พิชิตเกมส์วันสิ้นโลก ด้วยระบบผู้กอบกู้ - บทที่ 275: กล่องวิญญาณ
หลินอันกำกล่องวิญญาณในมือ สายตาครุ่นคิดขณะมองคำอธิบายของระบบ:
กล่องวิญญาณ: ของวิเศษชนิดพิเศษ
สรรพคุณ: ป้องกันการตรวจจับ คุ้มครองกายทิพย์ (วิญญาณ) ที่ออกจากร่างมิให้ถูกพลังงานจิตกัดกร่อน
คำอธิบายนั้นสั้นกระชับ แต่สี่คำว่า ‘กายทิพย์ออกจากร่าง’ ในนั้นกลับกระตุ้นความสนใจของหลินอัน
ในเกมวันสิ้นโลกมีแนวคิดเรื่องวิญญาณอยู่จริง แต่นั่นเป็นความสามารถที่เล่าลือกันว่ามีเพียงผู้แข็งแกร่งระดับ 4 เท่านั้นที่จะครอบครองได้ ผู้ปลุกพลังและผู้เล่นทั่วไปตายแล้วก็คือตาย ไม่ได้มีอะไรพิเศษ อาจจะแปรเปลี่ยนเป็นปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติหรือสิ่งจำแลงภายใต้เงื่อนไขสุดขั้ว แต่ก็ยังคงต้องการร่างสถิต
และในตำนานเล่าว่า ผู้ที่อยู่ในระดับ 4 สามารถอาศัยพลังจิตอันแข็งแกร่งดำรงอยู่ได้ชั่วระยะเวลาหนึ่งหลังจากร่างกายดับสูญ ไม่มีใครรู้หลักการที่แท้จริง ทำได้เพียงคาดเดาว่าการดำรงอยู่ของระดับ 4 นั้นจัดอยู่ในประเภทที่ไม่ใช่มนุษย์แล้ว จึงมีความสามารถพิเศษเช่นนี้
วิญญาณสีน้ำเงินเข้มดวงนั้นคือระดับ 4 งั้นหรือ? อ่อนแอถึงเพียงนี้?
หลินอันไม่ค่อยเชื่อว่ากายทิพย์ที่ถูกเรียกว่า “อาจารย์” จะเป็นการดำรงอยู่ระดับ 4 ต่อให้อ่อนแอเพียงใด ก็ไม่น่าจะถึงกับทนรับการโจมตีจากเงามายมทูตเพียงครั้งเดียวไม่ได้กระมัง? อีกอย่าง ในขั้นปัจจุบันกลับปรากฏระดับ 4 ขึ้นมา นั่นมันไม่ใช่เรื่องเหลวไหลหรอกหรือ? แค่การปรากฏตัวของการดำรงอยู่ระดับ 3 ในหลินเจียงก็เพียงพอที่จะทำให้หลินอันประหลาดใจอย่างยิ่งแล้ว
หลังจากโยนสร้อยคอกลับเข้าไปในแหวน หลินอันก็เตรียมจะขึ้นไปชั้นบนเพื่อปลุกมังกรทมิฬ
เงามายมทูตที่อัญเชิญออกมาจากทักษะร่วงโรยนั้นมีความเสียหายธรรมดา และเขาก็ใช้พลังไปเพียงเล็กน้อย ส่วนใหญ่เป็นการใช้คุณลักษณะของทักษะร่วงโรย ในฐานะกายทิพย์ การโจมตีทั่วไปล้วนไร้ผล นอกจากหนามเทพและทักษะร่วงโรยแล้ว ในมือของหลินอันก็ไม่มีทักษะที่ดีพอที่จะทำร้ายมันได้
“บดขยี้มือเท้าให้แหลก คนอื่นๆ ควบคุมตัวไว้”
ก่อนจะขึ้นไปชั้นบน หลินอันทิ้งท้ายไว้ประโยคหนึ่งแล้วก็เดินเข้าไปในทางเดินที่มืดมิด ผู้ปลุกพลังสองคนจะปล่อยให้สูญเปล่าไม่ได้ พอดีโยนให้โม่หลิงใช้เป็นหุ่นเชิดโลหิต
ในห้องอาหาร หวังคุนหน้าซีดเผือดราวกับขี้เถ้า เขามองฟ่านปิงอย่างอ้อนวอน หวังว่าอีกฝ่ายจะช่วยพูดจาดีๆ ให้ตนเองบ้าง ส่วนเรื่องรักใคร่หรือไม่ อับอายขายหน้าหรือไม่ เขาไม่สนใจอีกต่อไปแล้ว ในสายตาของเขา ฟ่านปิงเกรงว่าคงจะสวามิภักดิ์ต่อหลินอันไปนานแล้ว เหมือนกับตนเองก่อนหน้านี้ อันที่จริงเขาก็อยากจะไปส่งข่าวให้หลินอันเช่นกัน
บางทีหากตนเองไม่เกิดความโลภ ไม่ถูกหลี่เหล่ยเกลี้ยกล่อม ตนเองก็คงจะยังคงนั่งกินหม้อไฟอย่างสบายใจอยู่กระมัง? หรือกระทั่ง… อาจจะยังมีความหวังที่จะเข้าร่วมทีมของหลินอัน?
เสียใจภายหลังก็ไร้ประโยชน์…ชั่วขณะหนึ่ง คำพูดเพ้อเจ้อของหลี่เหล่ยที่เสียสติไปแล้วก็ดังอยู่ในหูของเขาอย่างน่ารำคาญ…ไอ้โง่! หาเรื่องตายเองแล้วยังลากข้าให้มาตกอยู่ในสภาพนี้อีก!
ทว่า ฟ่านปิงกลับไม่ได้เอ่ยปาก เพียงแค่ถอนหายใจเข้าลึกๆ นั่งกลับไปยังที่ของตนเองด้วยสายตาที่ซับซ้อน
หวังคุนและหลี่เหล่ยต่างก็คิดว่าเธออยู่กับหลินอันแล้ว กระทั่งมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง แต่มีเพียงเธอที่รู้ว่า หากไม่ใช่เพราะตนเองเด็ดขาดพอ กล้าที่จะเสี่ยงดูสักครั้ง… ชะตากรรมของเธอก็คงจะไม่ดีไปกว่านี้เท่าไหร่นัก
ความโล่งใจ ความทรมาน และความไร้หนทาง…เมื่อเผชิญหน้ากับชายที่เยือกเย็นและไร้ความปรานีอย่างหลินอัน เธอไม่มีหนทางรับมือเลยจริงๆ ตอนนี้เธอเป็นกังวลเพียงเรื่องเดียว… หลินอันคงจะไม่ “เอาเปรียบ” ตนเองโดยไม่ให้อะไรตอบแทนเลยใช่ไหม?
…
ห้อง 908, มืดสลัว
แกนพลังงานถูกใช้จนหมดสิ้นแล้ว กระทั่งพลังงานสำหรับจุดไฟก็ไม่เหลือ
ต้องบอกว่า พิษของมันทวานั้นรุนแรงอย่างยิ่งจริงๆ
หลังจากคุณสมบัติทั้งหมดเพิ่มขึ้น 3 แต้ม หลินอันก็รู้สึกเพียงว่าทั่วทั้งร่างเต็มไปด้วยพลังที่ราวกับจะระเบิดออกมา ความรู้สึกที่แข็งแกร่งขึ้นนั้นช่างน่าหลงใหล ที่บริเวณหัวใจเขาสามารถสัมผัสได้อย่างชัดเจนถึงพลังแห่งความเป็นความตายที่แปลกประหลาดสถิตอยู่ ไม่ต้องคิดก็รู้ว่าต้องเป็นพลังของแม่น้ำยมโลกอย่างแน่นอน
เพียงแค่คิด ก็ราวกับจะสามารถใช้แก่นแท้แห่งชีวิตเพื่อฟื้นฟูบาดแผลได้ การใช้พลังแห่งอนาคตเพื่อต่อชีวิตในปัจจุบัน สมกับชื่อแม่น้ำยมโลกเสียจริง
“มังกรทมิฬ?”
หลินอันส่งคลื่นพลังจิต เรียกหามังกรทมิฬเบาๆ
ไม่มีการตอบสนอง…เขาองเจ้าตัวเล็กบนข้อมืออย่างจนปัญญา เปลือกตาสั่นไหวเล็กน้อย แต่กลับยังคงแกล้งหลับอยู่
“เลิกแกล้งหลับได้แล้ว…”
“ถ้ากายทิพย์นั่นยังกินไม่หมด ก็คายออกมาหน่อย มันยังมีประโยชน์…”
หลินอันมองมังกรทมิฬอย่างปวดหัว ในการรับรู้ของเขา ในท้องของมังกรทมิฬมีเงาสีน้ำเงินเข้มกลุ่มหนึ่งกำลังดิ้นรนอย่างอ่อนแรงและค่อยๆ สลายไป เมื่อเทียบกับการกลืนกินหัตถ์กลืนวิญญาณและอสูรเย็บปะในครั้งก่อน ครั้งนี้มังกรทมิฬดูเหมือนจะมีอาการอาหารไม่ย่อยเล็กน้อย
พูดตามตรง หากไม่ใช่เพราะกายทิพย์สีน้ำเงินเข้มมีความลับมากมาย หลินอันก็ไม่ได้ตั้งใจจะให้มังกรทมิฬคายมันออกมา เพราะอย่างไรเสียเจ้าตัวเล็กก็กำลังอยู่ในช่วงเจริญเติบโต ทันทีที่เข้าสู่ช่วงโตเต็มวัยก็จะเป็นกำลังเสริมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขา
“คายออกมา…เดี๋ยวคืนให้…”
“กินแล้วจะตัวโตขึ้น…”
เสียงพูดอ้อแอ้เหมือนเด็กน้อย…เจ้าตัวเล็กเงยศีรษะขึ้นอย่างน่าสงสาร แล้วก็คายกายทิพย์สีน้ำเงินเข้มออกมาอย่างไม่เต็มใจ
“รีบใช้สร้อยคอเก็บไว้ ไม่งั้นมันจะตาย…”
คายออกมาจริงๆ หรือ?
หลินอันได้ฟังก็ดีใจ รีบหยิบสร้อยคอออกมาจากแหวนมิติ
ในความมืดมิด กายทิพย์ที่ส่องแสงเรืองรองปรากฏเป็นรูปร่างของชายชราตัวเล็กๆ บนกายทิพย์เต็มไปด้วยรอยแหว่งเว้า ในดวงตาเต็มไปด้วยความสับสน
หลังจากหยุดนิ่งไปชั่วครู่ เสียงชราภาพก็ดังขึ้นพึมพำกับตนเอง
“ข้า…”
“ข้าคือใคร?”
“ข้าออกมาแล้ว!?”
ความดีใจอย่างบ้าคลั่ง…กายทิพย์ขนาดเท่าฝ่ามือยังไม่ทันจะได้สติ ก็พลันส่งเสียงร้องโหยหวนออกมา
“อ๊าาา!”
“ทำไมข้าถึงมาอยู่ข้างนอกได้!”
ความทรงจำราวกับสูญหายไปมาก กายทิพย์ขนาดเท่าฝ่ามือราวกับหิมะขาวที่ละลายภายใต้แสงแดดอันร้อนแรง ในพริบตาก็หดเล็กลงไปหนึ่งส่วน
“เข้าไป!”
ชายชราไม่ทันได้คิดอะไรมาก ก็ได้ยินเพียงเสียงตวาดต่ำๆ ของหลินอัน แล้วก็พุ่งเข้าไปในสร้อยคอโดยสัญชาตญาณ
ภายในสร้อยคอ ชายชราในร่างจำแลงนอนแผ่อยู่ในพื้นที่มืดมิด ตัวสั่นเทาอย่างรุนแรงด้วยความเจ็บปวด เขามองด้วยความสับสน กุมศีรษะครุ่นคิดอย่างหนัก
หลินอันเห็นดังนั้นก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย…ดูท่าแล้วชายชราที่ถูกเรียกว่า “อาจารย์” จะสูญเสียความทรงจำไปไม่น้อยในท้องของมังกรทมิฬ? แกล้งทำหรือเป็นเรื่องจริง?
ขี้เกียจที่จะสืบหา เขาใช้พลังจิตแทรกเข้าไปในสร้อยคอโดยตรงกลายเป็นเข็มเล่มหนึ่ง แทงเข้าไปในกายทิพย์สีน้ำเงินเข้มอย่างกะทันหัน
“ข้าถามเจ้าตอบ”
“กล้าที่จะปิดบังแม้แต่ครึ่งคำ ข้าจะทำให้วิญญาณเจ้าแตกสลาย!”
นอกสร้อยคอ มังกรทมิฬมองเขาผ่านผลึกด้วยความอยากอาหาร ดวงตาสีทองเข้มคู่หนึ่งเต็มไปด้วยความปรารถนา
ชายชราที่ถูกเรียกว่า “อาจารย์” ได้ฟังก็ตัวสั่น แล้วก็ราวกับนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้เงยหน้าขึ้นมองดวงตาของมังกรทมิฬ…ม่านตากับดวงตาทั้งสองข้างสบกัน
“อ๊า!!”
ตับไตไส้พุงแทบจะแตกสลาย…ชายชราร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด ตกใจจนคลานถอยหลัง
“มังกรทมิฬ! มังกรทมิฬแห่งห้วงอเวจี!”