พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 70 ยิ่งตั๋งโต๊ะอายุมาก ความกล้าหาญก็ยิ่งน้อยลง
บทที่ 70 ยิ่งตั๋งโต๊ะอายุมาก ความกล้าหาญก็ยิ่งน้อยลง
เพลานี้ตั๋งโต๊ะกำลังพาทัพใหญ่หลบหนี เขาในตอนนี้นึกเสียใจอย่างมากที่เชื่อคำพูดของคนถ่อย จนทำให้เกิดความล้มเหลวอันน่าอนาถอีกครั้ง
ครั้งมองกองทัพโพกผ้าเหลืองด้านหลังที่บีบใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ รู้สึกท้อใจพิกล
ไม่ง่ายเลยกว่าจะได้รับหน้าที่แทนโลติด เขาเตรียมแสดงฝีมือออกมา ไม่คิดเลยว่าจะมีจุดจบที่ตกต่ำเช่นนี้
“เฮ้อ เสียใจที่ไม่ฟังคำพูดของเจ้าลูกเขย ถึงได้พ่ายแพ้เช่นนี้!”
ตั๋งโต๊ะมองบัณฑิตหนุ่มที่อยู่ข้าง ๆ อย่างขอโทษ ซึ่งก็คือลูกเขยของเขาเอง
บัณฑิตหนุ่มส่ายหัว เขาไม่กล้าตำหนิอีกฝ่ายแม้แต่น้อย
“ท่านพ่อตา กองทัพเราพ่ายแพ้สูญเสียไปอย่างมาก เราต้องรวบรวมทหาร หยุดความเสื่อมถอย! หากเราถูกกองทัพโพกผ้าเหลืองล้อม คงมิอาจรายงานแก่ทางราชสำนักได้!”
“รักษาชีวิตไว้ก่อน แล้วค่อยคุยกันอีกที!”
ตั๋งโต๊ะมองย้อนกลับไปดูทหารที่ไล่ตามอยู่ข้างหลังด้วยสีหน้าสิ้นหวัง เขาจะมีกะจิตกะใจอะไรไปสนชีวิตของพวกทหารกัน
ทหารม้าหกหมื่นนายตอนนี้ไม่รู้ว่าเหลืออีกกี่คน!
ทันใดนั้น ทหารม้าหลายร้อยนายก็ปรากฏอยู่เบื้องหน้า เข้ามาตั้งทัพขวางทางไว้จนตั๋งโต๊ะตื่นตระหนก
“ด้านหน้ามีการซุ่มโจมตี ด้านหลังมีคนไล่ตาม ช่างซวยอะไรจริง ๆ!”
ลูกเขยของตั๋งโต๊ะมองไปข้างหน้าด้วยสีหน้าเคร่งขรึม เขาไม่ได้ร้อนรนเหมือนอีกฝ่าย แต่กำลังคิดหาวิธีแก้ไขสถานการณ์ที่อยู่ตรงหน้าแทน
สิ่งที่เห็นคือแม่ทัพชุดเกราะสีทองคนหนึ่ง ถือดาบใหญ่อยู่ในมือ ควบอยู่บนหลังม้า พร้อมธงใหญ่ด้านหลังปลิวไสว บนนั้นเขียนว่าผู้บัญชาการทหารม้าเล่า!
“ท่านพ่อตา! ไม่ใช่กองทัพศัตรู แต่เป็นกองทัพหลวงขอรับ!”
“นั่นคือผู้บัญชาการทหารม้าเล่าเจี้ยง! เรารอดแล้ว!”
“หืม?”
เมื่อได้ยินคำพูดของลูกเขย ตั๋งโต๊ะก็ดีใจมาก ประหนึ่งคลานออกมาจากนรกขึ้นสู่สวรรค์
“ได้ยินมาว่าเล่าเจี้ยงกล้าหาญ ตัดหัวโปไฉ และตีทัพเตียวก๊กจนแตกพ่าย ทหารโพกผ้าเหลืองหวาดกลัวเขายิ่งนัก!”
บัณฑิตหนุ่มมีสีหน้าเบิกบาน และพยักหน้าไม่หยุด
“ถูกต้อง ท่านพ่อตารีบไปขอความช่วยเหลือเร็ว! หากได้รับความช่วยเหลือจากผู้บัญชาการเล่า ไม่แน่อาจเปลี่ยนจากพ่ายเป็นชัยชนะก็ได้ขอรับ!”
หลังจากนั้นไม่นาน ตั๋งโต๊ะก็มาถึงเบื้องหน้าเล่าเจี้ยง และตะโกนอย่างเร่งรีบ
“ข้าคือแม่ทัพตั๋งโต๊ะ! ใช่ผู้บัญชาการเล่าหรือไม่?”
“เป็นข้าน้อยเอง!”
เล่าเจี้ยงกุมมือโค้งคำนับ ก่อนสำรวจอีกฝ่ายอย่างละเอียด
ตั๋งโต๊ะสูงแปดฉื่อ ร่างกายกำยำแข็งแรง ไม่เหมือนที่ตนเคยคิดไว้
“เหตุใดท่านแม่ทัพสิ้นท่าเพียงนี้?”
“เฮ้อ!”
ตั๋งโต๊ะถอนหายใจ คำพูดของเขาเต็มไปด้วยความเสียใจเคียดแค้น
“ข้าบังเอิญตกหลุมพรางของทัพโจร เป็นเหตุให้ข้าพ่ายแพ้เช่นนี้ ขอผู้บัญชาการเล่าช่วยเหลือด้วย!”
“อีกฝ่ายใครเป็นผู้นำในการไล่ล่าหรือ?”
เล่าเจี้ยงกังวลมากที่สุดว่าใครกำลังไล่ตามตั๋งโต๊ะ หากเป็นเตียวก๊ก เขาจะไปต่อสู้กับอีกฝ่ายอยู่แล้ว หากไม่ใช่ ก็แค่ปกป้องตั๋งโต๊ะแล้วหลบหนีไป
“มันคือหัวหน้าโจรเตียวก๊ก! แล้วก็น้องชายมันเตียวโป้!”
ตั๋งโต๊ะตอบด้วยการกัดฟันแน่น ในใจชังทั้งสองอย่างมาก
เมื่อเล่าเจี้ยงได้ยินดังนั้นก็มีพลังขึ้นมาทันที เตียวก๊กไล่ตามเองจริงด้วย!
“ท่านแม่ทัพตั๋งโต๊ะรวมกองกำลังอยู่ที่นี่ ข้าจะไปสกัดกั้นทัพโจรเอง!”
พูดจบ ชายเกราะทองก็นำทหารม้าใต้บังคับบัญชาพุ่งเข้าจู่โจมกองทัพโพกผ้าเหลือง บัณฑิตหนุ่มมองตามเล่าเจี้ยงไป ก่อนตะโกนอย่างเร่งรีบ
“พวกเราจะไปสนับสนุนเจ้าทีหลัง!”
เมื่อตั๋งโต๊ะได้ยิน ก็วิตกกังวลอย่างมาก
“พวกเราหลุดพ้นออกจากปากเสือมาอย่างยากลำบาก จะเข้าไปเสี่ยงอีกทำไม!”
บัณฑิตหนุ่มกระทืบเท้า ก่อนมองอีกฝ่ายอย่างตำหนิ
“ท่านพ่อตา ครั้งนี้เราเสียหายอย่างหนัก ทางราชสำนักต้องลงโทษเราอย่างร้ายแรงแน่! เรากำลังจะตาย มิสู้ลองฮึดขึ้นสู้ดูสักตั้ง บางทียังมีโอกาสรอดอยู่!”
ตั๋งโต๊ะเผยสีหน้าลังเล เขาไม่อยากตกอยู่ในอันตรายอีกต่อไปแล้วจริง ๆ
“ท่านพ่อตา ในอดีตตอนเราต่อสู้กับชนเผ่าเชียง ท่านพ่อตาเป็นผู้นำอย่างกล้าหาญ ไม่โหดเหี้ยมด้อยไปกว่ายามนี้!”
คำพูดของลูกเขยทำให้คนฟังต้องหน้าแดงด้วยความอับอาย ใช่สิ ตัวเองกลัวความตายขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไรกัน?
ตั๋งโต๊ะกัดฟัน กระทืบเท้า และตัดสินใจทันที
“ถ่ายทอดคำสั่ง!”
“ยกธงขึ้นให้ข้า รวมพลทหาร!”
ไม่นาน ธงของตั๋งโต๊ะก็ถูกยกขึ้นสูง พลทหารที่แตกซ่านหลบหนีเห็นธงผู้บัญชาการก็รีบรุดพากันเข้าไปรวมพล
เดิมเตียวก๊กใกล้จะตามตั๋งโต๊ะทันแล้ว แต่ไม่คิดเลยว่าจะมีทหารม้าบุกเข้ามากะทันหัน
“เป็นเล่าเจี้ยง!”
หัวหน้ากบฏโพกผ้าเหลืองอุทานเสียงหลง เขาไม่มีทางลืมแม่ทัพที่สวมชุดเกราะทองไปเด็ดขาด!
ครั้งก่อนที่ตนล้อมโลติด หากไม่ใช่เพราะจู่ ๆ เล่าเจี้ยงบุกเข้ามา ผลแพ้ชนะก็อาจจะยังไม่แน่นอน
ครานี้ก็เป็นเขาอีกแล้ว! เตียวก๊กพลันนึกถึงเด็กเมื่อสิบปีก่อนคนหนึ่ง เหตุใดตอนนั้นตนไม่ฆ่าอีกฝ่ายเสีย!
“อะไรนะ!”
เตียวโป้ได้ยินพลันโกรธเกรี้ยวขึ้นมา หากถามว่าตนอยากฆ่าใครมากที่สุด คงไม่พ้นคือเล่าเจี้ยงแน่
“ไอ้โจรผู้นี้ทำลายเรื่องใหญ่ข้าครั้งแล้วครั้งเล่า ครานี้ข้าจักสับเขาให้เป็นชิ้น ๆ!”
“อย่าวู่วาม!”
เตียวก๊กรีบยื่นมือออกไปขวางเตียวโป้ที่ต้องการจะบุกเข้าไปเอาไว้
“เล่าเจี้ยงผู้นี้ต่อกรด้วยยาก และระแวดระวังตัวนัก ทุกคราที่ปรากฏมักจะเป็นตำแหน่งสำคัญ ไม่เคยต่อสู้อะไรที่ไม่แน่นอน”
เตียวโป้ไม่เชื่อเลยแม้แต่น้อย ในคำพูดเปี่ยมล้นไปด้วยความไม่พอใจ
“พี่ใหญ่อย่าได้เอาขวัญกำลังใจของผู้อื่นมาข่มความน่าเกรงขามของตัวเอง ทัพของเล่าเจี้ยงผู้นี้มีเพียงไม่กี่ร้อยคน ทัพเราตอนนี้มีนับหมื่น ยังต้องกลัวอะไร!”
เตียวก๊กไม่สนใจน้องชาย แต่สั่งให้หยุดการไล่ตาม และตั้งค่ายรอรับศัตรู
เล่าเจี้ยงนำทหารม้าหลายร้อยคนมาอยู่เบื้องหน้าค่ายของเตียวก๊ก ดูองอาจห้าวหาญ ก่อนถามด้วยเสียงดังกังวาน
“เตียวก๊ก จำข้าเล่าเจี้ยงได้หรือไม่!”
เมื่อพลทหารกลุ่มโพกผ้าเหลืองได้ยินเล่าเจี้ยงสองคำ ก็เกินความวุ่นวายขึ้นมาทันที
บุคคลมีชื่อเสียงดั่งต้นไม้มีเงา เล่าเจี้ยงคือร่างแปลงกายของปีศาจในความคิดของกลุ่มโพกผ้าเหลือง ใครเจอเขาก็ซวย
“เอะอะอะไร! หุบปากให้หมด”
เตียวโป้ตะคอกไปทั่ว ความวุ่นวายถึงค่อย ๆ สงบลง
เตียวก๊กใคร่รู้เกี่ยวกับเล่าเจี้ยงอย่างมาก ครั้งก่อนที่ได้พบปะกับอีกฝ่ายก็เมื่อหลายสิบปีมาแล้ว
“ปีนี้แม่ทัพเล่ามีอายุเท่าใด?”
“ปีนี้ข้าอายุได้สิบห้าปี”
เตียวก๊กพยักหน้าเบา ๆ และยิ่งแน่ใจตัวตนของเล่าเจี้ยง
“แม่ทัพเล่าจำได้หรือไม่ เราเคยเจอกันเมื่อสิบปีก่อน?”