มีพรสวรรค์ แต่ต้องพบจุดจบด้วยความตายอยู่ในซอกหลืบประวัติศาสตร์
หากราชามีความสามารถ แต่กลับไม่มีลูกน้องที่มีความสามารถคอยช่วยเหลือ ก็ยากที่จะทำงานใหญ่สำเร็จ เช่นเล่าปี่ในสมัยแรก ๆ แม้มีเมือง แต่กลับได้แต่พนมมือยอมจำนนต่อผู้อื่นเพราะไม่มีกุนซือ
ในประวัติศาสตร์ จุดจบของขุนพลทั้งสี่คนนี้ก็ไม่เป็นที่น่ายินดีนัก…
ฮองตงมีความสามารถมาก แต่กว่าจะได้รับความสนใจจากเล่าปี่ก็อายุมากแล้ว
เตียนอุยเสียชีวิตเพราะตัณหาของโจโฉ
ไทสูจู้กรำศึกต่อสู้กับฮองตงอยู่หลายปี จนต้องห่างจากการความเป็นไปในง่อก๊ก
ว่ากันว่าเขาเป็นขุนพลเก่าของซุนเซ็ก*[1] และจำนนต่อซุนกวน*[2] กล่าวคือไทสูจู้ตายตาไม่หลับ ก่อนที่เขาจะตาย ได้ตะโกนว่า “ลูกผู้ชายเกิดมา ควรถือดาบยาวเจ็ดฉื่อ เพื่อเข้าพบโอรสแห่งสวรรค์ ทว่าตอนนี้ไม่เป็นดังปรารถนา กลับตายไปเสียได้!” นี่แสดงให้เห็นถึงความไม่เต็มใจในวาระสุดท้าย!
จูล่งยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึง ซื่อสัตย์และทุ่มเท แต่กลับทำหน้าที่เป็นแค่องครักษ์คุ้มกันมาตลอด เมื่อเล่าปี่ได้ขึ้นครองบัลลังก์ในฐานะฮ่องเต้แห่งฮั่นต๋ง แต่ความจริงกลับแต่งตั้งแค่ ‘สี่ทหารเสือ’ อย่าง กวนอู เตียวหุย ม้าเฉียว กับฮองตงให้เป็นแม่ทัพทัพหน้า หลัง ซ้ายขวาเท่านั้น จูล่งได้รับตำแหน่งเป็นแค่ขุนพลชื่อหลากหลาย*[3]
เท่าที่รู้มา จุดพลิกในการยึดเมืองฮั่นต๋งของเล่าปี่คือการบัญชาการของจูล่งในสมรภูมิแห่งแม่น้ำฮั่นสุ่ย จูล่งมีความกล้าหาญและรอบคอบมาก อันดับแรกเขาบุกเข้าไปในกองทัพของโจโฉช่วยเหลือขุนพลจำนวนมากออกมาหลายครั้ง จากนั้นก็วางกลยุทธ์ตีชนะโจโฉได้ ทำให้กองทัพของโจโฉได้รับบาดเจ็บหนัก
และเท่าที่ทราบมาโจโฉเป็นเทพเจ้าแห่งสงครามในสมัยนั้น
ต่อมานักวิชาการหลายคนในรุ่นต่อ ๆ ไปคิดว่าจูล่งนำกองทัพเพียงลำพังตีเอาชนะโจโฉ! และพลิกสถานการณ์ในยุทธการฮั่นต๋งได้
พวกเจ้าทั้งสี่มีความสามารถที่น่าทึ่งมาก ในโลกนี้ ข้าจะไม่มีวันปล่อยให้พวกเจ้าอยู่ด้วยความเสียใจไปตลอดชีวิตแน่นอน
ข้าจะเป็นนายที่ทั้งเก่งและรักพวกเจ้ายิ่งกว่าใคร!
เล่าเจี้ยงตัดสินใจแล้ว บางทีในประวัติศาสตร์ข้างหน้า ฉายาเป็นศัตรูกับคนนับหมื่นจะไม่ได้มีแค่กวนอูกับเตียวหุยอีกต่อไป
“จูล่ง เจ้ารับตำแหน่งเป็นกุนซือชั่วคราวไปก่อน และบัญชาทหารม้าห้าร้อยนาย”
สุภาพบุรุษแห่งเสียงสันเพิ่งเข้าร่วมได้ไม่ทันไร ก็ได้รับความไว้วางใจให้ทำงานสำคัญ เขารู้สึกซาบซึ้งใจนัก
“นายท่าน ข้ามียังอ่อนด้อยนัก เกรงว่าจะมิอาจรับหน้าที่ใหญ่หลวงเช่นนี้ได้”
เล่าเจี้ยงรู้ว่าจูล่งเป็นคนถ่อมตัวและไม่มีประสบการณ์ อย่างไรเสียเขาก็เป็นเพียงเด็กหนุ่มที่เพิ่งผ่านวัยสวมหมวกมา
“จูล่ง ข้าเชื่อว่าเจ้าจะไม่ทำให้ข้าผิดหวัง!”
“พวกฮั่นเซิงสามคนต่อสู้ร่วมรบกับข้ามาหลายครั้งหลายหน เจ้าสามารถขอคำแนะนำจากพวกเขาได้ ข้าหวังว่าเจ้าจะสามารถทำงานทุกอย่างได้เองในอนาคต!”
จูล่งรู้สึกถึงเลือดที่พลุ่งพล่าน เขาไม่คิดเลยว่าเล่าเจี้ยงจะคาดหวังในตัวเขาสูงขนาดนี้! จึงไม่ผลักไสอีก
“ข้าจะไม่ทำให้นายท่านผิดหวัง”
ชายรูปงามเริ่มเอ่ยถ้อยคำน่าฟัง จากนั้นก็โค้งคำนับให้พวกฮองตงสามคน
“จากนี้ไป ขอท่านแม่ทัพทั้งสามชี้แนะด้วย!”
“ไม่ต้องเกรงใจ เราจะพยายามไปด้วยกัน”
พวกฮองตงสามคนถ่อมตัวต่อจูล่ง พวกเขาทั้งหมดล้วนเป็นสุภาพบุรุษมีน้ำใจไม่นานก็เข้ากันได้ดี
เห็นพวกเล่าเจี้ยงทั้งห้าคนพูดคุยสนิทสนมกัน แฮหัวอันก็รู้สึกเก้อเขินเล็กน้อย เขารู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนเกิน
“นายท่าน แฮหัวอันเติบโตมากับข้าตั้งแต่เด็ก ความสามารถเองก็ไม่ธรรมดาเช่นกัน ขอนายท่านโปรดรับไว้ด้วย”
จูล่งมองสถานการณ์ของสหายออก จึงใจกล้าหน้าด้านขอร้องเล่าเจี้ยง
“อา! ขอโทษด้วย ข้าตื่นเต้นเกินไปหน่อย เลยลืมว่าเจ้าอยู่ที่นี่ด้วย”
ผู้บัญชาการหนุ่มตื่นเต้นกับขุนศึกมากเกินไป จึงละเลยผู้รอดชีวิตอีกคนไปเสียสนิท จนได้แต่ขอโทษซ้ำ ๆ
แฮหัวอันตกใจจนโบกมือเป็นพัลวัน เขาจะกล้าให้ผู้บัญชาการขอโทษตัวเองได้อย่างไร สถานะทั้งสองต่างกันราวฟ้ากับดิน
“ผู้บัญชาการเล่าห้ามทำเช่นนี้เด็ดขาด ข้าน้อยมิบังอาจจริง ๆ”
เล่าเจี้ยงพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม คนที่คบหากับจูล่งดูเหมือนน่าจะไม่มีปัญหาด้านนิสัย
“เจ้าเกี่ยวข้องอะไรกับตระกูลแฮหัวในอำเภอเจียวก๋วนหรือ?”
เล่าเจี้ยงนึกได้ว่าในประวัติศาสตร์ อีกฝ่ายเคยรับใช้โจโฉ จึงสงสัยว่าแซ่ของเขาเกี่ยวข้องอะไรกับตระกูลแฮหัวของโจโฉหรือไม่
ผู้ฟังชะงักไปเล็กน้อย ก่อนรีบส่ายหัวปฏิเสธ เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าในอำเภอเจียวก๋วนมีตระกูลแฮหัวอยู่ด้วย
“ตระกูลบรรพบุรุษของข้าน้อยอยู่ที่เมืองเสียงสัน และไม่มีญาติห่าง ๆ”
ด้วยความที่ใช้แซ่แฮหัวและได้รับใช้วุยก๊ก ชนรุ่นหลังบางคนจึงเหมารวมแฮหัวอันไปกับเหล่าขุนศึกตระกูลแฮหัวของโจโฉ ว่าคงเป็นเครือญาติห่าง ๆ ในทางใดทางหนึ่ง
“เจ้ายินดีเป็นกำลังให้ข้าหรือไม่?”
เล่าเจี้ยงเริ่มสนใจเข้าแล้ว แม้ว่าแฮหัวอันจะไม่ได้มีพรสวรรค์ที่น่าตกใจ กระนั้นก็ยังมีบันทึกอยู่ในประวัติศาสตร์
นักท่องเวลาไม่มีทางชักชวนแต่ขุนพลระดับสูงเท่านั้น เขายังต้องการลูกน้องใต้บังคับบัญชาระดับกลางและระดับล่างจำนวนมากอีกด้วย
ในประวัติศาสตร์ แฮหัวอันรับใช้แฮหัวตุ้น*[4] ต่อมาได้สวามิภักดิ์ต่อเล่าปี่เพราะจูล่ง และได้รับแต่งตั้งมีตำแหน่งกับเขา ซึ่งอย่างน้อยเขาก็เป็นคนมีความสามารถคนหนึ่ง
ยิ่งไปกว่านั้นจูล่งเอ่ยขอเอง เล่าเจี้ยงจำต้องไว้หน้าเขาหน่อย
แฮหัวอันได้ยินก็ดีใจอย่างมาก เล่าเจี้ยงเริ่มชักชวนเขาเอง ก็ถือว่าให้เกียรติมากพอแล้ว
“ข้ายินดีเป็นม้ารับใช้ท่าน!”
เล่าเจี้ยงก้าวเข้าไปพยุงแฮหัวอันขึ้นมา ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“เจ้าเป็นรองผู้บัญชาของจูล่งไปก่อน พยายามให้มาก วันหน้ามีประโยชน์แน่นอน!”
“ขอบคุณนายท่าน!”
แฮหัวอันในตอนนี้ไม่มีประสบการณ์อะไร ฝีมือและความกล้าห่างไกลกับจูล่งไปมากโข ย่อมมิอาจนำกองทัพโดยลำพังได้
เล่าเจี้ยงจัดให้เขาไปฝึกฝนอยู่ภายใต้การบัญชาของจูล่ง โดยหวังว่าสักวันหนึ่งเขาจะเป็นประโยชน์อย่างมาก
“เอาละ ตอนนี้จูล่งก็ฟื้นแล้ว พวกเราไม่จำเป็นต้องเสียเวลาอยู่ที่นี่อีก!”
ขุนพลทุกคนรอฟังคำสั่งของเล่าเจี้ยงอย่างตั้งใจ
“ตอนนี้โลติดถูกลดตำแหน่ง ผู้ที่มาแทนเขาคือตั๋งโต๊ะที่มาจากครอบครัวร่ำรวยในแคว้นเลียงจิ๋ว กลยุทธ์ของชายคนนี้ด้อยกว่าโลติดมาก ทั้งยังหลงใหลในลาภยศ ยากจะหลีกเลี่ยงการเสียเปรียบเตียวก๊กได้!”
“ข้าคิดว่าจะเคลื่อนทัพไปยังอำเภอกงจ๋งโดยเร็ว ประการแรกเพื่อช่วยเหลือตั๋งโต๊ะ ป้องกันไม่ให้สถานการณ์ในแคว้นกิจิ๋วซบเซาลง ประการที่สองมองหาโอกาสที่ดีอีกครั้ง และกำจัดพวกพี่น้องเตียวก๊กให้สิ้นเสีย!”
“รับทราบ!”
คำพูดของเล่าเจี้ยงทั้งเสียงดังทรงพลัง ทุกคนปราศจากข้อกังขา และกุมมือรับคำสั่ง
“นายท่าน ก่อนหน้านี้ท่านบอกว่าเตียวก๊กใกล้ตายแล้วไม่ใช่หรือ?”
คำพูดของเตียนอุยทำให้จูล่งตกใจเล็กน้อย ก่อนมองไปที่เล่าเจี้ยงด้วยความไม่อย่างเหลือเชื่อ
เล่าเจี้ยงพยักหน้า ตามช่วงเวลาในประวัติศาสตร์ หัวหน้าโจรโพกผ้าเหลืองมีเวลาเหลือไม่มากแล้ว
“ใช่ บางทีเมื่อพวกเราไปถึงอำเภอกงจ๋ง เขาคงเกือบตายแล้ว”
“ฮ่า ๆ ๆ!”
เตียนอุยหัวเราะเสียงดัง กำมือแน่น อยากจะทำการใหญ่เร็ว ๆ
“เช่นนั้นข้าขอเป็นผู้นำในการโจมตีอำเภอกงจ๋ง ตัดหัวเตียวก๊ก และให้นายได้คุณงามความดีอีกครั้ง!”
“เดี๋ยวสิเจ้า!”
“ทำไมด่วนสรุปอย่างนั้น ข้าก็อยากได้!”
คำพูดของเตียนอุยก่อให้เกิดเสียงสะท้อนของพวกขุนพลตามมา นัยน์ตาของเหล่าทหารเสือฉายแสงวิบวับ
โดยเฉพาะดวงตาของจูล่งที่มุ่งมั่นผิดปกติ ประหนึ่งเขาจับจองหัวของเตียวก๊กเอาไว้แล้วก็ไม่ปาน เล่าเจี้ยงก็อดยิ้มไม่ได้
“เอาละ รีบจัดกองทัพม้า ฮั่นเซิง เจ้าไปแยกทหารห้าร้อยนายให้กับจูล่ง อีกสองชั่วยาม เราจะออกเดินทางกัน”
“ขอรับ!”
[1] ซุนเซ็ก ลูกชายคนโตของซุนเกี๋ยน เขาจากนายเก่าของบิดาแล้วมุ่งหน้ากลับไปภูมิภาคกังตั๋งที่อยู่ทางใต้เพื่อสร้างฐานอำนาจของตนเอง เป็นผู้วางรากฐานของง่อก๊กในยุคสามก๊กขึ้นมาได้
[2] ซุนกวน น้องชายของซุนเซ็กจักรพรรดิผู้ก่อตั้งง่อก๊กและสืบทอดระบอบการปกครองของพี่ชาย
[3] ขุนพลชื่อหลากหลาย 杂号将军ไม่ได้เป็นตำแหน่งประจำ มักตั้งเป็นคราวๆ ไปโดยให้มีชื่อเข้ากับหน้าที่ อาจเรียกตามชื่อทิศที่ออกไปรบหรือประจำการ เช่น สี่พิชิต (四征) สี่พิทักษ์ (四镇) สี่สงบ (四安) สี่สันติ (四平) และอื่นๆ
[4] แฮหัวตุ้นเป็นแม่ทัพมือขวาและยังเป็นลูกพี่ลูกน้องที่โจโฉ เจ้าวุยก๊กให้ความไว้วางใจมากที่สุดคนหนึ่ง และเขาก็เป็นคนที่อยู่กับโจโฉมาตั้งแรกเริ่มที่โจโฉเริ่มก่อการจวบจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต