พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 77 เตียวโป้ผู้เชื่อมั่นในตัวเองเกินไป
บทที่ 77 เตียวโป้ผู้เชื่อมั่นในตัวเองเกินไป
เล่าเจี้ยงสั่งให้ทั้งขุนพลของตนเองนั่งลง แผนการทั้งหมดของเขาต้องการพลังของทั้งสี่คนนี้
“คราวนี้เตียวโป้ทุ่มกำลังบุกสุดตัว เพราะหนึ่งเขาเห็นว่าอำเภอกงจ๋งในตอนนี้มีกำลัง ทหารไม่พอ สองเสบียงและหญ้าในเมืองเซี่ยชวีหยางไม่เพียงพอต่อไปอีกแล้ว”
“ถูกต้อง พวกเราแค่ต้องยืนหยัดรักษาเมืองไว้ ภายในหนึ่งเดือน พวกโจรต้องล่าถอยแน่!”
ความคิดของฮองตงนั้นปลอดภัยที่สุด ยืนหยัดตั้งรับไม่ยอมออกมา
ตามความเข้าใจของฮองตงที่มีต่อกองทัพโพกผ้าเหลือง พวกเขาส่วนใหญ่ล้วนขาดยุทโธปกรณ์โจมตีเมือง ดังนั้นความสามารถในการคุ้มกันเมืองจึงน้อยมาก ส่วนที่ท้ารบกับกองทัพโพกผ้าเหลืองเมื่อครู่ เป็นแค่การทำให้คนนอกเห็นเท่านั้น
ไทสูจู้มองไปที่เล่าเจี้ยง ถามว่า “นายท่านให้รวมทหารม้าของทัพข้ากับทัพจูล่ง มีอะไรจะสั่งหรือไม่?”
“มี”
เล่าเจี้ยงพยักหน้าให้ไทสูจู้ จากนั้นมองไปที่ฮองตง และแสดงความคิดของตัวเองออกมา
“การยืนหยัดรักษาเมืองไว้ทำให้เตียวโป้ล่าถอยได้ ทว่ามันไม่ใช่จุดประสงค์ของข้า คราวนี้ต้องโจมตีกองกำลังหลักของกลุ่มโพกผ้าเหลืองแตกพ่ายให้ได้!”
เรื่องนี้พูดนั้นง่าย… ทว่าทำนั้นยากลำบากยิ่งนัก!
ไม่ว่ากองทัพโพกผ้าเหลืองจะมีกำลังพลสองแสนหรือหนึ่งแสนนาย แต่กองทัพหลวงก็ต้องเผชิญกับศัตรูจำนวนหลายเท่าตัว
การสู้รบตะลุมบอนครั้งใหญ่ของผู้คนหลายแสนนี้ จะทำให้ความกล้าหาญของแต่ละคนลดลงอย่างไม่สิ้นสุด
ก่อนหน้านี้พวกเขารบพ่ายกองทัพโพกผ้าเหลืองมาหลายครั้ง ซึ่งบางครั้งก็นับหมื่นหรือหลายแสนคน
ทว่าได้ประโยชน์จากการลอบโจมตี และสร้างความโกลาหล แต่ไม่เคยเอาชนะกองทัพโพกผ้าเหลืองแบบตรง ๆ ได้เลย
เตียวโป้กับเตียวเหลียงกำลังเดินทัพมายังอำเภอกงจ๋ง ขบวนทัพทอดยาวหลายสิบลี้ ซึ่งดูน่าทึ่งมาก
กองทัพโพกผ้าเหลืองอ้างว่ามีกำลังสองแสนนาย แต่ความจริงแล้วมีเพียงหนึ่งแสนห้าร้อยคน ทว่าหนึ่งแสนห้าร้อยคนนี้เป็นชายหนุ่มแข็งแกร่งจริง ๆ
เตียวเหลียงมองไปที่พี่ชายตัวเอง และเตือนสติไม่หยุด
“พี่รอง คราวนี้ทุ่มกำลังหมดหน้าตัก เราอย่าได้ประมาทศัตรูเร่งบุกเข้าไปเด็ดขาด หากครานี้พ่าย พวกเราคงหมดหนทางหนี!”
เตียวโป้มองน้องชายตัวเองอย่างเคือง ๆ เล็กน้อย เตียวเหลียงเหมือนกับเตียวก๊ก ชอบระมัดระวังเป็นพิเศษ
“น้องสาม เจ้าเหมือนกับพี่ใหญ่ มักไม่กล้าเสี่ยงเสมอ! ไม่มีการตัดสินใจที่เด็ดขาด! หากรวบรวมกองกำลังทำลายโลติดตั้งแต่แรก จะมีสภาพตกต่ำอย่างตอนนี้หรือ?”
เตียวเหลียงไม่ได้โต้กลับ แต่กลับโน้มน้าวอย่างอดทน
“พี่รอง หาใช่พี่ใหญ่ระมัดระวัง แต่เราไม่ควรทิ้งเมืองไปหลังจากที่ยึดมันมาได้! เราจำเป็นต้องยึดเมือง ถึงจะต่อต้านกับกองทัพหลวงได้”
“พอได้แล้ว”
เตียวโป้โบกมืออย่างดุเดือด มิอาจฟังต่อไปได้อีกจริง ๆ
“ยึดเมืองอีกแล้ว ยึดเมืองอยู่นั่น พี่ใหญ่เปลี่ยนอำเภอกงจ๋งให้กลายเป็นป้อมจะไปมีประโยชน์อะไร! หากไม่ยึดเมือง ก็ไม่มีใครในใต้หล้าสามารถหยุดกองทัพนับแสนคนของเราได้หรอก!”
“พี่รอง!”
“หยุดพูดได้แล้ว! กองทัพใหญ่หนึ่งแสนห้าหมื่นคนนี้เป็นการสนับสนุนครั้งสุดท้ายของพี่น้องเรา เรากับไอ้เล่าเจี้ยงนั่นอยู่ร่วมแผ่นดินเดียวกันไม่ได้! หากไม่ฆ่าเขาในครานี้ ข้าสาบานว่าจะไม่หยุดสู้!”
เมื่อนึกถึงเล่าเจี้ยง เตียวโป้ก็อดโมโหขึ้นมาในใจไม่ได้ และแทบอยากจะถลกหนังเลาะกระดูก สับอีกฝ่ายเป็นชิ้น ๆ เสียเดี๋ยวนั้น!
เตียวเหลียงมองพี่ชายที่ถูกความเกลียดชังครอบงำ ก็รู้สึกเศร้าสร้อยขึ้นมาครู่หนึ่ง
เขามีลางสังหรณ์ว่าคราวนี้คงยากจะเลี่ยงหายนะแล้วจริง ๆ
เล่าเจี้ยงยืนอยู่บนหอประตูเมือง สายตาทอดมองออกไปไกล รอการมาถึงของเตียวโป้
นี่อาจเป็นศึกสุดท้ายของเขากับสามพี่น้องเตียวก๊ก
ความจริงสามพี่น้องเตียวก๊กไม่เคยอยู่ในสายตาของเล่าเจี้ยง และตั้งแต่ต้นจนจบแม่ทัพเล่าก็ไม่เคยปฏิบัติต่อทั้งสามคนในฐานะศัตรูอย่างแท้จริง
ไม่ว่ากองทัพโพกผ้าเหลืองของเตียวก๊กจะเก่งกาจแค่ไหน โดยพื้นฐานแล้วก็รวมมาจากพวกชาวบ้าน
วันหน้ากองทัพพยัคฆ์เสือดาวของโจโฉ กองพันทะลวงไร้พ่ายของลิโป้ และกองทหารอาสาของเล่าปี่ ล้วนแข็งแกร่งกว่ากองทัพโพกผ้าเหลืองหลายพันเท่า พวกเขาต่างหากถึงเป็นคู่ต่อสู้ที่แท้จริงของเล่าเจี้ยง
เหตุที่แม่ทัพหนุ่มกล้าโจมตีคนมากด้วยคนน้อยหลายครั้ง ก็เพราะกองทัพโพกผ้าเหลืองไม่รู้จักกลยุทธ์สงคราม และอาศัยจำนวนที่เหนือกว่าเท่านั้น
จุดดำเล็ก ๆ ยังคงสะท้อนอยู่ในดวงตาเล่าเจี้ยงอย่างต่อเนื่อง ทว่ายิ่งมีมากขึ้นเรื่อย ๆ และขยายออกไปจนสุดสายตา!
‘มาแล้ว!’
เล่าเจี้ยงลอบคิดในใจ และอดกำหมัดแน่นไม่ได้
แม้แม่ทัพหนุ่มจะไม่สนใจกองทัพโพกผ้าเหลือง แต่แรงกดดันที่เผชิญหน้ากับผู้คนมากกว่าแสนคนที่มาถึงนั้นทรงพลังมาก
ไม่นาน เตียวโป้ก็นำกองทัพมาถึงเบื้องล่างกำแพงเมืองแล้ว
“เตียวโป้ ข้าไม่ไปเมืองเซี่ยชวีหยางหาเจ้า เจ้ากลับมากงจ๋งรนหาที่ตาย!”
ทุกสิ่งล้วนสูญเสียได้ ทว่าอานุภาพจักสูญเสียไม่ได้! เล่าเจี้ยงเริ่มบ่อนทำลายขวัญกำลังใจของเตียวโป้ก่อน
อีกฝ่ายจ้องมองกลับมาด้วยความโกรธ เมื่อเผชิญหน้ากับศัตรูก็มักอยู่ในอารมณ์ขุ่นเคืองเสมอ
“ไอ้สารเลว ข้าเตียวโป้นำกองทัพสองแสนคนมาที่นี่เพื่อเอาชีวิตเจ้า! เจ้าฆ่าพี่ชายข้าทำลายเรื่องใหญ่ของลัทธิโพกผ้าเหลือง วันนี้ข้าจะเอาความแค้นทั้งเก่าและใหม่มาคิดบัญชีด้วยกันหมด! ”
“ฮ่า ๆ ๆ!”
เล่าเจี้ยงแหงนหน้าหัวเราะ ไม่ใส่ใจคำพูดของเตียวโป้เลยแม้แต่น้อย
“เตียวโป้! เจ้านี่มันพูดจาสามหาวจริง ๆ! กองทัพสองแสนคนหรือ? ข้าให้เจ้ายืมอีกแสนคนเอาไหม?”
“เจ้า!”
จู่ ๆ เตียวโป้ก็นึกได้ว่าตัวเองเถียงสู้ไม่ได้ หากทำสงครามน้ำลายกันต่อไปตัวเองต้องแพ้แน่
“หยุดปะทะฝีปากกันได้แล้ว! รีบลงมาตายเสีย!”
เล่าเจี้ยงมีสีหน้าภูมิใจ พลางยื่นมือออกไปโบกไม่หยุด
“ข้าไม่ลงไปให้โง่หรอก เก่งนักเจ้าก็บุกเข้ามาสิ”
ทันใดนั้นมีทหารโผกผ้าเหลืองคนหนึ่งขี่ม้าออกมา มองเล่าเจี้ยงแล้วหัวเราะเยาะ
“ว่ากันว่าเล่าเจี้ยงเก่งในการสู้รบ ห้าวหาญไม่ธรรมดา คาดไม่ถึงเลยว่าจะเป็นเต่าหัวหด! ไม่สมกับคำร่ำลือเลย! ฮ่า ๆ ๆ”
“ ใช่ เหมือนกับไอ้แก่โลติดนั่น เป็นเต่าหัวหดอยู่ในกระดอง!”
เตียวโป้หัวเราะลั่นตามเช่นกัน เจตนาเขาชัดเจนมาก คือยั่วโมโหเล่าเจี้ยงให้ออกจากเมืองมาต่อสู้
“เจ้าคือใครอีกล่ะ?”
เมื่อเผชิญกับคำถามของเล่าเจี้ยง ชายคนนั้นดูภูมิใจมาก
“ฟังดี ๆ ละ! ข้าก็คือแม่ทัพแห่งมวลมนุษย์ เตียวเหลียง!”
“หึหึหึหึ”
เล่าเจี้ยงไม่รู้จริง ๆ ว่าชายคนนี้ไปเอาความมั่นใจมาจากไหน จึงทำได้เพียงตอบกลับด้วยการยิ้มเยาะ
“ข้าก็คิดว่าใคร วันนี้เต่าดินมา เต่ามนุษย์ก็มาด้วย”
เตียวโป้รู้ดีว่ามิอาจต่อฝีปากกับเล่าเจี้ยงอีกต่อไปได้แล้ว คนหนึ่งแสนกว่าคนกำลังตากแดดงุนงงว่าเกิดอะไรขึ้นอยู่
“หากเจ้าเป็นลูกผู้ชาย ก็มาสู้กันให้ตายไปข้างหนึ่ง!”
“อยากยั่วโมโหข้า ฝีมือเจ้ายังห่างไกลอยู่มาก!”
เล่าเจี้ยงหันหลังจากไป ไม่สนใจเตียวโป้อีก
เตียวโป้หอบหายใจแรง ถูกยั่วโมโหจนไฟแห่งโทสะจู่โจมหัวใจ
“ล้อมเมืองไว้!”