พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 98 การเปลี่ยนแปลงของสภาพจิตใจเล่าเจี้ยง
บทที่ 98 การเปลี่ยนแปลงของสภาพจิตใจเล่าเจี้ยง
กาเซี่ยงโพล่งขึ้น แม้ยุทธศาสตร์จะดีมาก ทว่าก้าวแรกมักจะยากที่สุด
นั่นสิ… เหตุใดข้าถึงนึกปัญหานี้ไม่ออกกัน!?
ซุนฮิวแอบถอนหายใจ ตนมักจะคิดวางแผนหลังจากผ่านเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้ว ไม่เคยสนใจปัญหาที่ยากที่สุด ว่าจะยึดแคว้นเอ๊กจิ๋วอย่างไร
นั่นมันแคว้นในเขตปกครองของท่านเล่าเอี๋ยนไม่ใช่หรือ!?
“บัดนี้กลุ่มโพกผ้าเหลืองออกอาละวาดตามพื้นที่ต่าง ๆ ฝ่าบาทให้ทุกแว่นแคว้นระดมกำลังพลเข้าปราบกันเอง ในความเห็นข้า อีกไม่กี่ปีฝ่าบาทต้องส่งคนของเชื้อพระวงศ์ไปแว้นแคว้นต่าง ๆ เพื่อรักษาสมดุลของแผ่นดินไว้”
“บิดาข้าเล่าเอี๋ยนตอนนี้เป็นเจ้ากรมราชวงศ์ ค่อนข้างได้รับความไว้วางใจจากฝ่าบาท ข้าจะหาโอกาสให้เขาขอให้ตัวเองเดินทางไปยังแคว้นเอ๊กจิ๋ว”
“ที่แท้นายท่านก็มีแผนแล้วนี่เอง!”
ซุนฮิวเลื่อมใสในตัวเล่าเจี้ยงอีกครั้ง ที่แท้เขาคิดทุกอย่างไว้แล้วนี่เอง ทว่ายังมีปัญหาสำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง
“นายท่าน แม้ใต้เท้าเล่าเอี๋ยนจะครองอำนาจในแคว้นเอ๊กจิ๋ว ทว่านายท่านเป็นบุตรชายคนที่สี่ ท่านยังมีพี่ชายอีกสามคน”
“ใช่แล้ว นี่ก็เป็นปัญหาที่ยากเช่นกัน”
กาเซี่ยงเห็นด้วยอย่างมากกับปัญหาของซุนฮิว ตั้งแต่โบราณมาลูกชายคนโตจะสืบทอดกิจการมรดกของครอบครัวต่อ
ในฐานะที่เล่าเจี้ยงเป็นลูกชายคนที่สี่… ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ถึงเขา
เล่าเจี้ยงยิ้มอย่างขมขื่นครู่หนึ่ง เขาเองก็ไม่สามารถตอบคำถามทั้งสองได้
ในประวัติศาสตร์ พี่ชายสองคนจะเสียชีวิตในเมืองเตียงอัน ส่วนตนมีนิสัยขี้ขลาด เหมาะเป็นหุ่นเชิดจึงถูกขุนนางผลักดันให้เป็นเจ้าแคว้นเอ๊กจิ๋ว
หากเขาโดดเด่นเช่นนี้ ขุนนางในแคว้นเอ๊กจิ๋วไม่มีทางชักศึกเข้าบ้านแน่นอน
“พี่ชายทั้งสามของข้าล้วนเป็นคนที่พออ่านออกเขียนได้และด้อยประสบการณ์ พวกเขาเป็นได้แค่เจ้าหน้าที่ทางการ และไม่มีทางเป็นนายคนได้”
“ข้าตั้งใจจะดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองก่อน แล้วค่อยเคลื่อนไหวไปตามสถานการณ์”
เล่าเจี้ยงพูดอย่างคลุมเครือ ทว่าความหมายนั้นชัดเจนมาก
หลังจากบิดาตนเองตาย จะใช้กำลังเข้ายึดแคว้นเอ๊กจิ๋ว!
“ถึงครานั้นพี่น้องแตกคอกัน เกิดการต่อสู้กันภายในเป็นแน่! นายท่านจะลงมือทำได้จริงหรือ?”
กาเซี่ยงมองไปที่เล่าเจี้ยงด้วยสายตาเฉียบคม เขาต้องการมองทะลุจิตใจของเล่าเจี้ยง ทำความเข้าใจความคิดที่แท้จริงของเขา
เห็นได้ชัดว่ากาเซี่ยงกังวลมากเกินไป อย่าว่าแต่พี่ชายทั้งสามของเขาเลย แม้แต่เล่าเอี๋ยน ก็มิอาจหยุดการก้าวเดินไปข้างหน้าของเล่าเจี้ยงได้!
“ในอดีตพระเจ้าฮั่นเกาจู่กับฌ้อปาอ๋องแย่งชิงอำนาจกัน ฌ้อปาอ๋องจับพ่อของพระเจ้าฮั่นเกาจู่ไว้เพื่อต่อรองกับเขา พระเจ้าฮั่นเกาจู่ไหนจะลังเล?”
“ใช่ว่าข้า เล่าเจี้ยงจิตใจโหดเหี้ยม ไม่คำนึงถึงความสัมพันธ์ในครอบครัว เพียงแต่เมื่อต้องเผชิญกับปัญหาใหญ่ เราต้องยึดมั่นในหลักการและความเชื่อ และคงหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าไม่พ้น!”
“แต่ท่านทั้งสองไม่ต้องห่วง ข้าไม่ใช่คนฆ่าญาติมิตร ไม่มีทางทำร้ายพี่ชายถึงชีวิตแน่นอน”
เล่าเจี้ยงมีแววตาวาวโรจน์ เป้าหมายกระจ่างชัดเจน เขาไม่ลังเลที่จะเข้าปะทะกับเครือญาติแน่นอน
กาเซี่ยงเองก็มองเห็นความคิดของนายท่านทะลุปรุโปร่ง
“เช่นนั้นก็ดีแล้ว ในเมื่อนายท่านเตรียมใจไว้แล้ว เช่นนั้นข้าน้อยจะไม่พูดอะไรมากอีก”
“เหวินเหอวางใจเถิด”
เมื่อกุนซือปีศาจได้รับคำตอบที่น่าพอใจ ซุนฮิวก็ถามคำถามขึ้นมาอีกครั้ง
“แล้วนายท่านมีแผนจะตั้งฐานมั่นที่ใดหรือ?”
กาเซี่ยงเหลือบมองบัณฑิตหนุ่มอย่างชื่นชม นี่เป็นคำถามที่เขาอยากรู้เหมือนกัน
ฐานที่มั่นสำคัญมาก! เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการพัฒนาและการวางแผนระยะสั้นในอนาคต ซึ่งนี่ก็เป็นงานของกาเซี่ยงกับซุนฮิวเช่นกัน
เล่าเจี้ยงโพล่งออกมาอย่างไม่มีลังเล
“เมืองฮั่นต๋ง!”
ตามคาด!
ดวงตาของกาเซี่ยงกับซุนฮิวสว่างวาบขึ้น เป้าหมายในใจของพวกเขาคือเมืองฮั่นต๋งเช่นกัน เพียงแต่ยังต้องฟังเหตุผลของผู้เป็นนาย
“เหตุใดนายท่านถึงเลือกเมืองฮั่นต๋งหรือ?”
“แคว้นเอ๊กจิ๋วถูกเรียกขานว่าเป็นดินแดนอุดมสมบูรณ์ดุจเมืองสวรรค์ แต่ความจริงแล้วได้รับประโยชน์จากสองพื้นที่ราบเมืองเชงโต๋และเมืองฮั่นต๋ง”
“แคว้นเอ๊กจิ๋วมีครัวเรือนทั้งหมดหนึ่งล้านห้าแสนครัวเรือน และมีประชากรเจ็ดล้านกว่าคน แต่เมืองฮั่นต๋งมีเพียงหกหมื่นครัวเรือน และมีประชากรไม่ถึงสามแสนคน”
“หากมองจากมุมนี้ พื้นที่ราบเมืองฮั่นต๋งและเมืองเชงโต๋ก็คือตัวเลือกที่ดีที่สุดที่จะยึดครอง!”
เล่าเจี้ยงแอบหัวเราะอยู่ในใจที่คนสองคนนี้ถาม ทั้งที่ต่างก็รู้กันอยู่แล้ว
ข้าก็อยากตั้งฐานที่มั่นในที่ราบเมืองเชงโต๋เช่นกัน แต่บิดาข้าจะเห็นด้วยหรือ?
“ทว่าจะเอาเมืองเชงโต๋ตอนนี้เห็นทีจะไม่สะดวก”
“ข้อแรก หากพ่อข้าเป็นเจ้าแคว้นเอ๊กจิ๋ว เมืองเชงโต๋ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของเขา! สถานการณ์เช่นนี้ไม่เอื้อต่อความก้าวหน้าของเรา”
“ข้อสอง เมื่อครู่กงต๋ากล่าวมาแล้ว ข้อดีของแคว้นเอ๊กจิ๋วนั้นคือที่ราบเมืองเชงโต๋และเมืองฮั่นต๋ง ดังนั้นน้ำหนักของทั้งสองเมืองนั้นเท่ากัน! ทว่าจุดสำคัญอยู่ที่เมืองฮั่นต๋ง!”
“ข้อสาม ปัญหาทางด้านประชากร ทุกวันนี้ทุกแว้นแคว้นล้วนถูกกลุ่มโพกผ้าเหลืองวางยาพิษ จำนวนประชากรลดฮวบลงอย่างรวดเร็ว กลุ่มโพกผ้าเหลืองในแดนปาสู่นั้นมีกำลังไม่พอ ทว่ากลับยังวางยาพิษในเมืองจ๊กได้ ในขณะที่เมืองฮั่นต๋งได้รับผลกระทบน้อยมาก”
“แม้เมืองฮั่นต๋งจะมีประชากรน้อย กระนั้นผลกระทบในการเผชิญหน้ากับตระกูลขุนนางก็มีน้อยมากเช่นกัน ยามนี้เกิดกบฏโพกผ้าเหลืองในเมืองจ๊ก เป่ยกงปั่วอวี้กำลังก่อกบฏในแคว้นเลียงจิ๋ว จะต้องมีผู้ลี้ภัยหลั่งไหลเข้ามาจำนวนมากแน่นอน”
“ข้อสี่ ที่ตั้งของเมืองฮั่นต๋งเป็นแนวเขตแดนทางธรรมชาติ! มีเทือกเขาฉินหลิ่งกั้นกับเมืองกวนจง มีแม่น้ำฮั่นกั้นระหว่างเมืองซ่างยง มีด่านช่องแคบระหว่างภูเขากั้นระหว่างรัฐปาสู่! เราแค่ต้องอาศัยกองกำลังจำนวนน้อย ยับยั้งศัตรูที่แข็งแกร่ง!”
“ถึงเวลานั้นรับผู้ลี้ภัย กระตุ้นทำการเกษตร ใช้เวลาไม่นาน กองทัพเราก็จะมีเสบียงอาหารเพียงพอ ใช้ประโยชน์จากเวลา สถานที่ และผู้คน! เมื่อถึงเวลานั้น หันทัพไปหาแคว้นเอ๊กจิ๋ว ลองถามดูใครจะต้านทานได้!”
ใช่ว่าเล่าเจี้ยงเย่อหยิ่ง แผ่นดินเอ๊กจิ๋วไม่ได้อยู่ในสายตาเขาเลยจริง ๆ
ในประวัติศาสตร์ เล่าเจี้ยงที่ขลาดเขลาอย่างยิ่งสามารถปราบกบฏ และปกครองแดนปาสู่ได้ ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงเล่าเจี้ยงในตอนนี้!
แน่นอนว่ากาเซี่ยงกับซุนฮิวเองก็คิดแบบเดียวกัน พวกเขาสนใจว่าจะตั้งฐานที่มั่นที่ไหน จะพัฒนาไปอย่างไร แต่กลับไม่เคยสนใจว่าจะครองแคว้นเอ๊กจิ๋วได้อย่างไรเลย!
และเพราะพวกเขามั่นใจเหลือเกิน มั่นใจถึงขั้นว่ายึดแคว้นเอ๊กจิ๋วง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก!
“นายท่านวางแผนอย่างรอบคอบ คิดการณ์ไกล กาเซี่ยงนับถือยิ่งนัก!”
ซุนฮิวเองพยักหน้าด้วยยิ้มเช่นกัน นัยน์ตาเปี่ยมด้วยการยอมรับ
“เราจะพยายามกันอย่างเต็มที่เพื่อช่วยเหลือนายท่าน!”
“ทัั้งสองท่านหยุดชมข้าได้แล้ว หากยังชมอีกข้าคงได้ลอยขึ้นฟ้าเป็นแน่!”
เล่าเจี้ยงถึงขั้นหน้าแดง
แผนการของเขาแทบจะเป็นการลอกทั้งหมด…
“จริงสิพี่กงต๋า เรื่องกองกำลังทหารขอท่านช่วยดูแลให้ดี ๆ ทางด้านโฮจิ๋นคงหนีการกลั่นแกล้งไม่พ้น!”
“นายท่านไม่ต้องห่วง ทางด้านท่านแม่ทัพใหญ่ข้าจะประสานงานอย่างดี!”
ซุนฮิวไม่แยแสเลยแม้แต่น้อย ในความคิดเขา หากแม้แต่โฮจิ๋นคนเดียวยังกำราบไม่ได้ คงไม่มีหน้ารับความสำคัญจากเล่าเจี้ยงเช่นนี้!
“เอาล่ะ วันนี้พอแค่นี้ก่อน ลำบากทั้งสองท่านแล้ว”
“นายท่านมิต้องเกรงใจ พวกเราขอตัวลาก่อน”
จวบจนตอนนี้ เล่าเจี้ยงนับว่าเพิ่งตัดสินใจวางยุทธศาสตร์อย่างแท้จริง
ย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ ยุคที่เล่าปี่ยังไม่ได้จูกัดเหลียงมาอยู่ในมือ เพราะไม่มียุทธศาสตร์ จึงถูกขับไล่ไปมาท่ามกลางความขัดแย้ง
เล่าเจี้ยงได้เรียนรู้สำหรับบทเรียนนี้อย่างลึกซึ้ง นับจากรู้ฐานะตัวเองในวันนั้น ก็เริ่มวางแผนเส้นทางในอนาคตไว้แล้ว
ถึงอย่างไรก็เป็นนักท่องเวลาคนนี้ก็ไม่ได้ฉลาดไปกว่าใคร แม้จะมั่นใจแค่ไหน เข้าใจประวัติศาสตร์เท่าไร ใจของเล่าเจี้ยงก็เหมือนกับแหนที่ไร้ราก ดวงจันทร์ไร้เงา ยังลอยเคว้งไปมาอยู่วันยังค่ำ
ตอนนี้กาเซี่ยงกับซุนฮิวต่างเชื่อมั่นในตัวเขา ขอแค่ยึดมั่นในยุทธศาสตร์ของตน แล้วก้าวเดินไปทีละขั้นตามเป้าหมายที่วางไว้ ก็จะบรรลุงานใหญ่ได้แน่
เล่าเจี้ยงตัดสินใจแล้ว และยิ่งแน่วแน่มากขึ้น!
เขาไม่ต้องกังวลกับเส้นทางสู่อำนาจของตัวเองอีกแล้ว บางทีจากนี้ไปอาจจะรบพ่าย หรือล้มเหลว กระนั้นหัวใจจะไม่มีวันสั่นคลอน!
นักรบสายบู๊ข้างกายมีฮองตง ไทสูจู้ เตียนอุย จูล่ง นักปราชญ์สายบุ๋นมีซุนฮิว และกาเซี่ยง!
นี่มันเป็นกระบวนทัพยอดเยี่ยมอะไรเช่นนี้? อย่าว่าแต่เล่าปี่เลย ต่อให้โจโฉจะซ่อนทหารม้าไว้ในช่วงแรก ก็ไม่มีกระบวนทัพเช่นนี้!
การเข้าร่วมของกาเซี่ยงและซุนฮิว ได้ให้กำลังใจแก่เล่าเจี้ยงจนมิอาจใช้คำมาบรรยายได้!
ในที่สุดเขาก็ออกมาจากเงามืดจากการชักชวนเตียนห้องล้มเหลวได้
เล่าเจี้ยงกำหมัดแน่น แล้วเหวี่ยงมันออกไปอย่างแรง!
เข้ามาเลย เจ้าพวกตัวป่วนทั้งหลาย ข้าเล่าเจี้ยงจะรอพวกเจ้า!