พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 94 การมองการณ์ไกลของเล่าเจี้ยง
บทที่ 94 การมองการณ์ไกลของเล่าเจี้ยง
“ฮองตง บัดนี้ข้าขอแต่งตั้งให้เจ้าเป็นผู้บัญชาการพลเกาทัณฑ์ โดยมีพลเกาทัณฑ์เดิมเป็นกำลังหลัก สร้างกองพลเกาทัณฑ์ขึ้นมา และขยายกองทัพเป็นสามพันนาย”
“ขอรับ!”
“ไทสูจู้ บัดนี้ข้าขอแต่งตั้งให้เจ้าเป็นผู้บัญชาการพลทหารม้าหัวหอก แบ่งทหารสองพันห้าร้อยนายจากกองทหารม้า แล้วเพิ่มเข้าไปอีกห้าร้อยนาย รวมเป็นสามพันนาย”
“จืออี้ เจ้าเข้าใจความหมายของคำว่าพลทหารม้าหัวหอกหรือไม่?”
เมื่อเห็นสายตาคาดหวังของเล่าเจี้ยง ไทสูจู้พยักหน้าอย่างหนักแน่น
“นายท่านอยากให้ทหารม้าเกราะหนักของข้าเฉียบคมดุจหัวหอก!”
เล่าเจี้ยงยกยิ้ม ตบไหล่ไทสูจู้เบา ๆ พร้อมพยักหน้าต่อเนื่อง
“ถูกต้อง! จืออี้ ข้าหวังว่าเจ้าจะกลายเป็นคมหอกที่แหลมคมที่สุดของข้า! ทะลวงขบวนทัพศัตรูอย่างไร้ปรานี!”
“ข้าจะไม่ทำให้นายท่านผิดหวัง!”
“เตียนอุย บัดนี้ข้าขอแต่งตั้งให้เจ้าเป็นผู้บัญชาการพลคุ้มกัน เลือกคนที่ห้าวหาญ สร้างกองพลคุ้มกันขึ้นมาอารักขาข้า จำนวนหนึ่งพันคน”
“นายท่านโปรดวางใจ ข้าเตียนอุยจะไม่ทำให้นายท่านผิดหวัง!”
เล่าเจี้ยงหันกลับไป มองไปยังเตียวหยุน
“จูล่ง!”
จูล่งผวา ก่อนโค้งคำนับให้เล่าเจี้ยง
“ข้าน้อยอยู่นี่ขอรับ!”
“จูล่ง บัดนี้ข้าขอแต่งตั้งให้เจ้าเป็นผู้บัญชาการพลอาชา โดยมีทหารม้าที่เหลือจากกองทหารม้าสวมเกราะหนักเป็นกำลังหลัก และเพิ่มคนไปอีกห้าร้อยนาย ขยายเป็นสามพันนาย”
“นายท่าน กองทหารม้าของข้าน้อยจะพัฒนาไปทางใด?”
จูล่งมองไปที่เล่าเจี้ยงด้วยความสับสน ไทสูจู้เป็นกองทหารม้าสวมเกราะหนัก เป็นหน่วยหลักในการเข้าโจมตี แล้วตัวเองล่ะ?
สมกับเป็นสุภาพบุรุษแห่งเสียงสัน มีความคิดละเอียดรอบคอบยิ่งนัก
เล่าเจี้ยงชื่นชมเขาในใจ หากถามว่าตนโปรดปรานใครมากที่สุด ก็คงเป็นจูล่ง
“จูล่ง ข้ารู้ว่าเจ้ามีความสามารถในการยิงเกาทัณฑ์อย่างแม่นยำดุจจับวาง เพียงแต่ไม่เคยแสดงมันออกมา”
เมื่อเล่าเจี้ยงพูดคำเหล่านี้ออกไป ไทสูจู้กับคนอื่น ๆ ก็ตกใจ
“จูล่ง! จริงเหรอ?”
ใบหน้าหล่อเหลายิ้มบาง ก่อนพยักหน้าอย่างเขินอาย
“นายท่าน ข้าน้อยไม่เคยกล่าวถึงเรื่องนี้เลย นายท่านทราบได้เยี่ยงไร?”
เล่าเจี้ยงแค่ส่ายหน้าหัวเราะไม่หยุด และไม่ได้ตอบคำถาม
ข้ารู้ได้อย่างไรน่ะหรือ? ข้าก็แค่รู้!
“จูล่ง ทหารม้าของราชวงศ์ฮั่นเรามักจะเสียเปรียบอย่างมากเมื่อต่อสู้กับชนเผ่าต่างแดน เจ้ารู้สาเหตุหรือไม่?”
“ข้าน้อยไม่ทราบ”
จูล่งตอบอย่างตรงไปตรงมา ไม่คิดโป้ปด
“พวกเจ้าเล่า มีใครรู้บ้าง?”
จู่ ๆ เล่าเจี้ยงก็นึกขึ้นมาได้ จึงกวาดตามองทุกคนในห้อง บริวารต่างมองกัน ต่างฝ่ายต่างไม่มีคำตอบ
ผ่านไปเนิ่นนาน กาเซี่ยงก็ลุกขึ้นยืน
“ในเมื่อทุกคนถ่อมตัวกันเช่นนี้ เช่นนั้นข้าพูดเอง”
ทุกคนรู้สึกอับอายจนเหงื่อตกเล็กน้อย พวกเขาหาใช่ถ่อมตัว แต่ไม่รู้จริง ๆ
“ศัตรูของราชวงศ์ฮั่นเราแทบจะอยู่ทางเหนือทั้งหมด ซึ่งชนเผ่าที่แข็งแกร่งสุด มีชนเผ่าเซียนเปย ชนเผ่าออหวน ชนเผ่าหูเชียง และชนเผ่าซยงหนู”
“ตอนนี้ชนเผ่าหูเชียงยังคงทำสงครามกับเราอยู่ ในขณะที่ชนเผ่าออหวนและเซียนเปยมักจะเข้าปล้นสะดมทางใต้ ส่วนชนเผ่าซยงหนู เนื่องจากกระจายตัวอยู่ในทางเหนือและใต้แยกจากกัน ความเสียหายจึงน้อยกว่าครั้งก่อนมาก”
ทุกคนพยักหน้า พวกเขาไม่ได้อาศัยอยู่ในเขตชายแดน จึงไม่กระจ่างแจ้งเรื่องพวกนี้เท่ากาเซี่ยง
กาเซี่ยงเหมือนจะจำประสบการณ์ตัวเองเมื่อครั้งอยู่ชายแดนได้ สีหน้าจึงดูไม่ดี
“ตอนข้ายังเด็กเคยเดินทางไปท่องเที่ยวที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือ จึงพอรู้เรื่องพวกชนเผ่าต่าง ๆ อยู่บ้าง เหตุผลหลักที่พวกชนเผ่าแข็งแกร่งนั้น เพราะทุกคนล้วนเป็นนักรบบนหลังม้า”
“สิ่งนี้เห็นได้ชัดมากในเซียนเป่ย ออหวน และซยงหนู! พวกเขาแทบจะเกิดอยู่บนหลังม้า และอยู่บนม้ามาทั้งชีวิต!”
ไทสูจู้ถามด้วยความสงสัย “ความหมายของท่านกุนซือคือ ทักษะการขี่ม้าของพวกเขาดีกว่าของเราหรือ?”
กาเซี่ยงพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม จากนั้นก็ส่ายหน้า
“คนที่เติบโตมาบนหลังม้าย่อมมีทักษะสูงกว่าพวกเราที่เริ่มเรียนการขี่ม้าภายหลังมาก ทว่าความต่างของทักษะการขี่ม้าไม่ได้ห่างมากขนาดนั้น”
“แล้วอะไรคือความต่างที่ใหญ่ที่สุดกัน?”
เมื่อเผชิญกับคำถามของไทสูจู้ กาเซี่ยงไม่ได้พูดอะไร แต่หรี่ตาไปยังซุนฮิว
ทั้งสองคู่ที่ปรึกษาฝ่ายซ้ายขวา กุนซือปีศาจทั้งไม่อยากโดดเด่นลำพัง ทั้งอยากทดสอบความรู้ลึกซึ้งของเพื่อนร่วมงานด้วย
ทุกคนมองไปตามสายตาของกาเซี่ยง พลันสายตาทุกคนจ้องไปที่บัณฑิตหนุ่มเป็นตาเดียว
“ความต่างที่ใหญ่ที่สุดอยู่ที่ม้าศึก และทักษะยิงเกาทัณฑ์บนหลังม้า”
ซุนฮิวโพล่งออกมาโดยไม่ลังเล
“ถูกต้อง…”
กาเซี่ยงมองบัณฑิตหนุ่มด้วยความชื่นชม ก่อนพยักหน้าให้อีกฝ่ายพูดต่อ
“ทหารฮั่นเราส่วนใหญ่เป็นทหารราบ ในอดีตฮ่องเต้ฮั่นเกาจู่นำทัพสองแสนออกรบกับชนเผ่าซยงหนู แต่กลับไปติดอยู่ในภูเขาไป๋เติงซาน สุดท้ายต้องติดสินบนศัตรูจำนวนมากถึงสามารถหลบหนีออกมาได้ ซึ่งสาเหตุนั้นเป็นเพราะกองทหาร”
“กองทัพสองแสนนายของฮ่องเต้ฮั่นเกาจู่ อย่างน้อยหนึ่งแสนห้าหมื่นนายล้วนเป็นทหารราบ แต่กองทัพสามแสนนายของชนเผ่าซยงหนู ล้วนเป็นทหารม้าทั้งหมด”
“ท่านกุนซือ เมื่อทหารราบชั้นยอดตั้งค่ายกล ทหารม้าคงไม่รับประกันว่าจะชนะหรอกใช่ไหม?”
ฮองตงรู้สึกว่าซุนฮิวพูดเกินจริงไปหน่อย แม้ทหารม้าจะแข็งแกร่งแค่ไหน จะไม่มีทางเอาชนะได้จริงหรือ?
“ถูกต้อง หากทหารม้าพุ่งเข้าใส่อย่างสุ่มสี่สุ่มห้า ทหารราบสามารถต้านทานได้โดยอาศัยค่ายกล”
“แต่หากทหารม้าไม่บุกโจมตีล่ะ?”
ฮองตงขมวดคิ้ว รู้สึกงุนงงอย่างมาก ไม่บุกโจมตีหมายความว่าอย่างไร?
“ท่านกุนซือ หากทหารม้าไม่บุกโจมตีจะมีกำลังสู้รบได้อย่างไร?”
ซุนฮิวไม่ได้ตอบในทันที แต่พูดคำหนึ่งออกมา “ขี่ม้ายิงเกาทัณฑ์…”
“ขี่ม้ายิงเกาทัณฑ์!?”
พวกนักรบทั้งสี่อุทานพร้อมกัน คำนี้ทำให้พวกเขาตกใจ!
แม้แต่พลเกาทัณฑ์ธรรมดา ก็มีเงื่อนไขต่อทหารราบมากแล้ว ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงความยากในการยิงเกาทัณฑ์บนหลังม้าเลย!
“ท่านกุนซือ ท่านหมายถึงขี่ม้าบุกโจมตีไปด้วย ยิงเกาทัณฑ์ไปด้วยหรือ?”
จูล่งเหมือนจะไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่นัก จึงรีบขอคำแนะนำจากซุนฮิว
“ใช่แล้ว ‘ขี่ม้ายิงเกาทัณฑ์’ ความหมายตามชื่อเลย”
“เป็นเช่นนี้นี่เอง เช่นนั้นทหารราบก็ไม่มีทางเอาชนะทหารม้าได้! ไล่ตามก็ตามไม่ทัน แถมยังถูกยิงโจมตีด้วย”
จู่ ๆ จูล่งเข้าใจในทันที นี่เองคือจุดประสงค์ของเล่าเจี้ยง
“นายท่าน นายต้องการให้ข้าฝึกกองพลอาชาให้เป็นกองทหารม้ายิงเกาทัณฑ์หรือ?”
“ใช่แล้ว!”
เล่าเจี้ยงพยักหน้า “สิ่งที่กุนซือทั้งสองกล่าวเมื่อครู่คือสิ่งที่ข้าอยากจะพูดกับพวกเจ้า! พวกเจ้ารู้จักเรื่องราวกระบวนรบทหารม้าชนเผ่าเหนือของฮ่องเต้จ้าวอู่หลิง*[1] หรือไม่?”
ข้อมูลนี้บันทึกไว้ใน ยุทธศิลป์ยุครณรัฐ*[2] เล่าเจี้ยงเดาว่าด้วยปัจจัยหลาย ๆ อย่างของพวกเขาน่าจะเข้าถึงไม่ได้
ตามคาด ทั้งสี่ต่างส่ายหน้า แสดงออกว่าไม่รู้
“ในยุครณรัฐ หลังจากฮ่องเต้จ้าวอู่หลิงขึ้นครองบัลลังก์ อำนาจของรัฐจ้าวก็เสื่อมถอยลง แม้แต่เมืองเล็ก ๆ โดยรอบต่างมารังแก ฮ่องเต้จ้าวอู่หลิงมีใจอยากปฏิรูปบ้านเมือง จึงเสาะแสวงหาหนทางไปทั่วทุกที่”
“ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของรัฐจ้าว คือทิศตะวันออกเฉียงเหนือติดกับเผ่าตงหู ทิศเหนือติดกับเผ่าซยงหนู ทิศตะวันตกเฉียงเหนือติดกับเผ่าหลินหู มีชนเผ่าโหลวฝานเป็นพรมแดน ชนเผ่าเหล่านี้อาศัยอยู่แบบเร่ร่อน เก่งในการขี่ม้ายิงเกาทัณฑ์มาก และมักจะโจมตีชายแดนรัฐจ้าวด้วยวิธีนี้”
“ฮ่องเต้จ้าวอู่หลิงพบว่าทักษะการขี่ม้ายิงเกาทัณฑ์ของชนเผ่าหูนั้นแข็งแกร่งกว่าทหารม้าหัวหอกของทางการมาก อีกทั้งยังมีความยืดหยุ่นและความคล่องตัวก็แข็งแกร่งกว่ามากด้วย”
“ฮ่องเต้จ้าวอู่หลิงจึงเสนอแนวคิดเลียนแบบชุดรบกับการยิงเกาทัณฑ์บนหลังมาของชาวหู ผลเป็นไปตามที่เขาคิด รัฐจ้าวกลายเป็นมหาอำนาจทางทหารทันใด และทำลายเมืองเล็ก ๆ ที่มักรุกรานเข้าไปจนสิ้น!”
เมื่อจูล่งได้ยินเช่นนี้ก็เข้าใจความหมายของเล่าเจี้ยงทันที จึงรู้สึกตกตะลึงอย่างมาก!
เมื่อเทียบกับพวกฮองตง ตัวเองเข้ามาท้ายสุดแต่ไม่คิดเลยว่าไม่เพียงแต่ได้รับการปฏิบัติเหมือนเดียวกับผู้อาวุโสเท่านั้น แต่ยังได้รับความไว้วางใจให้รับผิดชอบหน้าที่สำคัญด้วย!
“นายท่าน! จูล่งจะไม่ทำให้นายท่านผิดหวัง”
เห็นจูล่งเอ่ยคำสัตย์ออกมา พยัคฆ์เกาทัณฑ์ฮองตงก็อดส่ายหน้าไม่ได้
“จูล่ง! เจ้ารู้ความยากของคำว่าขี่ม้ายิงเกาทัณฑ์หรือไม่?”
“ต่อให้ต้องสะบั้นภูเขาเผาทะเล จูล่งก็จะไม่หน้านิ่วคิ้วขมวด”
ตอนนี้จูล่งซาบซึ้งในความไว้วางใจของเล่าเจี้ยง จนไม่หวั่นกลัวความยากลำบากใด ๆ แล้ว
เฮ้อ… ยังเด็กเกินไปจริง ๆ ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ
ฮองตงถอนหายใจ ทว่ายังตั้งใจจะสาดน้ำเย็นใส่เจ้าหนุ่มหน้าหล่อให้ตื่นอยู่
“จูล่ง เจ้ามีความมั่นใจเช่นนี้ ในฐานะพี่ก็ไม่ควรพูดมาก ทว่ามันเป็นเรื่องใหญ่ของนายท่าน ข้ายังต้องพูดเสียหน่อย”
จูล่งต่างไปจากที่ฮองตงคิดไว้ เขาไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ ตรงข้ามยังขอคำแนะนำอย่างถ่อมตัวด้วย
“เชิญพี่ฮั่นเซิงว่ามาได้เลย”
“จูล่ง เมื่อห้าปีก่อน นายท่านสั่งให้ข้าฝึกพลเกาทัณฑ์ เรื่องนี้เจ้าน่าจะรู้”
จูล่งพยักหน้า เขารู้ว่าพลเกาทัณฑ์เหล่านี้มีกำลังรบน่าทึ่งมาก และเคยปกป้องเล่าเจี้ยงอย่างสุดชีวิต
“มีแค่หนึ่งร้อยคน แต่เจ้ารู้ไหมว่าข้าคัดเลือกนานแค่ไหน?”
ฮองตงยื่นมือออกมา ทำท่าทาง
“ข้าใช้เวลาครึ่งปีถึงเลือกหนึ่งร้อยคนจากสองพันกว่าคนมาได้!”
“อะไรนะ!”
[1] กระบวนรบทหารม้าชนเผ่าเหนือของฮ่องเต้จ้าวอู่หลิง เป็นเรื่องราวกระบวนรบทหารม้าชนเผ่าเหนือ เปรียบว่า ต้องไม่ดื้อดึงดักดาน ต้องรู้จักเรียนรู้จุดแข็งของคนอื่น และต้องกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง
[2] ยุทธศิลป์ยุครณรัฐ หรือจ้านกว๋อฉื่อ เขียนโดย หลิวเซี่ยง ขุนนางสมัยราชวงศ์ฮั่น ว่าด้วยกลยุทธิ์ต่าง ๆ
ที่ใช้ในยุคที่แผ่นดินแบ่งออกเป็นนานารัฐ หรือ ยุครณรัฐ