พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 97 แผนหลงจงฉบับลกเอี๋ยง
บทที่ 97 แผนหลงจงฉบับลกเอี๋ยง
ในเวลานี้ซัวเอี๋ยมเหมือนอย่างที่ซัวหยงว่า ร่ำไห้ตลอดทั้งวัน และซูบผอมลงไปมาก
“พี่หญิง ท่านเสียใจปานนี้ ไยไม่คิดหาทางบอกพี่เล่าเจี้ยงเล่า?”
ซัวหลิงน้อยมองพี่สาวตัวเองอย่างไม่เข้าใจ ผ่านมาหนึ่งเดือนกว่าแล้ว พี่สาวตนเอาแต่ร้องไห้เช่นนี้ ตอนนี้ก็ซูบผอมลงไปอย่างมาก
คล้ายกับซัวเอี๋ยมไม่ได้ยินคำพูดน้องสาว เอาแต่มองออกไปนอกหน้าต่างด้วยน้ำตาคลอหน่วย
พี่เล่าเจี้ยง ข้าควรทำเช่นไรดี
เอี๋ยมเอ๋อร์คิดถึงท่านที่สุด… ทว่าไม่อยากทำให้บิดาลำบากใจ และยิ่งไม่อยากทำให้พี่เล่าเจี้ยงต้องทนทุกข์ทรมานเพราะข้า
เพราะเหตุใดกัน เหตุใดสวรรค์ถึงทำกับข้าเช่นนี้
“มัจฉาจมวารี ปักษีตกนภา จันทร์หลบโฉมสุดา มวลผกาละอายนาง”
ซัวเอี๋ยมอดรำพันบทกวีที่เล่าเจี้ยงเขียนให้ตัวเองไม่ได้ มีเพียงการเฝ้าคิดถึงเล่าเจี้ยงเท่านั้นที่ทำให้นางรู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย
“พี่หญิง ผู้ใดแต่งบทกวีชมโฉมนี้รึ คนผู้นี้ต้องงดงามมากเป็นแน่!”
ซัวหลิงไม่อ้อมค้อม พลันปลุกพี่สาวให้ตื่นขึ้นมาจากห้วงภวังค์ ซัวเอี๋ยมรีบหยิบกระจกทองเหลือง แล้วมองเงาสะท้อนตัวเองอย่างจริงจัง
นางตกตะลึงทันที ตัวเองในกระจกยังมีความงดงามอยู่ที่ไหนกัน?
ทั้งดวงหน้าตอบผอม เผยให้เห็นกระดูกเล็กน้อย ดูซีดเซียวยิ่งนัก
ทันใดนั้นซัวเอี๋ยมยิ้มขึ้นมาอีกครั้ง ทว่าเป็นรอยยิ้มที่น่าสังเวช
“บางที สภาพเช่นนี้พี่เล่าเจี้ยงอาจจะไม่ชอบข้าแล้วก็ได้…”
“เอ่อ…”
เมื่อเห็นท่าทางของพี่สาว ซัวหลิงก็ตกใจอย่างมาก
“พี่หญิง ท่านเป็นอะไรไป ท่านอย่าทำให้ข้ากลัว”
“น้องหญิง เจ้าไปแจ้งแก่บิดาเถิด… ว่าพี่ตกลง”
“พรุ่งนี้พวกเราออกเดินทางไปยังลกเอี๋ยงเถิด!”
ซัวเอี๋ยมมองซัวหลิงพลางส่ายหัวเบา ๆ นางตัดสินใจแล้ว
แม้การตัดสินใจนี้จะทำให้หญิงงามเจ็บปวดจนแทบไม่อยากมีชีวิตอยู่ นางก็ยังเลือกที่จะทนมันด้วยตัวเอง
เพราะซัวเอี๋ยมทั้งอยากช่วยกอบกู้ลาภยศชื่อเสียงให้บิดา ทั้งไม่อยากทำให้เล่าเจี้ยงลำบาก
หลังเวลาล่วงเลยไปหนึ่งเดือนกว่า ในที่สุดซัวเอี๋ยมก็เลือกที่จะทำให้ตัวเองเสียใจไปตลอดชีวิต!
ทั้งหมดนี้ เล่าเจี้ยงไม่รู้เลย เขายังคงวางแผนงานใหญ่กับกุนซือทั้งสองคน และยังคงรอนางในดวงใจกลับมาเมืองหลวงอย่างเปี่ยมสุข
“พี่กงต๋า ต่อไปเราจะไปขยายอาณาเขตไปยังแคว้นเอ๊กจิ๋ว ไม่ทราบว่าเรื่องครอบครัวของพี่…”
เล่าเจี้ยงมองไปที่ซุนฮิวด้วยความลำบากใจ เขาเองก็ไม่อยากให้ครอบครัวของอีกฝ่ายจากมาตุภูมิไปไกล ทว่าไม่มีทางอื่นแล้ว
ซุนฮิวเข้าใจเจตนาอีกฝ่ายทันที จึงตอบกลับอย่างมีความสุข
“นายท่านโปรดวางใจ ภรรยากับมารดาของข้าล้วนอยู่ในลกเอี๋ยง ตระกูลซุนแห่งเมืองเอ่งช้วนก็ไม่มีอะไรต้องเป็นห่วง”
แม้จะเป็นเช่นนั้น ทว่าเล่าเจี้ยงยังคงละอายใจมาก
“ทำให้พี่ต้องจากบ้านเกิดเมืองนอน เป็นความผิดของข้าจริง ๆ!”
ซุนฮิวไม่ได้ใส่ใจเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม กลับตอบเล่าเจี้ยงด้วยรอยยิ้ม
“นายท่านไม่ต้องทำเช่นนี้ หากทำตามแผนของนายท่าน เกรงว่าอีกไม่นาน ข้าคงได้สวมเสื้อไหมปักกลับบ้านเกิด!”*[1]
“ฮ่า ๆ ๆ พี่กงต๋าไม่ธรรมดาจริง!”
“พวกเราร่วมแรงร่วมใจกัน ต้องกวาดล้างความวุ่นวาย และฟื้นฟูราชวงศ์ฮั่นได้แน่นอน!”
แม้เล่าเจี้ยงจะแหงนหน้าหัวเราะขึ้นฟ้า ทว่าดวงตาเปี่ยมด้วยรู้สึกซาบซึ้ง
ซุนฮิวเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์มากจริง ๆ ไม่คิดเลยว่าเขายังเป็นห่วงความรู้สึกของเล่าเจี้ยงด้วย!
หากการรวมแผ่นดินเป็นหนึ่งง่ายเช่นนี้ คงไม่มียุครณรัฐมานานหลายร้อยปี!
“นายท่าน”
“ข้าน้อยมีคำถาม ไม่ทราบนายท่านไขข้อสงสัยให้ได้หรือไม่?”
หลังจากได้ยินคำพูดของกาเซี่ยง เล่าเจี้ยงหุบรอยยิ้มทันใด และพยักหน้าให้เขา
“เชิญว่ามาได้เลย!”
“เหตุใดนายท่านถึงเลือกดินแดนแคว้นเอ๊กจิ๋ว?”
ซุนฮิวพยักหน้าตาม ความจริงเขาเองก็สงสัยเช่นกัน ทว่าหากถามคำถามนี้ไปคงไม่ค่อยเหมาะเท่าไหร่
อย่างไรเสียก็เกี่ยวข้องถึงการจากบ้านเกิดเมืองนอน หากเขาปริปากถาม คงทำให้เล่าเจี้ยงรู้สึกว่าตนไม่เต็มใจที่จากบ้าน
เล่าเจี้ยงหัวเราะ พลันเข้าใจเจตนาของกาเซี่ยงทันที
ได้สิ เริ่มทดสอบเจ้านายแล้วสินะท่านที่ปรึกษา!
ทว่าเขามีความคิดเป็นของตัวเองนานแล้ว การเลือกฐานที่มั่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากความคิดชั่ววูบ
“ประการแรก กบฏโพกผ้าเหลืองส่วนใหญ่อยู่ในแคว้นกิจิ๋วและในแว้นแคว้นใกล้เคียง พื้นที่ในที่ราบภาคกลางกับฮ่อปักได้รับผลกระทบสาหัส ผู้คนในพื้นที่จักต้องอ่อนระโหยโรยแรงมาก”
“ประการที่สอง บัดนี้ในใต้หล้านอกจากฝ่าบาทแล้ว ผู้ที่ทรงอิทธิพลที่สุดน่าจะเป็นตระกูลอ้วนแห่งยีหลำ! บ้านนี้ล้วนเป็นขุนนางมาสี่ยุคสมัย มีลูกศิษย์ และลูกน้องเก่ากระจายอยู่ทั่วทุกที่! ในแผ่นดินโกลาหลเช่นนี้ ตระกูลอ้วนต้องใช้โอกาสนี้ผงาดขึ้นมา ที่ราบภาคกลางกับฮ่อปักต้องเป็นเป้าหมายพวกเขาแน่ หากต่อสู้แย่งชิงกับพวกเขาในที่ราบภาคกลางตอนนี้ จะเป็นการกระทำที่ไม่ฉลาดเอามาก ๆ!”
“ประการที่สาม ใต้หล้าที่ไร้ผู้ใดมาช่วงชิง เหลือเพียงแคว้นเกงจิ๋ว แคว้นเอียงจิ๋ว แคว้นเอ๊กจิ๋ว แคว้นเลียงจิ๋วแล้วก็แคว้นเกียวจิ๋ว”
ซุนฮิวพยักหน้า “ใช่แล้ว เหตุใดนายท่านไม่เลือกแคว้นเกงจิ๋วหรือแคว้นเอียงจิ๋วเล่า?”
หากไม่รู้เรื่องราวในประวัติศาสตร์ตลอดสองพันกว่าปี ไม่แน่เล่าเจี้ยงคงตอบคำถามไม่ได้จริง ๆ
‘ข้าลอกเขามา’ จะพูดแบบนั้นไปได้อย่างไรกัน!?
แต่น่าเสียดาย นักท่องเวลาที่คุ้นเคยกับประวัติศาสตร์ดี เขาเข้าใจรูปแบบการแก่งแย่งอำนาจในยุคสงครามอาวุธเย็นมาก*[2]
มีเพียงกุมอำนาจทหารม้าเท่านั้น ถึงจะสามารถครอบครองใต้หล้าได้!
ข้อได้เปรียบเพียงอย่างเดียวของนักท่องเวลาคือ เขารู้ว่าเส้นทางไหนเป็นเส้นทางแก่งแย่งอำนาจที่ถูกต้องที่สุด!
เล่าเจี้ยงหยิบยกคำวิจารณ์แคว้นเกงจิ๋วของจูกัดเหลียงในประวัติศาสตร์มาใช้อธิบายทันที
“เกงจิ๋วเหนือมีแม่น้ำ ใต้จรดทะเล ติดกับง่อก๊กและจ๊กก๊ก คือแหล่งยุทธภูมิ…”
มีทั้งแม่น้ำและทะเล จะรบด้วยทหารม้าหรือเรือ ก็ล้วนมีชัยภูมิที่ดี
“ถูกต้อง แล้วเหตุใดนายท่านจึงไม่เลือก?” ซุนฮิวถาม
เล่าเจี้ยงยกยิ้ม พลางลุกยืนช้า ๆ เดินไปด้วย กล่าวไปด้วยเช่นนักปราชญ์
“เกงจิ๋วเป็นแหล่งยุทธภูมินั้นจริงอยู่ ทว่าก็เป็นยุทธภูมิรบสี่ด้านเช่นกัน! หากยึดแคว้นเกงจิ๋วเป็นฐานที่มั่น คงหลีกหนีการโจมตีทั้งสี่ด้านของศัตรูไม่พ้น!”
“อีกอย่าง น่านน้ำของแคว้นเกงจิ๋วซับซ้อน ทั้งยังเป็นหลุมเป็นช่องตามธรรมชาติ กองทัพเรือมิอาจป้องกันได้!”
“แคว้นเอียงจิ๋วก็เหมือนกัน มีแต่กองทัพนาวาแข็งแกร่งเท่านั้นจึงจะสามารถพิชิตเกงเอียงได้! ซึ่งแน่นอนว่ายังมีสาเหตุสำคัญที่สุดอีกอย่าง”
“ผู้คนต่างรู้ ใต้มีเรือเหนือมีม้า แดนใต้ไร้ม้าศึก ทว่าฮ่อปักกับที่ราบภาคกลางเป็นท้องทุ่งราบเรียบ หากไร้ทหารม้า จะแก่งแย่งอำนาจครอบครองใต้หล้าได้เยี่ยงไร?”
“เกงจิ๋ว เอียงจิ๋วได้แค่ต้องแบ่งดินแดน ข้าเล่าเจี้ยงมีใจทะเยอทะยาน จะจำกัดตัวเองอยู่แต่ในพื้นที่คับแคบได้อย่างไร”
เป็นความทะเยอทะยานที่ดี!
กาเซี่ยงและซุนฮิวชื่นชมอยู่ในใจ แค่จุดนี้เพียงอย่างเดียว เล่าเจี้ยงก็คู่ควรกับความจงรักภักดีของพวกเขาแล้ว
“นี่เป็นสาเหตุที่ข้ายึดครองแคว้นเลียงจิ๋วในก้าวที่สองด้วย แคว้นเอ๊กจิ๋วเส้นทางกันดาร แต่พื้นที่กว้างขวาง อุดมสมบูรณ์ดุจเมืองสวรรค์ ขอเพียงเฝ้ารักษาการณ์ปากเขื่อนสามผาทางทิศตะวันตกไว้ให้ได้ ทหารเกงจิ๋วแสนนายก็จะไม่มีทางผ่านไปได้ ทางเหนือเฝ้ารักษาการณ์ด่านเองเปงก๋วน ทหารในเมืองกวนจงทำได้แค่แค่มองเหตุการณ์พลางถอนหายใจเท่านั้น!”
“ถึงครานั้นแค่ต้องจัดการพวกป่าเถื่อนแดนใต้ แล้วรวมแคว้นเอ๊กจิ๋ว ตั้งกองประจำการในเมืองฮั่นต๋ง ลากไปจรดทางเหนือของแคว้นเลียงจิ๋ว!”
เล่าเจี้ยงกล่าวอย่างฮึกเหิมเร่าร้อน ราวกับวางแผนมาอย่างดีอยู่แล้ว
แม่ทัพหนุ่มมั่นใจกับแผนของตัวเองอย่างมาก เพราะตนเองอ้างอิงความรู้จากเหตุการณ์ประวัติศาสตร์มากกว่าสองพันปี
เขารู้ว่าที่ราบตอนกลางกับฮ่อปักอย่างเกงจิ๋วเจริญรุ่งเรืองมากกว่า ทว่าตรงนั้นมีตัวแปรใหญ่เกินไป
ไหนจะเผชิญกับศัตรูที่แข็งแกร่งอย่างโจโฉ อ้วนเสี้ยว และอ้วนสุด จากนั้นต้องเผชิญกับสภาวะยากลำบากจากการถูกศัตรูโจมตีทุกด้าน ซึ่งเทียบกับการเดินตามเส้นทางเดิมของพระเจ้าฮั่นเกาจู่
ย้อนไปในมหาสงครามสามก๊ก สองก๊กที่เข้าปะทะกันบ่อยครั้งคือวุยก๊กของโจโฉ กับจ๊กก๊กของเล่าปี่
ถ้าเล่าเจี้ยงเข้าใจยุทธศาสตร์กุนซือของทั้งสองฝ่ายอย่าง ซุนฮก กับ จูกัดเหลียง ถูกต้องล่ะก็…
ซุนฮกหมายจะช่วยโจโฉยึดที่ราบภาคกลาง โดยวางกลยุทธ์แบบแบ่งแผ่นดินเป็นสองส่วน มีแค่แผ่นดินวุยก๊กกับแผ่นดินง่อก๊กของซุนกวน
จูกัดเหลียงยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึง เขาแบ่งแผ่นดินเป็นสามส่วนของสามก๊ก โดยคิดจะยึดแคว้นเกงจิ๋ว เพื่อสถาปนาเล่าปี่เป็นฮ่องเต้
ตามบันทึกในประวัติศาสตร์ ซุนฮิวเก่งในเรื่องกลยุทธ์ ชำนาญการวางแผนเดินทัพออกรบและกำหนดพิชัยสงคราม ซึ่งมีศักยภาพในการออกศึกแข็งแกร่งมาก
ส่วนกาเซี่ยงเป็นนักยุทธศาสตร์ อาจกล่าวได้ว่าวางจุดยืนได้แยบยล และปรับตัวกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงได้
ส่วนทั้งสองจะมีความสามารถในการวางแผนกลยุทธ์และยุทธศาสตร์ที่เป็นรูปธรรมแข็งแกร่งหรือไม่ มีความคิดเห็นเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองหรือเปล่า เล่าเจี้ยงไม่แน่ใจ
“ทั้งสองท่าน นโยบายแและยุทธศาสตร์ของข้า มีอะไรผิดตรงไหนหรือไม่?”
เล่าเจี้ยงมั่นใจอย่างมาก เพราะมียุทธศาสตร์ของจูกัดเหลียงอยู่ในหัว หลังต้องสูญเสียแคว้นเกงจิ๋วไป สถานที่น่าพึงใจมากที่สุดก็คือแคว้นเลียงจิ๋ว!
ซุนฮิวกับกาเซี่ยงตกอยู่ในภวังค์ความคิด หากให้พวกเขาวางยุทธศาสตร์แคว้นเอ๊กจิ๋วที่อยู่ห่างไกลไม่มีทางเป็นเป้าหมายแรกแน่นอน
เล่าเจี้ยงเองก็บอกแล้ว แคว้นเอ๊กจิ๋วเส้นทางกันดาร ขอบเขตกว้างขวาง เช่นนั้นการขนส่งเสบียงและหญ้าต้องเป็นเรื่องยากลำบากมาก หากประมาทก็อาจจะติดอยู่ในรัฐปาสู่ก็เป็นได้!
แต่เมื่อมองจากอีกมุมหนึ่ง แผนของนายท่านละเอียดรอบคอบมาก แต่ละก้าวเชื่อมโยงกัน จนมองข้อบกพร่องใหญ่ ๆ ไม่ออกเลย
ขอแค่ปฏิบัติตามแผนไปทีละขั้นก็จะบรรลุเป้าหมายในที่สุด…
ซุนฮิวมองตามแผนการเล่าเจี้ยงไปเรื่อย ๆ ระหว่างจับต้นชนปลายนั้นเอง ใครคนหนึ่งก็เริ่มยิงคำถามออกมา
“ทุกท่าน ปัญหาใหญ่ที่สุดในตอนนี้คือการยึดแคว้นเอ๊กจิ๋ว ต้องใช้กำลังแย่งชิง หรือว่า…”
[1] สวมเสื้อไหมปักกลับบ้านเกิด หมายถึง คนที่จากบ้านเกิดไปทำงานจนประสบความสำเร็จและกลับมาช่วยเหลือครอบครัวญาติมิตร
[2] ยุคของสงครามอาวุธเย็นนั่นคือ ยุคของสงครามที่ไม่ใช้ระเบิด ดินปืนหรือปืนใหญ่ในการหํ้าหั่นกันแต่จะเป็นยุคของการใช้อาวุธต่าง ๆ นานา ในการฟันหรือฆ่ากันซึ่งเรียกว่าอาวุธเย็น เช่น ดาบ ทวน กระบี่ ขวาน ลูกตุ้ม และอื่น ๆ