พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ! - บทที่ 118 (Rewrite)
- Home
- พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ!
- บทที่ 118 (Rewrite)
“ข้าต้องไปแล้ว” หลัวเซิ่นหย่วนดึงมือนางออก
ดุจไม่ต้องการพูดอะไรไปมากกว่านี้
เรื่องในวันนั้นยังคงมีผลกระทบ ผู้อื่นจะกล่าว
คำพูดเหล่านั้นก็ช่างเถิด แต่เมื่อออกจากปากของ
อี๋หนิงกลับให้ความรู้สึกแตกต่างไป สภาพของเขา
ในวันนั้นดูน่าสมเพชถึงขั้นนั้น เมื่อใดกันที่เขาน่า
สมเพชเพียงนั้น นางไม่ฟังเขาสักนิด เมื่อคิดขึ้นมา
เขาก็รู้สึกเคืองนางเล็กน้อย
ยามนี้คงไม่ใช่เรื่องดีหากต้องมาข้องเกี่ยวกับนาง
อารมณ์โกรธและแรงกระตุ้นในใจกลุ่มนั้นยังไม่
จางหาย
ทว่าอี๋หนิงจับเขาไว้ไม่ยอมปล่อย นางสมควรได้รู้
เรื่องที่เกี่ยวข้องกับตัวนาง อี๋หนิงมองเขาตรงๆ
เอ่ยถามว่า “เหตุใดท่านจึงไม่บอกข้า ข้าไม่ใช่ศัตรู
ทางการเมืองของท่าน ทั้งยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของท่าน
…”
นางไม่รู้เลยว่าประโยคนี้กระตุ้นความรู้สึกของเขา
น้ำเสียงเขาเย็นเยียบทันที “เหตุใดข้าต้องบอก
เจ้า!”
ถ้อยคำของเขาทำให้อี๋หนิงชะงักงัน รู้สึกเหมือน
เขาเป็นคนต่ำช้าที่ชิงกล่าวคำพูดบิดเบือน
ข้อเท็จจริงจึงอดเกิดโทสะไม่ได้ “หากข้าทิ้งคนไว้
ข้างกายท่าน คอยจับตามองกิจวัตรการ
เคลื่อนไหวของท่านบ้างเล่า ท่านจะพอใจหรือไม่
หลัวเซิ่นหย่วน ข้ายังไม่ทันโกรธ ท่านจะมาพูด
อะไร!”
เมื่อเขาได้ยินก็ครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ จากนั้นก็ยิ้มเย็น
ออกมา คิ้วดวงตาหล่อเหลาคมคายฉายแววที่นาง
ไม่คุ้นเคยอย่างยิ่งยวด บางทีอาจเป็นการคุกคาม
หรือความเด็ดขาดรูปแบบหนึ่ง
“ดี ตกลง เช่นนั้นข้าจะบอกเจ้า เพียงเจ้ากล้า
ฟัง!” หลัวเซิ่นหย่วนพูดออกมาอย่างรวดเร็ว
ทันใดนั้นอี๋หนิงก็รู้สึกว่ามีบางสิ่งไม่ถูกต้อง แต่
บอกไม่ถูกว่าคือสิ่งใด นางก้าวถอยหลัง คิดจะ
ปล่อยเขา ทว่าหลัวเซิ่นหย่วนกลับคว้ามือนางไว้
แน่น
อี๋หนิงยังไม่ทันตอบสนองก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอาย
ของคืนวสันต์ที่พุ่งปะทะหน้า ทั้งยังมีกลิ่นของ
หลัวเซิ่นหย่วนที่นางคุ้นเคย กลิ่นเหล่านั้นพุ่งเข้าจู่
โจมโดยพลัน ยามที่นางสัมผัสได้ถึงความอ่อนนุ่ม
บริเวณริมฝีปาก ทั้งร่างก็ถูกเขากดแนบอยู่กับ
ขอบโต๊ะ นางทันเห็นเพียงคิ้วหนาเข้มและสันจมูก
โด่งตรงของเขาซึ่งเห็นมาเกือบสิบปี ทว่าแต่ไรมา
ก็ไม่เคยแจ่มชัดและไม่เคยคุ้นเช่นยามนี้
หลัวเซิ่นหย่วนสูงกว่านางมาก ยามที่เขาก้มศีรษะ
ก็ใช้มือยันขอบโต๊ะข้างกายนาง อี๋หนิงจึงถูกกักไว้
ภายใต้ร่างเขา นางพลันสัมผัสได้ถึงอารมณ์ที่ไม่
อาจควบคุม
ด้านนอกฝนยังคงตกหนัก ในม่านพิรุณอันมืดมิด
ไร้ผู้คน แบ่งกั้นห้องโถงกลางเป็นอีกโลกหนึ่งด้วย
แสงเทียนเพียงเล่มเดียว
อี๋หนิงตื่นจากภวังค์ ออกแรงผลักเขาอย่างรวดเร็ว
หลัวเซิ่นหย่วนไม่ได้ตั้งตัว เมื่อถูกนางผลักออกจึง
พิงตัวเข้ากับโต๊ะ คลี่ยิ้มออกมาเงียบๆ
อี๋หนิงหอบหายใจ หัวใจเต้นรัวตื่นตระหนก ตัว
สั่นงันงกตามสัญชาตญาณ นางพูดจาไม่ลื่นไหล
นัก “ท่าน…ท่านเพิ่งจะ…”
“บัดนี้เจ้ารู้แล้ว” หลัวเซิ่นหย่วนกลับสู่ความสงบ
เขามองนางพลางกล่าวด้วยเสียงราบเรียบ “เจ้า
อยากจะรู้ให้ได้ ยามนี้รู้สึกอย่างไรเล่า”
“…ท่านจริงจังหรือ เรื่องนี้ข้า ข้า…”
ริมฝีปากของอี๋หนิงยังสัมผัสได้ถึงสัมผัสอุ่นร้อน
จางๆ อันแปลกประหลาดอย่างยิ่งยวด นางมึนงง
รู้สึกไม่เหมือนจริง เขากำลังหยอกนางเล่นหรือ
หลัวเซิ่นหย่วนฟังถึงตรงนี้ก็เงียบอีกครั้ง ก่อน
กล่าว “เจ้าจะคิดว่าไม่ใช่เรื่องจริงก็ได้”
คนด้านนอกรอเขานานแล้ว หลัวเซิ่นหย่วนสวม
เสื้อคลุมกันลม หมุนตัวก้าวเข้าสู่ม่านพิรุณ แม้แต่
ร่มก็ไม่ได้กาง
อี๋หนิงตกอยู่ในภวังค์เนิ่นนาน
จุมพิตนี้ถูกบีบคั้นอย่างยิ่งยวด นางไม่สามารถถือ
ว่านี่คือเรื่องล้อเล่น แต่หากจะให้ถือเป็นเรื่องจริง
จะทำได้อย่างไร
พระราชวังอยู่ท่ามกลางฝนห่าใหญ่ มังกรทอง
นกยูงสลัก พระราชวังกระเบื้องเคลือบสีทอง
อร่าม เสาสีแดงสด ลานชมจันทร์หินอ่อน
เว่ยหลิงก้าวขึ้นบันไดทีละขั้น ขันทีที่ยืนอยู่
ด้านข้างคุกเข่าลง “นายท่านกั๋วกง โปรดปลดชุด
เกราะด้วยขอรับ”
เว่ยหลิงไม่กล่าวอะไร ปลดชุดเกราะออกด้วยมือ
เดียว เพียงสะบัดมือ ชุดเกราะหนักอึ้งก็ร่วงลงบน
ถาด หยาดฝนสาดกระเซ็น เกราะหนักจนขันที
เกือบรับไว้ไม่อยู่
ประตูใหญ่ของพระตำหนักเฉียนชิงเปิดออกเนิบ
ช้า เว่ยหลิงก้าวเข้าไปด้านใน
เมื่อประตูปิดลงก็ไม่มีผู้ใดล่วงรู้อีกว่าเหตุการณ์
ด้านในเป็นอย่างไร
สวีเว่ยกับท่านมหาบัณฑิตเซี่ยซึ่งมีอายุเจ็ดสิบกว่า
กำลังนั่งดื่มชาด้วยกัน ยากนักที่ท่าน
มหาบัณฑิตเซี่ยจะออกจากจวนสักครั้ง เขามี
ประสบการณ์โชกโชน ถูกผู้คนมองว่าเป็นฝั่าย
กลางในราชสำนัก ทั้งฮ่องเต้ก็ให้ความสำคัญกับ
เขา แม้เขาจะไม่ฝักใฝั่ฝั่ายใด แต่ก็มีความสัมพันธ์
อันดีกับสวีเว่ยมานานแรมปี
สวีเว่ยอุ่นเหล้าให้มหาบัณฑิตเซี่ยกาหนึ่ง ก่อนคีบ
เนื้อตุ๋นสองชิ้นใส่ในจานเขา “ใต้เท้าเซี่ยลองชิมดู
เนื้อตุ๋นของพวกเขากินคู่กับกระเทียมให้รสชาติ
ยอดเยี่ยมที่สุด”
มหาบัณฑิตเซี่ยลูบเครา ปัดมือเขาเป็นพัลวัน “ใต้
เท้าสวี ข้าไม่กล้ากินเจ้าสิ่งนี้มากไปกว่านี้แล้ว!
สหายน้อยของพวกท่านเล่า เหตุใดจึงยังไม่มา
อีก”
“ข้าจะรู้ได้อย่างไร” สวีเว่ยในฐานะแกนนำของ
ฝั่ายชิงหลิว แต่ไรมาก็เป็นคนซื่อสัตย์มือสะอาด
ไม่คดโกงหรือหลงใหลในตัณหา มีเพียงงาน
อดิเรกที่ดูไม่ธรรมดานัก เขาคีบเนื้อมาชิ้นหนึ่งกิน
แกล้มกับสุราที่เพิ่งอุ่นเรียบร้อย ก่อนจะเคี้ยว
กระเทียมตามลงไปกลีบหนึ่ง รสชาติเลิศล้ำ ใต้
เท้าเซี่ยอายุมากแล้ว จมูกไม่ดีจึงไม่รู้สึกอะไร
ในยามนี้เองหลัวเซิ่นหย่วนก็ก้าวผ่านประตูเข้ามา
เขาคารวะใต้เท้าทั้งสอง “ขออภัยใต้เท้าทั้งสอง
ท่าน ระหว่างทางเกิดเรื่องจึงทำให้ล่าช้า”
“มานั่งเถิด เพิ่มถ้วยตะเกียบชุดหนึ่ง” สวีเว่
ยเรียกบ่าวรับใช้ให้นำถ้วยตะเกียบเข้ามา
หลัวเซิ่นหย่วนย่อลงนั่งขัดตะหมาด
มหาบัณฑิตเซี่ยลูบจอกสุรา ปรายตามองหลัวเซิ่น
หย่วนปราดหนึ่ง ก่อนกล่าวกับสวีเว่ย “สภาพ
ของลูกศิษย์เจ้าดูไม่ถูกต้อง เจ้าดูสีหน้าเขาสิ ไร้ซึ่ง
การเปลี่ยนแปลง ทว่าลมหายใจกลับยุ่งเหยิง เจ้า
นั่งเกี้ยวมาหรือไม่”
“ใต้เท้าเซี่ยกังวลเกินไปแล้ว ระหว่างทางข้าเพียง
รีบร้อนไปหน่อยเท่านั้น” หลัวเซิ่นหย่วนตอบ
สวีเว่ยกล่าว “บัดนี้จะพูดถึงเขาไปไย เว่ยหลิงเพิ่ง
ถูกฝั่าบาททรงเรียกตัวเข้าวัง พวกท่านลองเดาดูสิ
ว่าเหตุการณ์ด้านในจะเป็นอย่างไร”
“ทั้งราชสำนักหลงนึกว่าเขาสิ้นชีวิตในสนามรบ
ข้าว่าการที่เขาไม่ตายยุ่งยากกว่าการตายเสียอีก”
มหาบัณฑิตเซี่ยกล่าว
สวีเว่ยยิ้มพลางส่ายนิ้ว “เซิ่นหย่วน เจ้าเล่าให้
มหาบัณฑิตเซี่ยฟังที”
หลัวเซิ่นหย่วนรับคำ ก่อนยื่นมือไปหยิบถั่วที่วาง
อยู่ในจานบนโต๊ะเม็ดหนึ่ง “ครานี้นอกจากท่าน
อิงกั๋วกงจะไม่ได้รับความเดือดร้อนแล้วยังจะ
ได้รับปูนบำเหน็จจากฮ่องเต้อีกด้วย เพราะเขา
ออกรบเพื่อราชสำนักจนได้รับชัยชนะ ขับไล่ชน
เผ่าหว่าล่าให้ร่นถอยไปจากชายแดนได้ไกลอีกห้า
สิบลี้ ที่สำคัญยังจับไส้ศึกในราชสำนักออกมาได้
คนหนึ่ง ไส้ศึกคนนี้แฝงตัวอยู่ในราชสำนักมานาน
ปี เป็นภัยอันตรายอย่างยิ่งยวด”
ครานี้มหาบัณฑิตเซี่ยไม่เข้าใจแล้ว “มิใช่ว่าทหาร
สามหมื่นนายถูกสังหารหมดหรือ เหตุใดจึงรบ
ชนะเล่า ข้าเห็นว่าแม้แต่ลู่เจียเสวียก็ทิ้งหมากตัว
นี้แล้ว”
ลู่เจียเสวียช่ำชองการเล่นเกมการเมือง พอเขา
ได้รับรายงานว่าเว่ยหลิงพาทหารสามหมื่นนายไป
ตายที่ด่านผิงหย่วนโดยไม่แม้แต่จะส่งรายการทาง
ทหารกลับมาก่อน เขาก็รู้แล้วว่าไม่จำเป็นต้อง
ช่วยอิงกั๋วกงผู้นี้ การช่วยมีแต่จะทำให้ฮ่องเต้ไม่
พอใจ ลู่เจียเสวียไม่มีทางยอมลงแรงช่วยเหลือคน
ที่ไร้ประโยชน์ต่อตน
ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดเขาจึงยอมช่วยเหลืออิงกั๋วกง
ครั้งหนึ่ง
สวีเว่ยยิ้ม “ครานี้เว่ยหลิงเยี่ยมยอดนัก ไม่ต้อง
กล่าวถึงลู่เจียเสวีย แม้แต่พวกข้าเองก็ยังถูกเขา
หลอกสนิท เบื้องหลังต้องมียอดฝีมือคอยช่วยเขา
วางแผนอยู่เป็นแน่ มิเช่นนั้นเว่ยหลิงที่เป็นเพียง
แม่ทัพฝั่ายบู๊คนหนึ่งจะคิดแผนการมากมาย
ออกมาได้อย่างไร ไส้ศึกคนนั้นร่วมมือกับชนเผ่า
หว่าล่า หลอกล่อเว่ยหลิงให้ไปติดกับดักที่ด่านผิง
หย่วน ไม่รู้ว่าเขาได้ข่าวมาจากที่ใดถึงได้ซ้อนแผน
ให้ทหารสามหมื่นนายแสร้งทำเป็นตาย ต่อมาจึง
ปลอมตัวเป็นทหารของชนเผ่าหว่าล่า ปลอมปน
เข้าไปในค่ายทหารของศัตรู จับอาจี๋จือผู้นำของ
ฝั่ายตรงข้ามมาได้ตัวเป็นๆ” สวีเว่ยกล่าวแล้วก็
ทอดถอนใจออกมา “คนผู้นี้จิตใจแยบยล หากมี
โอกาส ข้าก็อยากรู้จักกุนซือของเว่ยหลิงผู้นี้นัก”
มือที่จับตะเกียบของหลัวเซิ่นหย่วนชะงักเล็กน้อย
ก่อนจะคีบหน่อไม้ดองแผ่นหนึ่งจากในจาน
มหาบัณฑิตเซี่ยหัวเราะเสียงดัง “เจ้ารู้ได้อย่างไร
ว่าในราชสำนักมีไส้ศึก”
สวีเว่ยส่งสัญญาณไปทางหลัวเซิ่นหย่วน หลัวเซิ่น
หย่วนจึงวางตะเกียบลงแล้วกล่าว “ใต้เท้าเซี่ย
เรื่องนี้คาดเดาได้ง่ายมาก หากมิใช่เพราะมีไส้ศึก
เว่ยหลิงที่ถูกซุ่มโจมตีที่ด่านปราการผิงหย่วนจะ
สามารถร้องขอกองกำลังช่วยเหลือจากกองกำลัง
กลางของต้าถงได้โดยตรง เพราะด่านปราการผิง
หย่วนอยู่ในพื้นที่ต้าถง ไม่ไกลนักยังมีกองกำลัง
กลางซานซีและไท่เหยียน ฉะนั้นจึงอนุมานได้ว่า
เพราะมีไส้ศึก กระทั่งสามารถคาดคะเนได้ว่าไส้
ศึกคนนี้อยู่ในต้าถง ที่สำคัญการที่เว่ยหลิงกลับมา
เมืองหลวงอย่างระมัดระวังถึงขั้นนี้ แม้แต่ฮ่องเต้ก็
ยังไม่ทรงระแคะระคาย จึงทำให้ทราบได้ว่าไส้ศึก
คนนี้นอกจากจะเจ้าเล่ห์เพทุบายแล้วยังต้องมีเส้น
สายกว้างขวาง แม้แต่อาจจะลงมือกับเว่ยหลิงใน
เมืองหลวงได้”
มหาบัณฑิตเซี่ยฟังจบก็รู้สึกชื่นชมอย่างยิ่ง เขา
กล่าวกับสวีเว่ย “ลูกศิษย์เจ้าคนนี้มีไหวพริบ
ปราดเปรื่อง ข้ามีหลานสาวอยู่คนหนึ่ง ชื่นชมนับ
ถือผู้ที่มีความสามารถเป็นที่สุด หากนางรู้จะต้อง
ตื่นเต้นอย่างยิ่ง”
“เขาเยี่ยมยอดมากจริงๆ ” สวีเว่ยพอใจกับลูก
ศิษย์คนนี้นัก เขากล่าวกับมหาบัณฑิตเซี่ย “เดือน
เก้ารองเสนาบดีกรมโยธาก็จะออกจากตำแหน่ง
แล้ว พวกข้าคิดจะผลักดันเขา”
มหาบัณฑิตเซี่ยถูกสหายเก่าทำให้ตะลึงอีกครั้ง
“มิใช่ว่าเรื่องขอแต่งตั้งผู้บัญชาการศาลต้าหลี่ครา
ที่แล้วฮ่องเต้ยังไม่ทรงอนุญาตหรือ พวกท่านกลับ
หมายตาตำแหน่งรองเสนาบดีกรมโยธาแล้ว ข้า
ว่าท่านค่อยเป็นค่อยไปเถิด เขาเพิ่งจะเข้าร่วมราช
สำนักได้ไม่นานเท่าไร! จิ้นซื่อทั่วไปยังเพียรสั่งสม
ประสบการณ์อยู่เลย”
“จะไม่ได้ได้อย่างไร” สวีเว่ยเอ่ย “การเลื่อน
ตำแหน่งให้ขุนนางถือเป็นเรื่องสมเหตุสมผล”
หลัวเซิ่นหย่วนฟังสองผู้เฒ่าสนทนากันเงียบๆ
เพียงกินอาหารไป
การลิ้มรสของอาจารย์ช่างไร้ที่ติ อาหารตุ๋นของ
ร้านเนื้อตุ๋นนี้มีรสชาติพิเศษมาก ถูกปากเขา
ทว่าแต่เล็กอี๋หนิงก็ไม่ชอบของตุ๋น นางมักรู้สึกว่า
มีกลิ่นประหลาด
เมื่อครู่คงทำให้นางตกใจ แต่ยามนั้นความรู้สึก
เข้มข้นนัก เป็นเขา…ที่ควบคุมตัวเองไม่ได้ไป
ชั่วขณะ
ในพระตำหนักเฉียนชิง ครั้นฮ่องเต้ได้ยินคำจาก
ปากเว่ยหลิงก็ระเบิดโทสะ “…ช่างใจกล้าคับฟั้า!
กล้าสมรู้ร่วมคิดกับพวกเผ่าหว่าล่า ในเมืองหลวง
แท้ๆ ก็ยังกล้าลอบวางแผนสังหาร”
เว่ยหลิงคุกเข่าอยู่พื้นศิลาสีทอง เขากล่าวต่อ
“กระหม่อมให้คนส่งรองแม่ทัพสองคนนั้นไปที่คุก
ใหญ่ของกรมอาญาแล้ว หากไม่เกิดการลอบ
สังหารในเมืองหลวงคงไม่มีโอกาสปล่อยให้อา
จี๋จือหลบหนี ที่กระหม่อมโยกย้ายเสบียงอาหาร
กระหม่อมได้ส่งฎีกาให้แก่ผู้บัญชาการลู่ก่อนหน้า
แล้ว แต่ฎีกากลับไม่ถูกส่งถวาย กระหม่อมจน
ปัญญาจึงคิดแผนการนี้ออกมา หากพระองค์ทรง
ต้องการลงโทษ กระหม่อมก็ขอน้อมรับพระ
บัญชา”
ฮ่องเต้รีบปราดเข้าไปประคองเว่ยหลิงให้ลุกขึ้น
“ถ้อยคำนี้ช่างรุนแรงนัก เจ้าสร้างคุณงามความดี
ใหญ่หลวง เจิ้นจะลงโทษเจ้าได้อย่างไร!” พูดแล้ว
ก็เรียกขันทีเข้ามา สั่งให้ร่างราชโองการปูน
บำเหน็จเว่ยหลิงเป็นทองคำสามร้อยตำลึง
ทองคำขาวสองร้อยตำลึง ผืนนาอุดมสมบูรณ์หนึ่ง
พันหมู่ และเงินหนึ่งร้อยก้อนทันที
บรรดาศักดิ์อิงกั๋วกงไม่อาจเลื่อนขั้นได้อีก ฮ่องเต้
ตรึกตรองแล้วก็รู้สึกเสียใจ “มารดาของเจ้ามียศ
ตราตั้งขั้นหนึ่งแล้ว หากเจ้ามีฮูหยินสักคน ยามนี้
เจิ้นคงแต่งตราตั้งให้ได้”
เว่ยหลิงยิ้ม ก่อนจะกล่าว “ฝั่าบาททรงมีพระ
เมตตาต่อกระหม่อมเป็นล้นพ้นแล้วพ่ะย่ะค่ะ
กระหม่อมไม่มีสิ่งใดร้องขออีก”
“เจ้าจับอาจี๋จือได้ แต่กลับไม่บอกกล่าวเจิ้นสักคำ
เจิ้นเกือบจะเข้าใจเจ้าผิดแล้ว!” ฮ่องเต้กล่าว
พลางหัวเราะ “วันหลังเจิ้นจะจัดงานเลี้ยงในวัง
หลวง เจ้าต้องพาคนในตระกูลมาร่วมงานด้วย!”
เว่ยหลิงรับพระบัญชา ก่อนจะรับราชโองการ
พระราชทานรางวัล
ฮ่องเต้กล่าวกับขันทีที่ยืนอยู่ด้านข้าง “อีกครู่จง
ไปเชิญผู้บัญชาการลู่ไปที่ห้องหนังสือฝังทักษิณ
ของเจิ้น” เขาพูดด้วยสีหน้าถมึงทึง ก่อนกลับไป
ยังห้องทรงพระอักษรฝังทักษิณ
ไส้ศึกต้องแฝงตัวอยู่ในกลุ่มชั้นหัวหน้าทหารไม่กี่
คนเท่านั้น แต่จะเป็นผู้ใดต้องตรวจสอบให้
ละเอียด ฮ่องเต้ต้องไม่พอใจอย่างยิ่งจึงได้เชิญ
ลู่เจียเสวียมาหารือร่วมกัน
เว่ยหลิงอยู่ในวังหลวงทั้งคืน ครั้นเดินออกมาก็
พบว่าขอบฟั้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีขาวแล้ว ฝนห่า
ใหญ่ก็หยุดลงแล้ว
หากไม่ใช่เพราะมีหลัวเซิ่นหย่วนช่วยวางแผนอยู่
เบื้องหลัง บางทียามนี้เขาอาจกลายเป็นกองดิน
เหลืองไปแล้ว
เขาเห็นเกี้ยวคุ้นตาหลังหนึ่งจอดอยู่ด้านนอกพระ
ตำหนักเฉียนชิง
ฮ่องเต้ดีต่อลู่เจียเสวียนัก กระทั่งประทานเกี้ยวให้
เขานั่งเข้าวังเพื่อเป็นเกียรติยศ นี่ก็คือเกี้ยวของ
ลู่เจียเสวีย
ขณะนี้เอง ม่านก็ถูกแหวกออก ลู่เจียเสวียกำลัง
นั่งอยู่ในเกี้ยวรอเขาเงียบๆ
เว่ยหลิงเดินเข้าไปหาก็พบว่าในมือเขากำลังเล่น
กำไลลูกประคำสีเข้มวงหนึ่ง เว่ยหลิงจำได้ว่านี่คือ
วงเดียวกับที่ลู่เจียเสวียมอบให้อี๋หนิง มันกลับมา
อยู่ในมือเขาอีกครั้ง
ลู่เจียเสวียปรายตามองเขา กล่าวเสียงราบเรียบ
“กลับมาก็ดี ยามนี้ควรกลับไปรวมตัวกับ
ครอบครัวได้แล้ว”
เว่ยหลิงยืนนิ่ง “ท่านผู้บัญชาการ ปีนั้นข้าใช้หัว
ของข้าดั้นด้นไปสร้างคุณงามความดีอันยิ่งใหญ่
กับท่าน ทว่ายามข้าเกิดเรื่อง หากมิใช่เพราะ
บุตรสาวของข้าเพียรขอร้องท่านด้วยความ
ยากลำบาก ท่านก็คงไม่ช่วยใช่หรือไม่ การกระทำ
เช่นนี้ไม่ดูแล้งน้ำใจไปหน่อยหรือ”
ลู่เจียเสวียลุกจากเกี้ยว ไพล่มือไว้ด้านหลังมอง
พระตำหนักอันโอ่อ่า ก่อนคลี่ยิ้มอย่างเนิบช้า
“เจ้าต้องขอบคุณที่ตนมีบุตรสาวดี มิเช่นนั้นคงถูก
เพิกถอนบรรดาศักดิ์โดนกวาดล้างตระกูลแล้ว
เจ้ากลับมาในช่วงเวลาวิกฤตได้อย่างประจวบ
เหมาะ มีคนในเมืองหลวงส่งจดหมายให้เจ้าอยู่
ตลอดหรือ” เขาไม่รอให้เว่ยหลิงพูดก็กล่าวต่อ
“เจ้าไม่อาจกล่าวว่าข้าแล้งน้ำใจ ยามนั้นเพื่อช่วย
จวนอิงกั๋วกงแล้ว ข้าต้องลงแรงไปไม่น้อย กระทั่ง
ชักนำไฟมาเผาร่างตน หากเปลี่ยนเป็นผู้อื่น ข้า
ย่อมไม่มีทางช่วย เจ้าไม่เชื่อข้า กระทั่งกลับมาถึง
เมืองหลวงก็ไม่เคยปรากฏตัวให้ข้าเห็น ข้ายังไม่
เอ่ยถามอะไรสักคำ”
เว่ยหลิงกลับส่ายศีรษะ “ไม่ใช่ว่าข้าไม่เชื่อท่าน
แต่เป็นท่านที่ไม่เชื่อใจข้า”
ลู่เจียเสวียไม่เคยเชื่อใจผู้ใด ปีนั้นเขาลงมือแย่งชิง
บรรดาศักดิ์จากพี่ชาย หลายปีที่ผ่านมาก็เปลี่ยน
คนข้างกายคนแล้วคนเล่า มีผู้ใดบ้างที่ได้รับความ
ไว้วางใจจากเขาโดยแท้จริง
ลู่เจียเสวียไม่ได้ปฏิเสธหรือยอมรับ ผ่านไปชั่วครู่
จึงกล่าว “เว่ยหลิง กลับไปเสพสุขกับความดี
ความชอบของเจ้าเถิด”
จากนั้นก็ไม่พูดอะไรอีก เขาจัดชุดขุนนางฝั่ายบู๊
ขั้นหนึ่งของตน ก่อนเดินขึ้นบันไดเข้าไปในพระ
ตำหนักเฉียนชิง