พิชิตเกมส์วันสิ้นโลก ด้วยระบบผู้กอบกู้ - บทที่ 280: หุ่นเชิดโลหิตตนใหม่
เสียงฝีเท้าหนักแน่นดังก้องไปตามโถงทางเดิน ในความมืดมิดนั้น สีหน้าของหลินอันดูผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด
ปมปริศนาของหลี่เหล่ยและ “อาจารย์” ได้ถูกคลี่คลายลงแล้ว ส่วนรายละเอียดปลีกย่อยอื่นๆ คงต้องรอหลังจากส่งมอบหวงเส้าหัวให้แก่ฉู่อัน เชื่อว่าด้วยความสามารถของเขา ย่อมสามารถเรียบเรียงคำตอบที่กระจ่างชัดออกมาได้อย่างแน่นอน
ส่วนจะเก็บกายทิพย์สีน้ำเงินเข้มนี้ไว้หรือไม่นั้น หลินอันลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจเก็บมันไว้
พลังของหวงเส้าหัวยิ่งใช้ก็ยิ่งร่อยหรอ หลังจากถูกเปลวไฟสีขาวประหลาดเผาผลาญกายทิพย์ถึงสองครั้งซ้อน หลินอันไม่เชื่อว่ามันจะยังมีพลังพอที่จะพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินได้อีก
หากแม้แต่การใช้ ‘ลำดับเหตุและผล’ ของตนยังอยู่ในการคำนวณของมัน เช่นนั้นเขาหลินอันก็ขอยอมรับความพ่ายแพ้แต่โดยดี
ผู้แข็งแกร่งระดับสามเป็นอย่างน้อยที่น่าจะรอดชีวิตมาจาก “วัฏจักร” ครั้งก่อน ข้อมูลที่มันล่วงรู้ ย่อมมีแต่จะมากกว่าความทรงจำจากการเกิดใหม่ของตนเอง
ท้ายที่สุดแล้ว ในชาติก่อนตนเองก็เป็นเพียงคนธรรมดา ข้อมูลส่วนใหญ่ล้วนได้มาจากช่องสนทนา ข้อมูลสำคัญๆ น้อยนักที่จะหลุดรอดออกมาถึงหู
ก็เหมือนกับพืชพลังจิตระดับสามอย่างมันทวา พืชพลังจิตที่ทรงพลังถึงเพียงนี้อยู่ใกล้แค่ปลายจมูกแท้ๆ แต่เขากลับไม่เคยได้ยินชื่อของมันมาก่อน
พอจะจินตนาการได้ว่า ในเมืองหลินเจียงแห่งนี้ยังมีของวิเศษและยุทโธปกรณ์ซ่อนอยู่อีกมากเพียงใด
การพาหวงเส้าหัวไปด้วย ไม่ต่างอะไรกับการพกพาเครื่องมือโกงชั้นเลิศติดตัว
ส่วนเรื่องที่หวงเส้าหัวเคยกล่าวอ้างไว้ก่อนหน้านี้ ว่าหากมอบพลังจิตให้มันบางส่วน มันก็จะสามารถช่วยต่อสู้กับศัตรูได้น่ะหรือ?
เหอะ…ฝันไปเถอะ
การที่ยอมให้หวงเส้าหัวรักษาสติสัมปชัญญะไว้ได้ ก็ถือเป็นขีดจำกัดความอดทนสูงสุดของหลินอันแล้ว สำหรับจิ้งจอกเฒ่าเจ้าเล่ห์แสนกลที่ไม่รู้ว่ามีชีวิตอยู่มากี่ปีเช่นนี้ การจะให้โอกาสพลิกสถานการณ์แม้เพียงน้อยนิดก็ถือเป็นเรื่องโง่เขลา
“ตึก ตึก ตึก”
เสียงฝีเท้าดังต่อเนื่องขณะเดินลงบันได
เมื่อหลินอันปรากฏตัวที่หน้าประตูห้องอาหารอีกครั้งพร้อมรอยยิ้ม ทุกคนก็เงยหน้าขึ้นมองโดยสัญชาตญาณ ทว่าสายตาที่มองมานั้นราวกับกำลังมองปีศาจตนหนึ่ง
นอกจากจางเถี่ยที่เดินเข้ามาหาด้วยความอยากรู้อยากเห็นแล้ว คนธรรมดาทั่วไปต่างก็ก้มหน้าลงต่ำ ฟันกระทบกันด้วยความหวาดกลัว แม้แต่ฟ่านปิงที่เคยอยากจะเข้าใกล้เขาก็ยังนั่งนิ่งอยู่กับที่ไม่กล้าขยับ
“หลินอัน”
“เบียร์ ‘ซื้อ’ กลับมาแล้ว”
โม่หลิงถือลังเบียร์ที่เปื้อนคราบเลือดเดินเข้ามาด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ ก่อนจะโยนมันลงบนพื้นเสียงดังปัง
ด้านหลัง เกาเทียนแอบชี้ไปที่ปากของจางเถี่ย แล้วก็ชี้ไปที่ฟ่านปิง ในดวงตาฉายแววอึดอัดใจ
หลินอันถึงกับนิ่งไป
ในช่องเสียงของทีม จางเถี่ยตะโกนอย่างไม่หนำใจ
“หัวหน้าหลิน! ให้ตายสิ ผมยิ่งรู้สึกว่าหัวหน้าเป็นตัวร้ายเข้าไปทุกทีแล้ว!”
“ให้ตายเถอะ เมื่อกี้หัวหน้าทำอะไรอยู่ข้างบนน่ะ? ตาแก่คนหนึ่งร้องอย่างกับหมูถูกเชือด นี่มันน่าสังเวชเกินไปแล้ว!”
เขาลอบมองฟ่านปิงอย่างลับๆ ล่อๆ
“หัวหน้าหลิน วิธีการปั่นหัวคนของหัวหน้านี่มันสุดยอดจริงๆ! เจ้าเด็กหลี่เหล่ยนั่นผมดูแล้วท่าจะบ้าไปแล้วจริงๆ”
“เหะๆ สัมผัสเป็นไง? ใหญ่ไหม?”
“ให้ตายสิ ต่อไปนี้ผมจะเอาหัวหน้าเป็นแบบอย่างเลย! ถึงจะเลว แต่มันสะใจจริงๆ! สะใจสุดๆ!”
บนพื้น หลี่เหล่ยหัวเราะเหะๆ อย่างเข้าขากัน ทำเอาทุกคนใจสั่นระรัว
หลินอันถึงกับพูดไม่ออก มิน่าเล่าโม่หลิงถึงได้ทำหน้าเย็นชา ที่แท้ก็เจ้าหมีโง่นี่ไม่รู้จักดูสถานการณ์เลย
“หลินอัน”
ทั้งสองสบตากัน
โม่หลิงเดินมาอยู่ตรงหน้าเขาในไม่กี่ก้าว เชิดหน้าขึ้น ก่อนจะหัวเราะเยาะอย่างเย็นชา
“นายไม่รู้หรือไงว่านางเป็นผู้หญิงแพศยา?”
“เพื่อความสะดวกในการทำงาน ก็เลยลูบคลำมั่วซั่วได้งั้นเหรอ?”
“เป็นไงล่ะ?”
“ใหญ่ไหม? สะใจหรือเปล่า?”
“จะเอาอีกรอบไหม?”
พูดจบ โม่หลิงก็ลากเขาไปยังฟ่านปิงอย่างฉุนเฉียว แล้วพูดกับฟ่านปิงที่กำลังงุนงงด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ถอดเสื้อผ้าออกสิ”
“เธอชอบยั่วยวนคนไม่ใช่เหรอ?”
ฟ่านปิงได้ฟังก็ชะงักงัน อ้าปากค้างอยู่ครู่หนึ่งไม่รู้จะพูดอะไร เธอไม่เข้าใจว่าทำไมโม่หลิงถึงได้ตั้งป้อมเป็นศัตรูกับเธอถึงเพียงนี้ ในใจกลับรู้สึกเจ็บแปลบอย่างประหลาด แต่ก็ทำได้เพียงฝืนยิ้ม
หลินอันถอนหายใจในใจ หันไปถลึงตาใส่เจ้าหมีโง่ที่เพิ่งจะรู้สึกตัว
ท่าทีของโม่หลิงดูผิดปกติไปบ้าง แต่เมื่อรวมกับข่าวลือในชาติก่อน หลินอันก็พอจะเดาสาเหตุได้ลางๆ
ในข่าวลือ ร่างกายของโม่หลิงที่กลายเป็นร่างอยู่ร่วมนั้นมีสภาพไม่สู้ดีนัก เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่ต้องพาน้องสาวเอาชีวิตรอดในวันสิ้นโลกเพียงลำพัง แค่ใช้นิ้วเท้าคิดก็รู้ว่าต้องผ่านอะไรมาบ้าง คนหนึ่งกลายเป็นครึ่งคนครึ่งซอมบี้ อีกคนกลายเป็นซอมบี้โดยสมบูรณ์ ในข่าวลือส่วนใหญ่ต่างก็พูดถึงคำว่า “ทรยศ”
ผู้หญิงแพศยา…
ดูออกว่าโม่หลิงรังเกียจฟ่านปิงมาก เป็นเพราะประสบการณ์ก่อนหรือหลังวันสิ้นโลกอุบัติขึ้นกันแน่? หรือว่ามีตัวละครแบบฟ่านปิงปรากฏตัวขึ้นในครอบครัวของเธอ…
ดังนั้น พ่อของเธอถึงได้ทอดทิ้งพวกเธอไปอย่างนั้นหรือ? จนกระทั่งส่วนลึกในใจของโม่หลิงกำลังหวาดกลัวอยู่?
หลินอันไม่ได้รู้สึกว่าความรู้สึกของโม่หลิงที่มีต่อตนเองคือความรักใคร่ฉันชู้สาว เขาปฏิบัติต่อโม่หลิงเหมือนกับเสี่ยวอันเซี่ยมาโดยตลอด เช่นนั้นแล้ว โม่หลิงก็น่าจะมองเขาเป็นพี่ชาย เป็นญาติเพียงคนเดียวในวันสิ้นโลกนี้นอกจากน้องสาวของเธอ
ถึงแม้ทั้งสองจะอยู่ด้วยกันมาไม่นาน แต่ในช่วงเวลาเหล่านี้กลับต้องเผชิญกับอันตรายถึงชีวิตมานับครั้งไม่ถ้วน
โม่หลิงคงจะกำลังหวาดกลัว…กลัวว่า “ฝันร้าย” ในอดีตจะซ้ำรอยอย่างนั้นหรือ?
หลินอันอุ้มโม่หลิงขึ้นมาด้วยสายตาที่ซับซ้อน เด็กสาวในอ้อมแขนดิ้นรนอย่างฉุนเฉียว
“หลินอันคนเหม็น! นายมันคนเลว!”
ทั้งทุบทั้งเตะ หลินอันได้แต่ตบหลังเธอเบาๆ อย่างจนใจ ปล่อยให้ฟันซี่เล็กๆ กัดลงบนไหล่ของตนเอง ด้วยสมรรถภาพทางกายของเขาในตอนนี้ ต่อให้โม่หลิงจะเอาปืนพกมายิงก็คงไม่ระคายผิว…
หากเป็นคนอื่น หลินอันอาจจะไม่ใส่ใจความรู้สึก แต่สำหรับลูกทีมของตนเอง สำหรับโม่หลิง เขากลับใจร้ายไม่ลงจริงๆ
โม่หลิงช่วยเขาไว้มากเกินไป เรียกได้ว่าหากไม่มีนาง เขาก็คงจะมาถึงจุดนี้ไม่ได้ ไม่ต้องพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสอง กระทั่งในใจของหลินอันยังมีความคิดบางอย่างซ่อนอยู่
การเปลี่ยนแปลงของโม่หลิงที่มีต่อตนเองเริ่มขึ้นที่ปั๊มน้ำมัน ตั้งแต่ที่เธอบอกว่า “นายก็เป็นอสูรกายเหมือนกัน” หากเป็นอย่างที่โม่หลิงพูดจริงๆ พวกเขาสองคนก็คงจะเป็นพวกเดียวกันเพียงสองคนในวันสิ้นโลกนี้
ดังนั้น หลินอันจึงสามารถเข้าใจความรู้สึกของโม่หลิงได้
ครู่ต่อมา เขาเอ่ยปากช้าๆ ด้วยสีหน้าจริงจัง
“วางใจเถอะ ฉันจะไม่ทิ้งเธอไป เราจะอยู่ด้วยกันตลอดไป”
“เชื่อฉันสิ”
โม่หลิงที่กำลังโกรธจัดอยู่ในอ้อมแขนก็หยุดดิ้นทันที
เนิ่นนาน...เด็กสาวก็หันหน้ามา จ้องมองดวงตาของเขาตรงๆ
“นายพูดเองนะ!”
“ถ้านายกล้าทรยศฉัน! ต่อให้ฉันกลายเป็นผี ฉันก็จะไม่ปล่อยนายไป!”
…
หลินอันได้ฟังก็ถึงกับนิ่งอึ้งไป ในหัวกลับปรากฏภาพของโม่หลิงที่กลายเป็นจ้าวแห่งวิญญาณมรณะ บัญชาการฝูงซอมบี้นับร้อยล้านไล่ฆ่าตนเอง
ให้ตายเถอะ…ตนเองกำลังคิดอะไรอยู่?
ไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย หลินอันพยักหน้า พลางยิ้มขื่น
กลายเป็นผีก็ไม่ปล่อยตนเองไป…คนอื่นพูดคำนี้อาจจะเป็นเรื่องโกหก แต่โม่หลิงพูดคำนี้กลับเป็นเรื่องจริง
ให้ตายสิ…จ้าวแห่งวิญญาณมรณะไล่ฆ่าตนเอง แค่คิดก็น่ากลัวแล้ว
หลินอันเหงื่อกาฬไหลท่วมหลัง เหลือบมองรังไหมโลหิตที่ชั้นล่างซึ่งกำลังขยายใหญ่ขึ้นจนถึงชั้นสี่
เขาจึงรีบเปลี่ยนเรื่อง
“เอ่อ…รังไหมโลหิตใกล้จะฟักตัวแล้ว”
“เธอสร้างหุ่นเชิดโลหิตก่อนเถอะ…”
โม่หลิงเงยหน้าขึ้นอย่างเขินอายเล็กน้อย ความโกรธบนใบหน้าลดลงไปกว่าครึ่ง สายตามองตามนิ้วของเขาไปยังหลี่เหล่ยที่นอนสลบอยู่บนพื้น
ผู้ปลุกพลังที่มีพรสวรรค์ระดับ A เมื่อเปลี่ยนเป็นหุ่นเชิดโลหิตแล้ว ผลลัพธ์ของมันจะออกมาเป็นเช่นไร แม้แต่หลินอันก็อดไม่ได้ที่จะตั้งตารอ