พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 95 จูล่งไม่เข้าใจเชิงปริมาณกับเชิงคุณภาพ
บทที่ 95 จูล่งไม่เข้าใจเชิงปริมาณกับเชิงคุณภาพ
ไม่เพียงแต่จูล่งเท่านั้น แม้แต่เล่าเจี้ยงเองก็ตกใจ!
ฮองตงไม่สนใจท่าทางของทุกคน ยังคงมองจูล่งด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“เงื่อนไขของพลเกาทัณฑ์นั้นสูงมาก ต้องมีสมรรถภาพทางกายที่แข็งแรง และต้องมีพรสวรรค์ในการยิงเกาทัณฑ์ด้วย!”
“ไม่เพียงเท่านี้ ค่ายกลพลเกาทัณฑ์ร้อยคนนี้ผ่านการฝึกมาสามปี ถึงสามารถยิงติดต่อกันได้สิบรอบ!”
เล่าเจี้ยงนิ่งอึ้งเล็กน้อย ไม่คิดเลยว่าฮองตงจะทุ่มเทความพยายามมากขนาดนี้
เมื่อนึกถึงพลเกาทัณฑ์ชั้นยอดที่สละชีวิตเพื่อตัวเอง แม่ทัพเล่าทุ่มโทษตัวเองขึ้นมาทันที
“ฮั่นเซิง ข้า…”
ฮองตงขัดจังหวะ เขาไม่ยอมให้ผู้นำเอ่ยต่อไป
“นายท่านไม่ต้องพูดอะไรอีก พวกเขาตายเพื่อนายท่าน ถือว่าตายอย่างคุ้มค่า”
เล่าเจี้ยงก้มหน้าลงพลางส่ายหน้าถอนหายใจไม่หยุด ความรู้สึกผิดเขียนไว้เต็มใบหน้า
จูล่งไม่ค่อยรู้อะไรมากกับเหตุการณ์ก่อนหน้าที่เขาจะเข้ามาสังกัดกองทัพ จึงไม่สืบสาวมากความ และถามฮองตงต่อ
“พี่ฮั่นเซิง เจ้ากำลังบอกว่าการรับสมัครทหารขี่ม้ายิงเกาทัณฑ์เหล่านี้เป็นเรื่องยากลำบากมากเช่นนั้นหรือ?”
ฮองตงพยักหน้า ก่อนส่ายหน้า
“ใช่ แต่มันยังไม่หมด!”
“ทหารขี่ม้ายิงเกาทัณฑ์ ไม่เพียงต้องมีทักษะการขี่ม้าที่ช่ำชองเท่านั้น ยังต้องมีคุณภาพและพรสวรรค์ในการยิงเกาทัณฑ์ด้วย!”
“ทักษะทั้งสองอย่างนี้ยากลำบากมาก ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงการมีพร้อมทั้งสองทักษะเลย!”
จูล่งไม่ได้ตกใจ แต่กลับเชื่อมั่นยิ่งขึ้น
“ขอเพียงไม่ใช่เป็นไปไม่ได้ ข้าก็มั่นใจ!”
“ได้สิขอรับ!”
“ในเมื่อพวกชนเผ่าทำได้ ชาวจีนฮั่นผู้ยิ่งใหญ่อย่างเรา ๆ จะไม่เก่งกาจเท่าคนป่าเถื่อนได้อย่างไร?”
เล่าเจี้ยงเองถูกจูล่งจุดประกายขึ้นมาเช่นกัน เขาต้องการคนแบบนี้ รู้ว่ามีหนามอยู่ข้างหน้า แต่กล้าที่จะก้าวเข้าไป
ฮองตงยังอยากจะพูดต่อ ทว่าเห็นผู้นำฮึกเหิมขนาดนั้น ก็ไม่กล้าสร้างความกลัดกลุ้มให้อีก
“นายท่าน…”
ไทสูจู้เปล่งเสียงออกมา เขาเห็นพยัคฆ์เกาทัณฑ์ลังเลที่จะพูด จึงเลือกที่จะเป็นตัวร้ายสักครั้ง
“มีอะไรหรือจืออี้?”
“นายท่าน ที่พี่ฮั่นเซิงพูด มีทักษะยากอย่างหนึ่งที่ข้าพอรู้”
“แม้ไม่ถึงกับช่ำชอง ทว่าข้าพอมีความรู้ความเข้าใจอยู่บ้าง”
ดวงตาจูล่งเป็นประกาย ก่อนรีบขอคำแนะนำจากไทสูจู้
“พี่จืออี้ โปรดให้ความกระจ่างด้วย!”
ไทสูจู้ส่ายหน้ายิ้ม ๆ ให้อีกฝ่าย
“จูล่งไม่ต้องเกรงใจ ปัญหาใหญ่สุดของการขี่ม้ายิงเกาทัณฑ์ก็คือความแม่นยำ”
“แม้ทักษะการยิงเกาทัณฑ์ของข้าจะด้อยกว่าพี่ฮั่นเซิงมาก กระนั้นก็ไม่ธรรมดา นี่หาใช่ข้าอวดอ้าง นายท่านน่าจะรู้ดี”
เล่าเจี้ยงพยักหน้า พลางกล่าวชม
“จืออี้ เจ้ายิงเกาทัณฑ์แรงดึงสามต้านได้อย่างแม่นยำประหนึ่งจับวาง แค่ไม่ธรรมดานั้นดูถ่อมตัวเกินไปหรือเปล่า ในความคิดข้า ในใต้หล้านี้มีทักษะการยิงเกาทัณฑ์พอ ๆ กับเจ้ามีน้อยมาก!”
ไทสูจู้ยิ้ม ไม่ปฏิเสธแต่อย่างใด เขาเองก็มั่นใจในทักษะการยิงเกาทัณฑ์ของตัวเองเช่นกัน ถึงขนาดคิดว่าฮองตงเป็นเพียงคนเดียวในใต้หล้าที่แข็งแกร่งกว่าเขา!
“นายท่านรู้หรือไม่หากยิงเกาทัณฑ์ขณะขี่ม้า ข้าต้องใช้ระห่างกี่ก้าวถึงจะยิงเข้าเป้า?”
“ห้าสิบก้าวรึ”
ไทสูจู้ส่ายหน้า
“สี่สิบก้าว?”
“สามสิบก้าว?”
เล่าเจี้ยงเริ่มประหวั่นมากขึ้นเรื่อย ๆ ถึงขนาดรู้สึกว่าเขาพูดน้อยเกินไปหรือเปล่า!
ไทสูจู้แบนิ้วออกมาด้วยสีหน้าจริงจังยิ่งยวด
“ก้าวเดียวก็ไม่ได้!”
“นี่…?”
เล่าเจี้ยงมองอีกฝ่ายอย่างไม่เชื่อสายตา ข้างหูก็มีคำพูดที่น่าตกใจยิ่งกว่าของฮองตงดังเข้ามา
“จืออี้หาได้กล่าวเกินจริง ขณะขี่ม้า ความแม่นยำของข้าก็จะลดลงอย่างมากเช่นกัน สามารถรักษาความแม่นยำได้เพียงขอบเขตหนึ่งหมี่เท่านั้น”
หลังจากที่ฮองตงพูดเช่นนี้ ทุกคนพลันเงียบไป
ในด้านการยิงเกาทัณฑ์ แม้แต่ตัวเขาเองยังทำไม่ได้ คนที่สามารถทำได้ในใต้หล้าเกรงว่าไม่มีแล้ว!
โดยเฉพาะเล่าเจี้ยง ที่โดนความจริงโถมเข้าใส่อย่างจัง
ในความรู้ของเขา การขี่ม้าในขณะยิงเกาทัณฑ์นั้นเป็นเรื่องยาก แต่ก็ไม่น่าจะยากขนาดนั้นไม่ใช่หรือ?
“ฮั่นเซิง หากหน้ากระบวนทัพมีขุนพลกำลังต่อสู้กัน และเจ้าควบม้ายิงเกาทัณฑ์ เจ้าจะสามารถปลิดชีพได้เลยหรือไม่?”
นักท่องเวลายังไม่ยอมแพ้ และพยายามนึกถึงฉากที่ฮองตงยิงกวนอูในพงศาวดารสามก๊ก
“หากเพียงทำร้ายคู่ต่อสู้ก็อาจจะได้ ทว่าจะปลิดชีพไปเลยนั้น…”
“คงแล้วแต่ฟ้าดิน!”
เล่าเจี้ยงห่อเหี่ยวจนนั่งไม่ติด หากฝึกหน่วยขี่ม้ายิงเกาทัณฑ์ แต่ล้มเหลวในการโจมตีในสงคราม จะไม่เป็นที่หัวเราะเยาะหรือ?
“นายท่าน…”
เสียงของกาเซี่ยงปลุกเล่าเจี้ยงให้ตื่น
แม่ทัพเล่ามองกุนซือปีศาจอย่างคาดหวัง ปรารถนาจะได้ยินแผนการอันชาญฉลาด
“นายท่านรู้หรือไม่ ตั้งแต่ยุคสงครามรณรัฐจวบจนตอนนี้ก็ผ่านมาหลายร้อยปีแล้ว แต่เหตุใดราชสำนักกลับไม่มีหน่วยขี่ม้ายิงเกาทัณฑ์เลย”
“ข้าไม่รู้”
“เพราะต้นกำเนิดทหารขี่ม้ายิงเกาทัณฑ์ส่วนใหญ่มาจากชนเผ่า!”
“ฮ่องเต้จ้าวอู่หลิงก็เป็นเช่นนั้น ข้างกายเขารายล้อมไปด้วยพวกชนเผ่า จึงมีโอกาสพัฒนาการยิงเกาทัณฑ์บนหลังม้าได้”
เล่าเจี้ยงนึกไม่ถึงเรื่องพวกนี้จริง ๆ เขาคิดแค่ว่าฮ่องเต้จ้าวอู่หลิงสามารถทำได้ ตนก็ทำได้เหมือนกัน
“นายท่านมิต้องกังวล การขี่ม้ายิงเกาทัณฑ์หาใช่ไร้หนทางไปเสียทีเดียว เพียงแต่ตอนนี้มันยากลำบากเท่านั้น”
ดวงตาจูล่งสว่างขึ้น กาเซี่ยงกล่าวเช่นนี้ต้องมีวิธีเป็นแน่
“ท่านกุนซือกาเซี่ยง เพื่องานใหญ่ของนายท่าน โปรดชี้แนะข้าด้วย!”
“ผู้บัญชาการจูล่งมิต้องเกรงใจ”
“ความจริงทุกท่านมองพลาดไปอย่างหนึ่ง”
ฮองตงกับไทสูจู้ขมวดคิ้ว หันไปมองกาเซี่ยงด้วยสีหน้างงงวย
“อะไรหรือ?”
กาเซี่ยงแสยะยิ้มแผ่วเบา ก่อนลุกขึ้นยืน และเลียนแบบกระบวนท่ายิงเกาทัณฑ์ขึ้นไปบนท้องฟ้า
“การยิงวิถีโค้ง!”
เล่าเจี้ยงอุทานอย่างตกใจ พลางมองกุนซือปีศาจอย่างไม่อยากเชื่อ
“การยิงแบบวิถีโค้งมีความแม่นยำต่ำมิใช่หรอกหรือ”
“ถูกต้อง ทว่าหากมีทหารม้านับหมื่นยิงล่ะ? ลูกเกาทัณฑ์จะตกลงมาเหมือนห่าฝน!”
ทันใดนั้นกาเซี่ยงก็ทำมือเป็นวงกลม จากนั้นขยายออกไปให้ใหญ่สุด
“เหตุใดการขี่ม้ายิงเกาทัณฑ์ของชนเผ่าเซียนเปย และซยงหนูถึงยอดเยี่ยม นั่นเพราะมีปริมาณมหาศาล!”
“จุดประสงค์ในยุทธวิธียิงเกาทัณฑ์บนหลังม้าคือการข่มขู่ สกัดกั้น และลดจำนวนศัตรู หาใช่จบชีวิตศัตรู”
เล่าเจี้ยงพยักหน้าอย่างเข้าใจ ไม่คิดเลยว่าชักชวนกาเซี่ยงมาวันแรก อีกฝ่ายก็สอนบทเรียนให้ตัวเองแล้ว
“ที่เหวินเหอพูด คือการใช้ปริมาณสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพ!”
“หืม…” กาเซี่ยงมองไปที่เล่าเจี้ยงด้วยความประหลาดใจ ประโยคนี้ทำให้เขารู้สึกแปลกใหม่มาก “ภูมิปัญญาของนายท่านช่างสมกับคำล่ำลือจริง ๆ”
เล่าเจี้ยงรีบโบกมือ เขาไม่ได้ตั้งใจจะโอ้อวด แค่บังเอิญโพล่งคำในยุคของตนเองออกมาก็เท่านั้น
“เหวินเหอหยุดล้อเลียนข้าได้แล้ว ข้าเผลอพูดไร้สาระออกมาเท่านั้น!”
“นายท่านอย่าถ่อมตัวเลย ท่านสามารถเอ่ยเรื่องที่ข้าเข้าใจยากนี้มาได้นั่นก็พิสูจน์แล้วว่าท่านมีสติปัญญาอันเฉียบแหลมและแผนการอันล้ำลึก”
กาเซี่ยงสมกับเป็นจิ้งจอกเฒ่าจริง ๆ ไม่ปล่อยให้นายท่านลำบากใจเลยแม้แต่น้อย
เล่าเจี้ยงพยักหน้าให้กุนซือปีศาจด้วยรอยยิ้ม จากนั้นทั้งสองก็มองหน้ากันและหัวเราะ
“จูล่ง ข้ากับนายท่านพูดตั้งมากมาย เจ้าเข้าใจหรือไม่?”
สายตาของทุกคนจับจ้องไปที่จูล่ง ซึ่งทำให้ผู้บัญชาการหนุ่มรูปงามรู้สึกตึงเครียดทันที
ใบหน้าจูล่งแดงเล็กน้อย เขามองไปรอบ ๆ และใช้มือเกาหัวโดยไม่รู้ตัว
“ท่านกุนซือ ข้ายังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่…”