พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 9 จากไป
บทที่ 9 จากไป
“ท่านพี่ เอี๋ยมเอ๋อร์จะไม่จากท่านไปไหน!”
ซัวเอี๋ยมสัมผัสได้ถึงความรู้สึกของเล่าเจี้ยงเช่นกัน จึงกอดตอบ
ทั้งสองสัมผัสใจเต้นของกันและกันอยู่อย่างนั้นเนิ่นนาน เล่าเจี้ยงก็ค่อย ๆ ปล่อยซัวเอี๋ยม และจ้องมองนางอย่างอ่อนโยน
“เอี๋ยมเอ๋อร์ รอท่านลุงซัวกลับมา แล้วข้าจะให้ท่านพ่อไปสู่ขอเจ้า”
ใบหน้าของซัวเอี๋ยมแดงดั่งผลผิงกั่ว ก่อนก้มหน้าตอบตกลงอ้อมแอ้ม
งามเกินไปแล้ว เล่าเจี้ยงดูจะทนไม่ไหวแล้ว!
เขากัดลิ้นตัวเองอย่างแรง ให้สมองตื่นขึ้นมา
“เอี๋อมเอ๋อร์ ข้ากำลังจะไปเรียนต่างแดน และอาจต้องไปถึงสามสี่ปี”
เล่าเจี้ยงเอ่ยอย่างรู้สึกผิดเล็กน้อย เขาไม่รู้ว่าซัวเอี๋ยมจะมีปฏิกิริยาอย่างไร
ทว่าเขาเดาถูกแล้ว เมื่อซัวเอี๋ยมได้ยินคำพูดนี้ ดวงตาพลันแดงก่ำขึ้นมา น้ำตาหยดร่วงรินสู่พื้น
“ท่านพี่เมื่อครู่ยังบอกขาดเอี๋ยมเอ๋อร์ไม่ได้อยู่เลย นี่จะจากไปแล้ว ทั้งยังไปนานด้วย!”
แย่แล้ว แย่แล้ว! เล่าเจี้ยงผู้กลับมาเกิดใหม่ก็โง่เขลาเหมือนกัน
ซัวเอี๋ยมคนเดียวยังไม่เข้าใจเลย ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงเมียสามเมียสี่
มิน่า ถึงมีคำกล่าวว่าผู้กล้ายากจะฝ่าด่านหญิงงาม! เล่าเจี้ยงรู้สึกมีแรงกระตุ้นให้ไม่อยากไปไหน และอยู่เป็นเพื่อนซัวเอี๋ยมแล้วจริง ๆ
ทว่าท้ายที่สุด เหตุผลก็ชนะแรงกระตุ้น! หากตอนนี้ยังตัดใจไปจากซัวเอี๋ยมไม่ได้ เกรงว่าภายภาคหน้าคงปกป้องนางไม่ได้
“เอี๋ยมเอ๋อร์ ที่พี่ทำทั้งหมด ก็เพื่อให้พวกเราอยู่ด้วยกันได้อย่างมีความสุขมากยิ่งขึ้น!”
“เราแค่จากกันเพียงชั่วคราว เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน”
“เชื่อพี่ พี่คนนี้จะไม่แต่งงานกับใครนอกจากเจ้า!”
“หากข้าผิดคำสาบานนี้ ขอให้ฟ้าผ่า…เปรี้ยง เปรี้ยง เปรี้ยง เปรี้ยง!”
ซัวเอี๋ยมรีบปิดปากเล่าเจี้ยง ไม่ให้เขาพูดต่อไป
“ท่านพี่อย่าได้พูดจาเหลวไหล เอี๋ยมเอ๋อร์เชื่อก็เพียงพอแล้ว”
เล่าเจี้ยงกอดเทพธิดาตัวน้อยเอาไว้ ครั้งนี้ซัวเอี๋ยมไม่ขัดขืน มือน้อยกอดตอบทันที
“ท่านพี่ เอี๋ยมเอ๋อร์ขาดท่านพี่ไปไม่ได้จริง ๆ”
เล่าเจี้ยงลูบผมยาวของซัวเอี๋ยม และเอ่ยเสียงเบา
“บางครั้งคนรักกัน ก็ไม่ต้องอยู่ด้วยกันเสมอไป”
“พี่ชายยังคงมีคารมคมคายเช่นเดิม”
“หากข้าคิดถึงท่าน จะทำอย่างไร?”
เล่าเจี้ยงหัวเราะลั่น และพูดน้ำไหลไฟดับอีกครั้ง
“คิดถึงทุกวันไม่เห็นหน้า ยังอยู่ใต้ฟ้า ดื่มธาราสายเดียวกัน”
ซัวเอี๋ยมมองชายที่โตมาด้วยกันด้วยรอยยิ้ม ในตาเปี่ยมล้นไปด้วยความเลี่ยมใส
“คารมคมคายของพี่ชายโดดเด่นเหนือใคร ช่างยอดเยี่ยมจริง ๆ”
เล่าเจื้องหน้าแดง ในใจก็ลอบขอโทษบุคคลมีชื่อเสียงนับไม่ถ้วนไปแล้ว
นางคือว่าที่นักดนตรีผู้โด่งดัง เขาจึงไม่อยากเป็นชายวาจาทื่อในสายตานาง
“อะแฮ่ม”
“เอี๋ยมเอ๋อร์ อยู่บ้านดี ๆ รอข้ากลับมานะ!”
“อืม ข้าจะรอท่านพี่!”
เล่าเจี้ยงจากไปท่ามกลางสายตาอาลัยอาวรณ์ เขาไม่กล้าหยุดอีกต่อไป
ซัวเอี๋ยมอ่อนโยนเกินไป เล่าเจี้ยงกลัวว่าตัวเองจะลุ่มหลงอยู่ในวังวนความนุ่มนวลจนถอนตัวเองออกมาไม่ได้
วันรุ่งขึ้น เล่าเจี้ยงไม่ได้บอกกล่าวผู้ใด และพาพลคุ้มกันเดินทางมุ่งไปยังแคว้นเซียงจิ๋ว
การเดินทางไปยังปักไฮของเล่าเจี้ยง หาใช่ไปเพื่อเรียนอย่างเดียว
ในช่วงเวลาสิบปีมานี้ เล่าเจี้ยงมองราชวงศ์ฮั่นตอนปลายกระจ่างแจ้งหมด
ที่นี่มีแต่แก่งแย่งชิงอำนาจ ผู้แข็งแกร่งล่าผู้อ่อนแอ
ประชาชน? เป็นได้แค่ทรัพย์สินส่วนตัวของตระกูลผู้ทรงอิทธิพล ไม่มีอำนาจใด ๆ ทั้งนั้น!
เล่าเจี้ยงไม่มีระบบของนักท่องเวลา ไม่มีรัศมีให้ผู้คนนับหมื่นกราบไหว้ ที่มีนั้นมีแค่ความรู้ประวัติศาสตร์ของตัวเอง
ทั้งหมดต้องพึ่งความมุมานะของตัวเขา และสร้างราชวงศ์ที่เป็นของเขาขึ้นมาเอง!
จากเมืองลำหยงไปถึงแคว้นกิจิ๋ว เล่าเจี้ยงเข้าใจสาเหตุการล่มสลายของราชวงศ์ฮั่นได้ชัดแจ้งมากขึ้นแล้ว
พวกตระกูลเก่าแก่ และขุนนางควบคุมทุกอย่างที่นี่ โดยตระกูลเล่าคือตระกูลเก่าแก่ที่ใหญ่ที่สุด
รองจากตระกูลชั้นสูงก็เป็นผู้มีอำนาจ เมื่อผู้มีอำนาจไม่ถูกตระกูลชั้นสูงยอมรับ ก็หันกลับไปกดขี่ข่มเหงพวกชาวบ้าน
ในขณะที่ชาวบ้านทำได้แค่ฝืนมีชีวิตรอด และเพื่อการนั้นก็ทำได้เพียงถูกพวกตระกูลชั้นสูงปอกลอก ถูกผู้มีอำนาจกดขี่
หลายปีมานี้ชายแดนโกลาหล ภัยพิบัติยังเกิดไม่หยุดหย่อน แม้แต่การมีชีวิตรอดของชาวบ้านก็ยังกลายเป็นเรื่องเพ้อฝัน
บ้านเมืองเช่นนี้ จะไม่ล่มสลายได้อย่างไร? แล้วพวกชาวบ้านจะไม่ต่อต้านหรือก่อกบฏได้อย่างไร?
ที่น่าเวทนาที่สุดคือชาวบ้านไม่มีวันได้ลืมตาอ้าปากตลอดกาล ทำได้แค่ถูกเกณฑ์แรงงาน และถูกกดขี่
เรียนหนังสือ? นั่นเป็นเรื่องของสังคมอีกระดับหนึ่ง
อย่าว่าแต่ชาวบ้านเรียนหนังสือ แค่สิทธิ์จะอ่านนิดหน่อยยังไม่มี
เดิมชายหนุ่มคิดว่าจะอาศัยฐานะนักท่องเวลา มาสรรหาผู้มีความสามารถอย่างสบาย ๆ และเมื่อรับตำแหน่งเป็นเจ้าแคว้นเอ๊กจิ๋วแล้ว ก็ค่อยยกทัพปราบไปทั่วสารทิศ
ซึ่งจะแย่แค่ไหนอย่างน้อยก็จะสามารถกลายเป็นบุคคลอย่างพระเจ้าซ่งไท่จู่
ขุนศึกของราชวงศ์โจว ที่เป็นปฐมกษัตริย์ก่อตั้งราชวงศ์ซ่งได้สำเร็จ
ทว่ากลับถูกตอกหน้าด้วยความจริงอันว่างเปล่า
แค่รู้อนาคต… แล้วอย่างไรต่อ?
ความสามารถของเขายังเท่าเดิม เป็นคนจากยุคสมัยใหม่ที่ทุกอย่างแตกต่างไป
แม้แต่ฮองตงที่อยู่ในช่วงตกต่ำที่สุดก็ยังไม่ยอมติดตาม หากไม่ใช่เพราะเรื่องลูกชายอย่างฮองสู่…
เมื่อนึกมาถึงตรงนี้ เล่าเจี้ยงก็รู้สึกจนใจยิ่งนัก
ชาวบ้านที่ยอมรับเขาได้โดยง่ายไม่มีแม้แต่หนังสือ แล้วจะมีผู้มีความสามารถได้อย่างไร?
และคนที่มีความสามารถแทบจะเป็นลูกหลานของตระกูลขุนนางทั้งหมด
แน่นอนว่าคนมีความสามารถแต่ต่ำต้อยก็มีมากเช่นกัน ทว่านิยามของต่ำต้อยคืออะไร?
คือครอบครัวที่ไม่ตกต่ำ และฐานะของครอบครัวต่ำต้อยนั้นก็อยู่เหนือกว่าพวกชาวบ้านอยู่ดี!
ในยุคนี้มีตำราก็สามารถเรียนได้ มีวิชาความรู้ถึงจะมีคนช่วยแนะนำลู่ทางเข้าทำงานหลวง เมื่อได้ยศตำแหน่งมาแล้วถึงจะมีโอกาสกลายเป็นครอบครัวขุนนาง
ไม่ว่าจะเป็นตระกูลร่ำรวยหรือครอบครัวต่ำต้อย พวกเขาส่วนใหญ่ล้วนถือเอาผลประโยชน์ของวงศ์ตระกูลเป็นสำคัญ และถือเอาตระกูลวางไว้เหนือหัว
ต่อให้วันหนึ่งเล่าเจี้ยงได้เป็นเจ้าแคว้นเอ๊กจิ่ว เป็นผู้ปกครองอัจฉริยะ มีแผนล้ำลึก เก่งทั้งบุ๋นและบู๊ เป็นที่รู้จักไปทั่วใต้หล้า และเป็นกลุ่มที่มุ่งฟื้นฟูราชวงศ์ฮั่น คุณสมบัติเพียบพร้อมขนาดไหนก็ตาม
ทว่าหากนึกอยากดึงซุนฮก*[1] บัณฑิตหนุ่มมากพรสวรรค์ที่อยู่เมืองเอ่งช้วนมาเป็นพวก อีกฝ่ายก็ยังไม่รีบรุดมารับใช้ในทันที
เหตุผลนั้นง่ายมาก เพราะซุนฮกคือตระกูลซุนสายตรง รากฐานของตระกูลซุนอยู่ที่เมืองเอ่งช้วน
คนที่ยิ่งมีความสามารถมาก ยิ่งวางผลประโยชน์ของตระกูลเอาไว้ตรงหน้า
ระหว่างนั้นเขาก็คิดถึงใครคนหนึ่งขึ้นมาได้
แล้วจูกัดเหลียง นามรอง ขงเบ้ง*[2] ไม่ใช่ชาวบ้านหรือ? ก่อนเจอเล่าปี่ยังทำไร่ทำนาอยู่ในหลงจงอยู่เลย
ความจริงตระกูลจูกัดเป็นตระกูลผู้ดีมีชื่อเสียงอยู่ในเลี่ยนหยา เพราะต้องหลีกเลี่ยงภัยพิบัติจึงไปที่แคว้นเกงจิ๋ว
จูกัดเหลียงแต่งงานกับสตรีสายเลือดตระกูลอึ๊งแห่งแคว้นเกงจิ๋ว เท่ากับว่าเล่าเปียวเจ้าแคว้นเกงจิ๋วเป็นลุงเขย และชัวมอ*[3] เป็นน้าชายเขา
ชาวบ้านคนหนึ่งได้รับการปฏิบัติเช่นนี้หรือ?
แม้จะมีลู่ทางมากกว่าความยากลำบาก ทว่านานวันเข้า ความยากลำบากมักจะมาหาเร็วกว่าลู่ทางเสมอ
บางครั้งเล่าเจี้ยงก็ยังคิด หากเปลี่ยนอะไรไม่ได้ก็ปล่อยให้มันไหลไปตามกระแสน้ำ เป็นเจ้าแคว้นเอ๊กจิ๋ว และร่ำรวยไปตลอดชีวิต
ทว่าเขาจะเต็มใจหรือ?
ไม่เพียงมีศักดิ์ศรีแห่งความเป็นนักท่องเวลา แต่ตอนนี้ยังมีพันธะที่ไม่สามารถหลุดพ้นอีกด้วย!
ชีวิตอันเศร้าสลดของเล่าเจี้ยงในประวัติศาสตร์จะต้องไม่มีทางเกิดขึ้นซ้ำรอยอีกเด็ดขาด!
หลายปีมานี้เล่าเจี้ยงได้รับหนังสือ และ ‘สมบัติ’ มากมายที่ซัวหยงทิ้งไว้ให้แล้ว!
ในยุคนี้ให้ความสำคัญกับชาติตระกูล ภูมิหลัง ประสบการณ์ และเป็นลูกศิษย์ของใคร!
การเป็นศิษย์ของนักปราชญ์เต้เหี้ยนเป็นใบเบิกทางที่ดีมาก
แน่นอนว่า เล่าเจี้ยงก็มีความเห็นแก่ตัว เขามีความคิดอยากเอาชนะใจพวกลูกศิษย์ของเต้เหี้ยน
ดึงลูกหลานตระกูลขุนนางมาเป็นพวกไม่ได้แล้วอย่างไร หลอกครอบครัวต่ำต้อยก็ไม่ได้อีกแล้วอย่างไร!
เล่าเจี้ยงวัยสิบขวบตัดใจไปจากซัวเอี๋ยม เดินทางไปเรียนอย่างไม่ลังเล เขาตั้งเป้าไว้ที่ปักไฮ
หนึ่งเพื่อเรียนรู้จากเต้เหี้ยน และเอาประสบการณ์ที่ดี
สอง เต้เหี้ยนมีลูกศิษย์ที่มีความสามารถมากอยู่สองสามคน ซึ่งล้วนมาจากครอบครัวต่ำต้อย
อีกทั้งยังมีไทสูจู้*[4] แม่ทัพที่เล่าเจี้ยงชื่นชอบอยู่ด้วย!
[1] ซุนฮก ข้าราชการทหารและขุนนาง เป็นเด็กหนุ่มที่มีพรสวรรค์ เกิดในครอบครัวข้าราชการที่มีชื่อเสียงมาตั้งแต่รุ่นปู่ ประวัติศาสตร์บันทึกว่าเป็นสุภาพบุรุษที่สูงและหล่อเหลา ต่อมาได้รับราชการเป็นหนึ่งในที่ปรึกษาของโจโฉ
[2] จูกัดเหลียง ขงเบ้ง เป็นรัฐบุรุษและนักยุทธศาสตร์ ดำรงตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีแห่งจ๊กก๊กในยุคสามก๊ก ได้รับสมญานามว่า มังกรหลับ ตามวิสัยนักปราชญ์ที่ทำไร่ทำนาอยู่สันโดษในภูเขาโลลังกั๋ง แห่งหลงจง พื้นที่ทางตะวันตกของเซียงหยาง หรือมณฑลหูเป่ย์ในปัจจุบัน จนกระทั่ง เล่าปี่ ผู้นำจ๊กก๊กเดินทางไปเชิญตัวมา จึงได้เข้าร่วมสงคราม
[3] ชัวมอ นายทหารภายใต้พี่เขยของเขาคือเล่าเปียว เจ้ามณฑลเกงจิ๋ว
[4] ไทสูจู้ แม่ทัพหัวใจกตัญญู ผู้ได้รับการยกย่องกันว่าเป็นขุนพลฝีมือยอดเยี่ยมที่สุดในง่อก๊ก ไม่เป็นรองซุนเซ็ก มีวีรกรรมมากมาย