พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 90 กาเซี่ยงเองก็มีช่วงที่คิดไม่ตกเช่นกัน
บทที่ 90 กาเซี่ยงเองก็มีช่วงที่คิดไม่ตกเช่นกัน
“บังอาจ!”
เล่าเอี๋ยนตบโต๊ะอย่างแรงด้วยความเกรี้ยวกราดขึ้นมาทันใด เขาเดินไปหาเล่าเจี้ยง พลางชี้บุตรชายด้วยมืออันสั่นเทา
“เจ้า เจ้า เจ้า!”
เล่าเจี้ยงมองบิดาอย่างไม่อยากเชื่อสายตา และยิ่งคลางแคลงใจมากขึ้น
นี่มันเกิดอะไรขึ้น?
ตัวเองแค่ปฏิเสธแต่งงานกับองค์หญิงว่านเหนียน ฝ่าบาทยังไม่ได้ถือโทษอะไร แต่บิดาตนระเบิดโทสะใส่ตนก่อนเลยหรือ?
“ท่านพ่อ ข้าเล่าเจี้ยงในฐานะลูกผู้ชายจะพึ่งพาความสามารถของตัวเองตอบแทนบ้านเมือง จะพึ่งพาสตรีได้อย่างไร?”
สีหน้าของบิดาบิดเบี้ยวแทบจะหลอมรวมกัน ผ่านไปเนิ่นนาน กว่าเขาจะถอนหายใจออกมา
“เฮ้อ!”
“เจี้ยงเอ๋อร์ พ่อก็แค่หวังดีกับเจ้า เหตุใดเจ้าถึงไม่เข้าใจกัน!”
“ท่านพ่อ เรื่องพวกนี้ข้ารู้ เพียงแต่ความสัมพันธ์ของข้ากับเอี๋ยมเอ๋อร์นั้นลึกซึ้ง ไม่มีทางสั่นคลอน!”
เล่าเอี๋ยนตกใจ แย่แล้ว เจ้าเด็กนี่ดื้อรั้นเกินไป!
“เรื่องนี้ไว้ค่อยคุยกัน!”
“จริงสิ ตอนนี้เจ้าอยู่ในตำแหน่งสูงแล้ว แต่ยังไม่ถึงวัยสวมกว้าน ถือเป็นการไม่เคารพอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”
“ผู้ชายควรมีอายุครบยี่สิบปีถึงจะสวมกว้านได้ แต่เจ้าเป็นกรณีพิเศษ เมื่อข้าหาวันได้แล้ว จะสวมกว้านให้เจ้าเร็วขึ้น!”
เล่าเจี้ยงเห็นบรรยากาศคลายลง ก็ไม่กล้าหยิบยกเรื่องเก่าๆ ขึ้นมาอีก ก่อนรีบโค้งคำนับให้เล่าเอี๋ยน
“รบกวนท่านพ่อแล้ว”
บิดาพยักหน้า และระงับความกลัดกลุ้มใจเอาไว้
“เมื่อเจ้าสวมกว้านแล้ว ก็ย้ายไปที่จวนแม่ทัพหลังเถิด!”
“ขอรับ หากไม่มีสิ่งใดแล้ว ลูกขอตัวก่อน”
เล่าเจี้ยงไม่อยากอยู่ที่นี่นาน จึงเอ่ยขอตัวออกไป
“ไปเถิด”
ขณะที่เล่าเจี้ยงเดินไปถึงประตู เสียงของเล่าเอี๋ยนก็ดังขึ้น
“จริงสิ ซัวเอี๋ยมถูกบิดานางมารับไปแล้ว”
“รับไปแล้ว ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?”
เล่าเจี้ยงหยุดฝีเท้า มองเล่าเอี๋ยนด้วยสีหน้างุนงง
“หนึ่งเดือนก่อน พวกเขากลับไปเมืองตันลิวบ้านเกิดตัวเองแล้ว”
“ทราบแล้วขอรับ”
เสียงของเล่าเจี้ยงราบเรียบ ทว่าหัวใจโหวงหวิว รู้สึกเหมือนสูญเสียอะไรบางอย่างไป
เดิมทีคิดว่าจะได้เจอคนงามในใจแล้ว แต่ไม่คิดเลยว่านางจะไม่อยู่ในจวนแล้ว
“หากรู้เร็วกว่านี้คงหยุดพักระหว่างที่ผ่านเมืองตันลิวแล้ว!”
“ไม่เป็นไร ถึงอย่างไรไม่ช้าก็เร็วต้องกลับมาอยู่แล้ว!”
เล่าเจี้ยงปลุกใจตัวเอง เรื่องเจอซัวเอี๋ยมเป็นเรื่องที่ไม่ช้าก็เร็วต้องได้เจอ เขารอได้
สามวันต่อมา ในที่สุดพระเจ้าเลนเต้ก็มีพระบัญชาย้ายขุนนางสำนักประตูเหลืองซุนฮิว ไปทำหน้าที่ที่จวนแม่ทัพหลัง
ตอนซุนฮิวได้รับคำสั่งย้าย โฮจิ๋นแสร้งทำเป็นไม่เต็มใจ และอาลัยอาวรณ์
ซุนฮิวที่โหยหามาเนิ่นนานในที่สุดก็มาประเคนถึงที่ เล่าเจี้ยงจึงไปต้อนรับด้วยตัวเอง
เมื่อซุนฮิวเห็นเล่าเจี้ยงมาต้อนรับด้วยตัวเอง ก็รีบก้าวไปข้างหน้าแล้วโค้งคำนับ
“ข้าน้อยคารวะท่านแม่ทัพหลัง!”
“พี่ชาย เหตุใดมาเอาปานนี้!”
เล่าเจี้ยงแกล้งทำเป็นโกรธ และบ่นกระปอดกระแปด
“หลังจากข้าน้อยได้รับคำสั่งแล้วก็รีบเร่งมาที่นี่อย่างไม่หยุดพัก ไม่กล้าล่าช้าเลยแม้แต่ถ้วยชาเดียว!”
ซุนฮิวแกล้งทำเป็นกลัวเช่นกัน แต่แค่มองตาก็รู้ใจว่าต่างฝ่ายต่างชื่นมื่นยินดี ทั้งสองแสดงเก่งจริง ๆ!
“ฮ่า ๆๆๆๆ”
เล่าเจี้ยงก้าวไปจับมือซุนฮิวไว้ และเขย่าไม่หยุดดังเซียมซี
“น้องรอคอยพี่ชายมานานแล้ว! เหมือนดังรอคอยน้ำฝนตอนหน้าแล้ง เหมือนทารกลืมตามองบิดา!”
คำอุปมาของเล่าเจี้ยงฟังดูยิ่งใหญ่เกินไป จนเริ่มทำให้ซุนฮิวหวาดกลัวมาก ผ่านมานานแค่ไหนก็ยังไม่ชินกับคำเยินยอของอีกฝ่ายสักที
“ขะ… ขอบคุณสำหรับความเมตตาของท่านแม่ทัพหลัง”
“เอ๊ะ ไยพี่ชายจึงสุภาพขนาดนี้ แม้ท่านกับข้าไม่ใช่พี่น้องกันจริง แต่ก็มีความสัมพันธ์เหมือนพี่น้อง!”
ซุนฮิวตอบไม่ทันสักคำ ได้แต่พยักหน้าตามไม่หยุด แม้จะดูเก้อเขินแต่นัยน์ตาเปี่ยมไปด้วยความสุข
“มารยาทมิอาจยกเลิกได้ ข้ารู้อยู่แก่ใจ!”
“พี่ซุน เชิญเข้าข้างใน”
เล่าเจี้ยงตื่นเต้นจนแทบจะเป็นฝ่ายพูดคนเดียว เขาดึงซุนฮิวเดินเข้าไปข้างใน และจับมือบัณฑิตหนุ่มไว้แน่น แถมยังส่งยิ้มให้เป็นครั้งคราว
ซุนฮิวไม่ขัดขืน เดินตามเล่าเจี้ยงเข้าไปในจวนทั้งอย่างนั้น ในความคิดเขา นี่เป็นสัญญาณของความสัมพันธ์ที่ดี
ส่วนปราชญ์กาเซี่ยงพักอยู่ในจวนตระกูลเล่ามาสามวันแล้ว ในช่วงสามวันมานี้ เล่าเจี้ยงไปเยี่ยมเขาตั้งหลายครั้ง และทุกครั้งล้วนกังวลว่าอีกฝ่ายจะพักสบายหรือไม่ ต้องการอะไรหรือเปล่า ไม่มีการกล่าวถึงเรื่องอื่นเลยแม้แต่น้อย
แม้แต่บุรุษผู้ชาญฉลาดในแวดวงการเมืองอย่างกาเซี่ยงยังมีเครื่องหมายคำถามในหัว เล่าเจี้ยงเรียกตัวเองมาไกลเป็นพันลี้ เพียงเพื่อกินดื่มสุขสราญแค่นี้เองหรือ?
“ไม่รู้จริงๆ ว่าแม่ทัพหลังผู้นี้มีจุดประสงค์อะไร”
กาเซี่ยงอดพึมพำกับตัวเองไม่ได้ ตอนนี้เขาทำได้เพียงรอดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น
ในตอนนั้นเอง มีเสียงเคาะประตูดังมาจากด้านนอก
“ท่านกาเซี่ยง ท่านสะดวกหรือไม่?”
เล่าเจี้ยงมาแล้ว กาเซี่ยงได้ยินก็รู้ว่าเป็นเสียงของอีกฝ่าย จึงรีบลุกขึ้นเปิดประตูทันที
“ท่านกาเซี่ยง ไปคุยกับข้าที่หอตำราได้หรือไม่?”
กาเซี่ยงพยักหน้ารับ ในที่สุดก็พูดตรงประเด็นแล้ว!
หลังจากมาถึงหอตำรา ซุนฮิวได้มารอพวกเขาสองคนอยู่ก่อนแล้ว
บัณฑิตไร้ชื่อรีบลุกขึ้นทักทายทั้งสองคน และกุมมือคำนับกาเซี่ยง
เมื่อเล่าเจี้ยงเห็นทั้งสองทักทายกันเสร็จ ก็เริ่มแนะนำพวกเขา
“พี่ซุน นี่คือกาเซี่ยง นามรองกาเหวินเหอ”
เล่าเจี้ยงแนะนำปราชญ์การเมืองให้ซุนฮิวก่อน
“เป็นคนอำเภอกู่สาง เมืองอู่เว่ย เป็นคนเก่งที่หาได้ยากในแผ่นดินนี้!”
“ก่อนหน้าข้าสังหารเตียวก๊ก และแบ่งปันความดีความชอบให้ตั๋งโต๊ะ ลิยูถึงได้ตกลงแนะนำท่านให้ข้าให้รู้จัก”
กาเซี่ยงโบกมือไม่หยุด ปฏิเสธคำชมของเล่าเจี้ยง
“ข้ามีความสามารถอย่างที่ท่านแม่ทัพว่าที่ไหนกัน ข้าเป็นแค่คนธรรมดาเท่านั้น”
กาเซี่ยงไม่แสดงสีหน้าใด ทว่าลึกๆ กลับตกใจอย่างมาก
ไม่คิดเลยว่าเล่าเจี้ยงแลกน้ำใจอันใหญ่หลวงเพื่อให้เขามาเช่นนี้!
มิน่าลิยูพูดถึงเรื่องนี้หลายครั้งในจดหมาย!
“ท่านกาเซี่ยง ท่านผู้นี้คือซุนฮิว นามรองซุนกงต๋า เป็นคนตระกูลซุนแห่งเมืองเอ่งช้วน ก่อนหน้านี้เป็นขุนนางสำนักประตูเหลือง และเป็นข้าเองที่ขอฝ่าบาทให้เขามาที่นี่!”
เล่าเจี้ยงผายมือไปทางซุนฮิว เมื่อเทียบกับกาเซี่ยง เขารู้จักบัณฑิตไร้ชื่อดีกว่ามาก
“ความสามารถของพี่กงต๋าไม่มีใครเทียบได้! แม้ข้ากับพี่กงต๋าจะคบหากันสั้นๆ แต่เราก็เป็นสนิทสนมกันมาก”
“ท่านแม่ทัพหลังชมเกินไปแล้ว ข้าเก่งเหมือนอย่างที่ท่านแม่ทัพว่าที่ไหนกัน!”
ซุนฮิวก็เหมือนเดียวกับกาเซี่ยง และปฏิเสธความสามารถของตัวเองอย่างสุภาพ
อันที่จริงกาเซี่ยงกับซุนฮิวเป็นคนประเภทเดียวกัน กาเซี่ยงเก่งฉกาจในเรื่องการซ่อนตัวและเก็บงำความสามารถท่ามกลางวังวนความขัดแย้ง ในขณะที่ซุนฮิวเปลือกนอกดูเป็นคนหนุ่มโง่เขลาไร้ชื่อทว่าภายในฉลาดล้ำ
ทั้งสองปกปิดไว้ลึกไม่เผยออกมา หากเล่าเจี้ยงไม่รู้ประวัติศาสตร์ คงไม่เห็นพรสวรรค์ของทั้งสองคนนี้แน่!
“เชิญทั้งสองท่านนั่งลง!”
ทั้งสามแยกกันนั่งลง เล่าเจี้ยงรินชาเองทั้งสามถ้วย
“เล่าเจี้ยงรู้สึกเป็นเกียรติมากที่ได้พบกับทั้งสองท่าน! วันนี้ขอใช้ชาแทนเหล้า ดื่มให้กับพวกท่าน เชิญ!”
กาเซี่ยงกับซุนฮิวพากันถือถ้วยชาขึ้นมา และดื่มให้แม่ทัพเล่า
“ขอบคุณท่านแม่ทัพ เชิญดื่ม!”
ทั้งสามดื่มจนหมดถ้วย เล่าเจี้ยงรินชาเต็มถ้วยอีกครั้ง
“ท่านทั้งสองล้วนเป็นคนมีสติปัญญาล้ำเลิศ ข้าไม่ขออ้อมค้อม พูดตามตรงเลยแล้วกัน!”
กาเซี่ยงกับซุนฮิวตื่นตัวขึ้นมา และฟังแม่ทัพเล่าอย่างตั้งใจ
เล่าเจี้ยงเก็บรอยยิ้มบนใบหน้า เปลี่ยนเป็นสีหน้าจริงจัง
“เพลานี้แผ่นดินระส่ำระสาย ข้าใช้เวลาหนึ่งปี ถึงสังหารหัวหน้าโจรโพกผ้าเหลืองสามพี่น้องเตียวก๊กได้! และด้วยความสำเร็จอันยิ่งใหญ่นี้ จึงได้รับการแต่งตั้งจากฝ่าบาทเป็นแม่ทัพหลัง ในขณะเดียวกันก็มีอำนาจในการเปิดกองบัญชาการด้วย”
“ข้าอยากให้กงต๋าเป็นจู่ปู้ (นายทะเบียน) ท่านกาเซี่ยงเป็นจ่างสื่อ (หัวหน้าเลขาธิการ) ไม่ทราบว่าทั้งสองท่านจะยินยอมหรือไม่?”
หลังจากพูดจบ เล่าเจี้ยงมองตรงไปยังทั้งสองคน เพื่อรอคำตอบ
ซุนฮิวก้มหน้าลงเล็กน้อย อดส่ายหน้าเปื้อนยิ้มไม่ได้
“ฝ่าบาททรงย้ายข้ามาที่จวนแม่ทัพหลัง ข้าจะขัดข้องได้อย่างไร วันหน้าคงต้องขอพึ่งบารมีท่านแม่ทัพแล้ว”
เล่าเจี้ยงไม่แปลกใจกับปฏิกิริยาของพี่ซุนฮิว ถึงอย่างไรที่อีกฝ่ายมาวันนี้ก็เพื่อรายงานตัวกับเขา
แต่ไม่แสดงความภักดี พระเจ้าเลนเต้สามารถโยกย้ายเขาไปทุกเมื่อ
กาเซี่ยงไม่สนใจคำตอบของซุนฮิว แต่กุมมือโค้งคำนับเล่าเจี้ยง
“ขอบคุณในความเมตตาของท่านแม่ทัพ ทว่ากาเซี่ยงหาใช่คนเก่งกาจฉลาดนัก ยากจะดำรงตำแหน่งใหญ่ เกรงว่ามิอาจรับความคาดหวังของท่านแม่ทัพได้”
คำตอบของปราชญ์ในแวดวงการเมืองก็ยังไม่ทำให้เล่าเจี้ยงประหลาดใจ หากกาเซี่ยงตอบตกลงในทันทีสิ ถึงจะทำให้เล่าเจี้ยงประหลาดใจ
“ท่านกาเซี่ยงเป็นคนมีความสามารถ ไยจึงดูถูกตัวเองเช่นนั้น หรือตำแหน่งจ่างสื่อไม่เข้าตา?”
กาเซี่ยงเพียงส่ายหัวเบาๆ ไม่พูดอะไรสักอย่าง
ฝ่ายซุนฮิวประหลาดใจกับการปฏิเสธนี้
ในความคิดเขา กาเซี่ยงไม่น่าจะมีเหตุผลอะไรที่ต้องปฏิเสธนี่
เล่าเจี้ยงแสดงน้ำใจในการเรียกตัวเขามา ทั้งยังมาต้อนรับด้วยตัวเอง ทั้งยังมอบตำแหน่งจ่างสื่อให้ ซึ่งนับว่าเป็นการให้เกียรติแก่นักปราชญ์มากแล้ว
อีกอย่างเล่าเจี้ยงเป็นวีรบุรุษ ทั้งยังเป็นเจ้านายที่ชาญฉลาดซึ่งหาได้ยาก!
เมื่อเห็นกาเซี่ยงเงียบไป เล่าเจี้ยงก็หันหน้าไปหาซุนฮิวอีกครั้ง
“พี่กงต๋า หากวันหนึ่ง ข้าจากลกเอี๋ยงไปยังดินแดนอื่น ท่านยินดีจะไปกับข้าหรือไม่?”
“หืม?”
ซุนฮิวมองไปที่เล่าเจี้ยงด้วยความประหลาดใจ เขาไม่ค่อยเข้าใจว่าเล่าเจี้ยงหมายถึงอะไร
“ท่านแม่ทัพหมายความว่าอย่างไร?”
เล่าเจี้ยงสูดหายใจเข้าลึก เขารู้สึกว่าถึงเวลาที่ต้องสารภาพแล้ว
ทั้งสองคนนี้ฉลาดมากขนาดนี้ หากไม่ทำตัวโปร่งใส คงยากหลบเลี่ยงให้พวกเขาถามทั้งที่ยังรู้อยู่แก่ใจได้
“ทั้งสองท่านหาใช่คนธรรมดา ข้าพูดตามตรงเลยแล้วกัน”
“ตอนนี้ดูเหมือนแผ่นดินจะสงบสุข แต่ความจริงมีคลื่นพายุใต้น้ำปั่นป่วน”
“แม้กองกำลังหลักของกลุ่มโพกผ้าเหลืองจะถูกกำจัดสิ้นแล้ว กระนั้นการกบฏโพกผ้าหัวเหลืองยังคงก่อการต่อไปในสถานที่ต่างๆ เพียงแต่ขนาดเล็กลง และไม่ดึงดูดความสนใจของทางการอีก”
“ทำสงครามมาหนึ่งปี การเงินของราชสำนักอยู่ในช่วงชักหน้าไม่ถึงหลัง ไม่เหลือจะส่งกองทหารจากราชสำนักส่วนกลางออกไปได้อีกแล้ว”
“เมื่อราชสำนักส่วนกลางไม่ส่งทหารออกไปอีก ปล่อยให้แต่ละแว้นแค้นรับมือเพียงลำพัง การทำเช่นนี้ต้องปล่อยอำนาจสิทธิประโยชน์ไปในหลายพื้นที่”
เมื่อเห็นว่าทั้งสองคนไม่พูดอะไร เล่าเจี้ยงก็หันไปมองกาเซี่ยง
“ท่านกาเซี่ยง เป่ยกงปั่วอวี้*[1]กำลังก่อกบฏอยู่ใช่หรือไม่?”
ทันทีที่คำพูดเหล่านี้ออกมา ก็ทำให้สีหน้ากาเซี่ยงเปลี่ยนไปอย่างมาก
“ท่านแม่ทัพทราบเรื่องนี้ได้อย่างไร?”
[1] เป่ยกงปั่วอวี้ เป็นผู้นำก่อกบฏเลียงจิ๋ว ซึ่งเกิดจากการก่อจลาจลของชนชาวเกี๋ยง (เชียง) ลุกฮือต่อต้านราชวงศ์ฮั่นเพื่อแย่งชิงอำนาจควบคุมแคว้นเลียงจิ๋วจากราชสำนักส่วนกลาง เกิดขึ้นหลังกบฏโพกผ้าเหลืองและเป็นส่วนหนึ่งของเหตุวุ่นวายที่นำไปสู่การเสื่อมถอยและล่มสลายของราชวงศ์ฮั่น มีความสำคัญทำให้อำนาจของชาวจีนฮั่นในภาคตะวันตกเฉียงเหนืออ่อนแอลงและนำไปสู่การเป็นดินแดนที่ประกอบด้วยรัฐที่ปกครองโดยชนเผ่าที่ไม่ใช่ชาวฮั่นจำนวนมากในศตวรรษถัด ๆ มา