พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 71 จูล่งเริ่มแสดงพลังของตัวเอง
บทที่ 71 จูล่งเริ่มแสดงพลังของตัวเอง
เล่าเจี้ยงไม่คิดเลยว่าเตียวก๊กจะยังจำเขาได้ มุมปากจึงหยักยกขึ้นแผ่วเบา เผยให้เห็นรอยยิ้มเย้ยหยัน
“ข้าจำได้ว่า… หากไม่ใช่เพราะลุงซัวหยงเมตตาขอร้อง เจ้าจะมีชีวิตรอดมาจนถึงทุกวันนี้หรือ!”
เตียวก๊กหรี่ตา คาดไม่ถึงเลยว่าเล่าเจี้ยงจะพูดจาเฉียบขาดเพียงนี้
“ผู้บัญชาการเล่า ตอนนั้นหากไม่ใช่เพราะซัวหยง เกรงว่าท่านผู้บัญชาการคงไม่อยู่มาจนถึงทุกวันนี้หรอก!”
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ!”
เล่าเจี้ยงแหงนหน้าหัวเราะขึ้นฟ้า ดวงตาเต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราด
“เตียวก๊ก! เจ้าอย่าคุยโอ้อวดไปหน่อยเลย!”
“เจ้าไอ้ชั่วช้า! ข้า…”
เตียวโป้โพล่งขึ้นมาอย่างเดือดดาล แต่เตียวก๊กต้องหยุดน้องชายผู้โกรธเกรี้ยวไว้ ใบหน้ายังคงแต่งแต้มไปด้วยรอยยิ้ม
“ผู้บัญชาการเล่า ตอนนี้ข้ามีทหารอยู่ห้าหมื่นนาย ด้วยทหารม้าไม่กี่ร้อยคนของเจ้าจะไม่เหมือนกับการขว้างไข่กระทบหินหรอกหรือ?”
“ข้าชื่นชมเจ้ามาก หากเจ้ายอมจำนน ข้ายินดีรับเจ้าเป็นศิษย์เอก และสืบทอดเสื้อคลุมของข้า ว่าอย่างไร?”
เตียวโป้มองพี่ชายตัวเองด้วยสีหน้าไม่อยากเชื่อ สายตาไม่เข้าใจ
เตียวก๊กไม่สนใจน้องชายเลยแม้แต่น้อย ยังคงมองไปทางเล่าเจี้ยงด้วยรอยยิ้ม
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ หยุดฝันได้แล้ว!”
“เตียวก๊ก! เจ้าฟังนะ ข้าเป็นถึงเชื้อพระวงศ์ฮั่น! จะให้ข้ายอมศิโรราบแก่เจ้า เพ้อเจ้อจริง ๆ!”
“ครั้งก่อนเจ้านำทัพมาแปดหมื่นคน ก็ถูกข้าสังหารจนสลัดทั้งหมวกทั้งเกราะไปจดหมด! ยามนี้แค่คนห้าหมื่นคน ยังบังอาจอวดดีอยู่อีกหรือ?”
“ไอ้สารเลว!”
เตียวโป้ทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว ผู้บัญชาการหนุ่มผู้นี้ไร้ยางอายจริง ๆ
“อวดดีจริงเลยนะ! แค่ห้าหมื่นคนหรือ?”
เล่าเจี้ยงชำเลืองมองน้องชายของหัวหน้ากบฏโพกผ้าเหลืองด้วยสายตามองมดแมลงก็มิปาน
“เจ้าเป็นใคร? ผู้ใดใช้ให้พูด!”
“ฟังนะ ข้าคือแม่ทัพแห่งแผ่นดิน เตียวโป้!”
“โอ้ว!”
“ที่แท้เจ้าก็คือเต่าดิน เตียวโป้นี่เอง!”
เล่าเจี้ยงใช้คำพูดยั่วยุไม่หยุด พยายามยั่วโมโหอีกฝ่ายให้เข้ามา
“ใครจะไปตัดหัวไอ้สารเลวผู้นี้!”
เตียวโป้ทนไม่ไหวอีกแล้ว เข้าชี้หน้าด่าเล่าเจี้ยง
“ข้าเอง!”
ในกองทัพโพกผ้าเหลืองมีนายพลคนหนึ่งพุ่งออกมา ในมือถือดาบใหญ่ รูปร่างค่อนข้างกำยำล่ำสัน
ก่อนนายพลโพกผ้าเหลืองผู้นี้จะพุ่งเข้าใส่พร้อมตะโกนออกมา
“ไอ้สารเลวเล่าเจี้ยงตายเสียเถอะ!”
“เจ้าน่ะหรือคู่ควรประมือกับนายท่านเรา? คอยดูข้าจะจัดการเจ้าอย่างไร!”
ผ้าคลุมโบกสะบัด ขุนพลหนุ่มขี่ม้าขาวพุ่งออกมาจากทัพของเล่าเจี้ยง คือจูล่งนั่นเอง
ทั้งสองคนปะทะฝีมือกันเพียงกระบวนเดียว นายพลของกลุ่มโพกผ้าเหลืองก็ถูกจูล่งแทงตายด้วยหอก
“ไอ้พวกชั่วอย่าได้กลับไปเลย!”
ทหารในกองทัพโพกผ้าหลืองพุ่งออกมาอีกสองคน คนหนึ่งใช้หอก อีกคนถือขวาน เข้าโจมตีจูล่งพร้อมกัน
ขุนพลรูปงามไม่หวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย เขาตบม้าควบไปข้างหน้า ใช้ทวนยาวเบี่ยงอาวุธที่จู่โจมเข้ามา แล้วพลิกมือแทงคนหนึ่งจนลาโลกไป
จากนั้นจึงหันหัวม้าไปเผชิญหน้ากับอีกคน แล้วแทงตายด้วยทวนซ้ำ!
เกิดความแตกตื่นขึ้นในสนามรบ!
ลูกน้องใต้บังคับบัญชาของเล่าเจี้ยงเพียงคนเดียว ใช้แค่สี่กระบวนท่า ก็สังหารนายพลสามคนของกองทัพโพกผ้าเหลืองได้ทั้งหมด!
ความภาคภูมิใจเขียนไว้เต็มใบหน้าของเล่าเจี้ยง และยิ่งเหยียดหยามเตียวโป้อย่างไม่หวั่นเกรงมากขึ้น
“ฝีมือแค่นี้ยังกล้าเข้าสู้ในฐานะขุนพล? ฮ่า ๆ ๆ ๆ”
“ในความคิดข้า กองทัพโพกผ้าเหลืองเป็นแค่พวกขี้เมาหยำเปเท่านั้นละ!”
“น่าโมโหนัก!”
ใบหน้าเตียวโป้แดงก่ำไปด้วยโทสะ เขาด่าสู้เล่าเจี้ยงไม่ได้ ให้ประมือก็ถูกอีกฝ่ายฆ่าคนของตนเองไปติด ๆ กันสามคน
ดูเหมือนเขาจะทำได้แค่ต้องออกไปเองเท่านั้น ให้เล่าเจี้ยงได้สัมผัสวรยุทธ์ของตัวเอง…
“คอยดูข้าจะเอาชีวิตเจ้าเอง!”
เตียวก๊กยื่นมือออกไปอีกครั้ง หยุดเตียวโป้ที่เตรียมจะออกไป
เขาเข้าใจความคิดของเล่าเจี้ยงอย่างกระจ่างแจ้ง จะปล่อยให้ผู้บัญชาการหนุ่มสมดั่งหวังได้อย่างไร!
“ก่อนหน้านี้เพื่อจะเอาชนะโลติดให้เร็วที่สุด จึงถูกเจ้าลอบโจมตีได้สำเร็จ บัดนี้มีทหารห้าหมื่นคนอยู่ที่นี่ ด้วยคนไม่กี่ร้อยคนของเจ้า จะต้านทานได้อย่างไร?”
เตียวก๊กก็ต้องการทุ่มกองกำลังทั้งหมดจัดการเล่าเจี้ยงไปให้รู้แล้วรู้รอดเสีย แต่เขามักรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ เพราะผู้บัญชาการหนุ่มดูใจเย็นเกินไป
สงบจนไม่น่าไว้ใจ เล่าเจี้ยงกล้าท้าทายผู้คนนับหลายหมื่นของเขาด้วยผู้คนไม่กี่ร้อยคน เตียวก๊กจำต้องรับมืออย่างระมัดระวัง
ท่าทางมั่นใจของผู้บัญชาการหนุ่มหาใช่การเสแสร้งทำ แม้เขาจะมีคนเพียงไม่กี่ร้อยคน กระนั้นก็เป็นทหารม้าทั้งหมด
แม้กองทัพโพกผ้าเหลืองจะมีจำนวนมาก แต่กลับเป็นทหารราบ
หากใช้ทหารราบไล่ล่าทหารม้า เหนื่อยตายอย่างไรก็ไล่ตามไม่ทัน
หากเล่าเจี้ยงต้องการจะหนี เตียวก๊กไม่มีทางหยุดเขาได้
ศึกครานี้ยังไม่ทันเริ่ม ผู้บัญชาการหนุ่มก็ยืนอยู่ในตำแหน่งที่ไม่มีทางแพ้แล้ว
ตั๋งโต๊ะที่อยู่ด้านหลังก็ตั้งหลักได้แล้ว และกำลังรวบรวมทหาร ซึ่งสามารถมาสนับสนุนเล่าเจี้ยงได้ทุกเมื่อ
เตียวก๊กรู้ดีว่าการล่าถอยตอนนี้คือทางเลือกที่ดีที่สุด แต่เขาไม่ยอมรับ ไม่ง่ายเลยที่จะคว้าโอกาสมาได้ จะให้มันสูญเปล่าไปได้อย่างไร
ในระหว่างที่หัวหน้าโจรโพกผ้าเหลืองกำลังตัดสินใจบุกโจมตีอยู่นั้น เสียงของผู้บัญชาการหนุ่มก็ดังขึ้น
“เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้ามีคนแค่ไม่กี่ร้อยคน?”
คำพูดของเล่าเจี้ยงทำให้เตียวก๊กสะดุ้ง และตระหนักได้ทันที
อีกฝ่ายกำลังถ่วงเวลามาตลอด! ต้องมีแผนการวางไว้แล้วเป็นแน่!
แต่เห็นได้ชัดว่าเตียวโป้ไม่ได้คิดมากเหมือนอย่างเตียวก๊ก และยังคงหัวเราะเยาะผู้บัญชาการเล่า
“ไอ้โจรตัวน้อย หรือเจ้ายังหวังไอ้ไร้ค่าตั๋งโต๊ะนั้นอีกรึ?”
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ”
เล่าเจี้ยงไม่ตอบ เพียงแต่หัวเราะออกมาไม่หยุด
“เจ้ากำลังถ่วงเวลา!”
เตียวก๊กมองไปที่เด็กหนุ่มอย่างเดือดดาล และถามเสียงดัง
รอยยิ้มของเล่าเจี้ยงยิ่งชัดขึ้นเรื่อย ๆ ก่อนยื่นมือออกไปวาดวงกลมไปให้เตียวก๊ก
“เจ้าลองมองดูรอบ ๆ สิ…”
เตียวก๊กสะดุ้ง ดวงตาพลันเบิกกว้าง กวาดมองไปรอบ ๆ
แย่แล้ว! ข้าถูกถ่วงเวลาอยู่ที่นี่นานเกินไป ตกหลุมพรางแล้ว!
ภาพควันฝุ่นฟุ้งกระจายไปทั่ว เสียงโห่ร้องดังทั่วทุกสารทิศ ไม่รู้ว่ามีทหารม้าเท่าไรที่กรูกันเข้ามาอย่างมืดฟ้ามัวดิน!