พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 8 หลงใหล
บทที่ 8 หลงใหล
ณ จวนผู้ตรวจการเมืองห้าวเฉิง แคว้นกิจิ๋ว
“เจี้ยงเอ๋อร์ มาหาพ่อด้วยเรื่องอันใดหรือ?”
ทุกครั้งที่เล่าเอี๋ยนเห็นเล่าเจี้ยงจะดีใจมาก เจ้าเด็กนี่ทำให้เขารู้สึกสนิทสนม เอ็นดูมาจากข้างในจริง ๆ
“ท่านพ่อ อ่านหนังสือหมื่นเล่ม มิสู้เดินทางหมื่นลี้ ลูกอยากไปเรียนที่เป๋ยไห่กับอาจารย์เต้เหี้ยน”
เสียงของเล่าเจี้ยงยังคงอ่อนเยาว์ ทว่าน้ำเสียงหนักแน่นอย่างมาก
“อ่านหนังสือหมื่นเล่ม มิสู้เดินทางหมื่นลี้?”
เล่าเอี๋ยนรู็สึกประหลาดใจ เล่าเจี้ยงไม่ได้แสดงพรสวรรค์มาหลายปีแล้ว
จู่ ๆ เอ่ยคำคมออกมาวันนี้ดูไม่ค่อยชินเท่าไรนัก
เขาอยากไปเรียนกับนักปราชญ์ นั่นเป็นเรื่องที่ดี!
เล่าเอี๋ยนได้ตอบตกลงในใจไปแล้ว ทว่าปากยังเอ่ยอย่างเป็นห่วงอยู่
“เจี้ยงเอ๋อร์ เหตุใดถึงอยากกราบเป็นศิษย์อาจารย์เต้เหี้ยน?”
เล่าเจี้ยงเห็นรอยยิ้มของบิดา จึงรู้แล้วว่าเรื่องนี้ไม่น่าเป็นปัญหาแล้ว
“อาจารย์เต้เหี้ยนเป็นนักปราชญ์ในโลกนี้ที่ลูกเลื่อมใสนัก ทว่าการกราบตัวเป็นศิษย์ของอาจารย์เต้เหี้ยนนั้นไม่ง่าย ขอท่านพ่อช่วยเหลือด้วย!”
“ฮ่าฮ่าฮ่า!”
“หาได้ยากนักที่เจ้าจะขอร้องพ่อสักครั้งหนึ่ง!”
เล่าเอี๋ยนรู้สึกมีความสุขมาก ตั้งแต่ดึงฮองตงเข้ามาเป็นพวก เล่าเจี้ยงก็ไม่ได้ขอร้องอะไรตัวเองอีก
สำหรับลูกชายอย่างเล่าเจี้ยง เล่าเอี๋ยนรู้สึกพึงพอใจอย่างมาก
แม้ไม่ได้เย่อหยิ่งอวดดีเหมือนตอนเด็ก ทว่าความมุมานะในหลายปีมานี้ บิดาล้วนเห็นทั้งหมด
เด็กคนนี้ยังคงยอดเยี่ยมกว่าคนวัยเดียวกัน เขาแตะไหล่เล่าเจี้ยงก่อนเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
“ลูกชายข้าขยันใฝ่รู้ พ่อย่อมสนับสนุนอยู่แล้ว!”
“อาจารย์เต้เหี้ยนอยู่ที่ปักไฮ อึ้งอ๋วน ผู้ตรวจการแคว้นเซียงจิ๋วเป็นสหายสนิทพ่อ พ่อเขียนจดหมายถึงเขา เขาย่อมช่วยเหลือแน่”
“ขอบคุณท่านพ่อ”
เล่าเอี๋ยนพยักหน้า ที่บิดากังวลมีเพียงปัญหาความปลอดภัยของบุตรชายคนเล็ก
“การไปแคว้นเซียงจิ๋วครานี้ยาวไกลนัก ให้ฮองตงคุ้มกันเจ้าซะ”
“ไม่ได้ขอรับ!”
“ทำไมรึ?”
เล่าเอี๋ยนรู้วรยุทธ์ของฮองตงดี เพียงไม่เข้าใจเหตุใดเล่าเจี้ยงถึงปฏิเสธ
“ท่านพ่อ ตระกูลอึ๊งแห่งกังแฮมีข้อพิพาทกับฮองตง”
“อ้า ใช่! พ่อลืมไปเสียแล้ว”
เล่าเอี๋ยนตบหน้าผาก เวลายาวนานเกินไป ทำให้เขาลืมเรื่องนี้ไปหมดแล้ว
“อีกอย่าง ลูกยังมีงานอีกอย่างให้ฮองตงจัดการ!”
“หืม?”
เล่าเอี๋ยนมองเล่าเจี้ยงด้วยความอยากรู้
“วิชาเกาทัณฑ์ของฮองตงไม่เป็นสองรองใคร ลูกอยากให้เขาฝึกพลเกาทัณฑ์”
เล่าเจี้ยงมองบิดาตนอย่างตื่นเต้น ด้วยไม่แน่ใจว่าเล่าเอี๋ยนจะมีปฏิกิริยาอย่างไร
เขารู้ว่าบิดาของตัวเองนั้นมีความทะเยอทะยานมาก การล่มสลายของฮั่นตะวันออกไม่พ้นเกี่ยวข้องกับเล่าเอี๋ยนด้วยเช่นกัน
ทว่าตอนนี้ยังเป็นช่วงคลื่นลมสงบนิ่ง เล่าเจี้ยงจึงไม่แน่ใจว่าบิดาจะเห็นด้วยหรือไม่
อย่างไรเสียการซ่องสุมกำลังพลของตนเองก็เป็นความผิดมหันต์!
เนิ่นนานกว่าเล่าเอี๋ยนจะเปิดปากสอบถาม
“เจ้าให้เขาฝึกกี่คน?”
“หนึ่งร้อยก็พอขอรับ!”
เล่าเอี๋ยนหรี่ตาทั้งสองข้าง จ้องมองเล่าเจี้ยง ราวกับต้องการมองบุตรชายให้ทะลุปรุโปร่งอย่างไรอย่างนั้น
แต่ก็ทำให้เล่าเอี๋ยนผิดหวัง แววตาของเล่าเจี้ยงสดใส ไม่มีคลื่นใด ๆ
“เอาเถิด! ในนามข้ารับใช้ขุนนางใหญ่ ทำการใดก็ระวัง ๆ ล่ะ”
“ขอบคุณท่านพ่อ!”
เมื่อเห็นเล่าเอี๋ยนตกลง หัวใจที่เต้นตุ้ม ๆ ต่อม ๆ ของเล่าเจี้ยงในที่สุดก็ผ่อนคลายลง
“ไปคุยกับมารดาเจ้าเสียหน่อยสิ นางต้องตำหนิข้าแล้วแน่!”
“ขอรับ!”
เป็นไปอย่างที่เล่าเอี๋ยนคาดไว้ เฟ่ยซื่อทุ่มโทษสามีเรื่องที่ลูกชายจะออกไปเรียนข้างนอกชนิดด่าจนหูชา
เล่าเจี้ยงชักแม่น้ำทั้งห้ามาพูดอยู่นานกว่าจะโน้มน้าวท่านแม่ได้
หลังกลับจากห้องมารดา เล่าเจี้ยงก็มาถึงหน้าประตูห้องของซัวเอี๋ยม
เฮ้อ… จะพูดกับน้องเอี๋ยมเอ๋อร์อย่างไรดีนะ?
เล่าเจี้ยงรู้สึกเสียใจอย่างมาก แม่เด็กคนนี้ช่างเป็นจุดอ่อนของเขาจริง ๆ
ทั้งสองอยู่ร่วมกันมาเจ็ดปี ไม่เคยแยกจากกันเลย และถือได้ว่าเป็นเพื่อนรู้ใจกันตั้งแต่เด็ก
ในตอนที่เล่าเจี้ยงเหม่อลอยอยู่นั้น ประตูก็เปิดออก
“พี่เจี้ยง ไฉนมายืนอยู่ตรงหน้าประตูเล่าเจ้าคะ?”
เสียงสดใสดังเข้ามาในหูของเล่าเจี้ยง ไม่ต้องมองเขาก็รู้ว่าเป็นใคร
“เอี๋ยมเอ๋อร์ ข้าเพิ่งมาถึง ยังไม่ทันได้เคาะประตู”
“พี่รีบเข้ามาสิ”
ซัวเอี๋ยมดึงเล่าเจี้ยงเข้าไปในห้อง
ตอนนี้นางมีอายุสิบขวบแล้วเช่นกัน แค่อ่อนเยาว์กว่าเล่าเจี้ยงสองเดือน
ทว่าร่างกายหาได้เปลี่ยนไปมากมายนัก ยังตัวเตี้ยกว่าพี่ชายอยู่มากโข
เล่าเจี้ยงสูดดมกลิ่นหอมภายในห้องอย่างละโมบ เขาอยากรู้มาตลอดว่าเหตุใดห้องของนางถึงได้หอมขนาดนี้
“พี่เล่าเจี้ยงมีเรื่องอะไรหรือไม่?”
ซัวเอี๋ยมเอียงหัวน้อย ๆ มองอีกฝ่ายด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม
รอยยิ้มนี้ทำให้เล่าเจี้ยงใจอ่อนระทวย น่ารักเกินไปแล้ว!
เมื่อนึกถึงโชคชะตาที่ไม่ดีของซัวเอี๋ยมในภายภาคหน้า …เล่าเจี้ยงก็รู้สึกปวดใจ
ไม่! ใครก็ทำร้ายเอี๋ยมเอ๋อร์ไม่ได้ทั้งนั้น!
เมื่อเห็นแววตาดุดันของเล่าเจี้ยง ซัวเอี๋ยมก็รู้สึกหวาดกลัว
“ท่านพี่…”
เล่าเจี้ยงได้สติกลับมา ก่อนเปลี่ยนเป็นยิ้มบางด้วยสีหน้าหลงใหล
“เอี๋ยมเอ๋อร์ ไม่มีเรื่องก็มาหาเจ้าไม่ได้หรือ”
“ไม่ใช่แบบนั้นเสียหน่อย! เอี๋ยมเอ๋อร์แค่กลัวว่าจะทำท่านพี่เสียเวลาเรียน”
“เอี๋ยมเอ๋อร์ พี่ทดสอบเจ้าหน่อยเป็นไร?”
“ได้สิเจ้าค่ะ!”
เมื่อเห็นใบหน้าไร้เดียงสาของซัวเอี๋ยมแล้ว เล่าเจี้ยงก็ยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมา
“บนท้องฟ้ามีดวงดาวมากมาย เจ้าว่าใครจะรู้ ว่าดาราบนท้องฟ้ามีกี่ดวงกันแน่?”
“หา?”
ซัวเอี๋ยมชะงักกับคำถาม พลางขมวดคิ้วมุ่นและกะพริบตาไม่หยุด
จากนั้นใช้มือชี้ไปที่ท้องฟ้า ปากก็พึมพำตัวเลขออกมา
“ไอหยา ยากเกินไปแล้ว! เอี๋ยมเอ๋อร์ไม่รู้”
“ยัยเด็กโง่ ดาวบนท้องฟ้าย่อมเป็นฟ้าที่รู้สิ”
ซัวเอี๋ยมไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ ผ่านไปครู่หนึ่งก่อนจะมองเล่าเจี้ยงอย่างขุ่นเคือง
“นี่มันหลอกคนไม่ใช่หรือ! เปลี่ยนข้อใหม่!”
“ได้ เจ้าฟังให้ดีนะ”
“พี่อยากดื่มสุรา แต่ตัวเองกลับดื่มไม่ได้ เพราะเหตุใดกัน?”
ซัวเอี๋ยมหัวเราะเสียงดัง ก่อนเอ่ยอย่างดีใจ
“ต้องเป็นเพราะท่านลุงเล่าไม่ให้ท่านพี่ดื่ม!”
“ไม่ถูก!”
“งั้นก็เป็นสุราแรงเกินไป ท่านพี่ดื่มไม่ได้”
“ก็ไม่ใช่!”
เล่าเจี้ยงส่ายหน้าด้วยรอยยิ้ม
“งั้นเพราะอะไรเล่า!”
เล่าเจี้ยงลุกขึ้น มองซัวเอี๋ยมด้วยสีหน้าอ่อนโยน
“สุราที่พี่อยากดื่ม คือสุราที่ดื่มคำนับฟ้าดินกับเจ้า”
“อ๊ะ!”
ดวงหน้าซัวเอี๋ยมพลันแดงปลั่งขึ้นมา ก่อนก้มหน้าไม่กล้ามองเล่าเจี้ยง
นางจับจองเขาอยู่ในใจมานานแล้ว ทว่าไม่เคยแสดงออกมา
เล่าเจี้ยงมองเทพธิดาตัวน้อยที่เขินอายก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป ดึงซัวเอี๋ยมเข้ามาในอ้อมกอด
“ท่านพี่ อย่า!”
การกระทำของเล่าเจี้ยงทำให้นางตกใจ ดิ้นขัดขืนไม่หยุด ทว่านางจะดิ้นหลุดแรงของเล่าเจี้ยงได้อย่างไร?
เมื่อเห็นเล่าเจี้ยงแค่กอดเท่านั้น นางก็ค่อย ๆ หยุดดิ้น
“เอี๋ยมเอ๋อร์ เจ้ารู้หรือเปล่าว่าข้ากลัวชีวิตแบบไหนมากที่สุด”
ซัวเอี๋ยมไม่พูดอะไร แต่ได้ยินเสียงหัวใจเต้นตึกตักดังอยู่ข้างหู
“เอี๋ยมเอ๋อร์ ข้ากลัวว่าชีวิตต่อจากนี้ไปจะไม่มีเจ้า”
“ท่านพี่…”