พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ! - บทที่ 119 (Rewrite)
- Home
- พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ!
- บทที่ 119 (Rewrite)
เมื่อท้องฟั้าสว่าง ในที่สุดอี๋หนิงก็รอจนได้พบเว่ย
หลิงที่เพิ่งกลับมาจากวังหลวง
ก่อนหน้านี้เรื่องที่เว่ยหลิงบุกโจมตีเผ่าหว่าล่าและ
จับเป็นรองแม่ทัพของชนเผ่าหว่าล่าได้ แพร่
สะพัดไปทั่วทุกชนชั้นในเมืองหลวง ชั่วขณะหนึ่ง
หลายครอบครัวยินดีมีความสุข หลายครอบครัว
โศกเศร้าทุกข์ตรม ครอบครัวที่มีความสุขก็ตั้ง
หน้าตั้งตาเฝั้ารอ ครอบครัวที่โศกเศร้าทุกข์ตรมก็
ไม่อาจข่มตานอนทั้งคืน
อี๋หนิงรู้ว่าเขาจะไม่เป็นไร แต่เมื่อเห็นบิดาที่สวม
ชุดเกราะสีหน้าอ่อนล้า นางก็ยังรู้สึกเศร้าใจ เว่ย
หลิงถูกองครักษ์เสื้อแพรคุมตัวเข้าวัง เดิมทีฮ่องเต้
ต้องตั้งใจไม่แสดงสีหน้าดีๆ ให้เขาเห็นเป็นแน่
เมื่อเห็นเขากลับมา อี๋หนิงจึงให้สาวใช้ยกน้ำเข้า
มา นางลงมือปรนนิบัติเว่ยหลิงล้างหน้าด้วย
ตัวเอง
เว่ยหลิงยังพักผ่อนไม่ได้ เขาเปลี่ยนชุด ก่อนจะไป
คารวะฮูหยินผู้เฒ่าเว่ย ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยกอด
บุตรชายที่เพิ่งสูญเสียไปแล้วได้กลับคืน ลูบพินิจ
อย่างละเอียด ครั้นสัมผัสพบบาดแผลใหม่ที่เพิ่งได้
รับมาขนาดประมาณหนึ่งฉือที่เริ่มตกสะเก็ดแล้วก็
อดร้องไห้ออกมาอย่างปวดใจไม่ได้
ขุนทัพร้อยรบตาย ผ่านไปสิบปีจึงได้หวนกลับ
นางพลันรู้สึกว่าการที่บุตรชายยังมีชีวิตอยู่ไม่ใช่
เรื่องง่าย คุณงามความดีบรรดาศักดิ์ใดๆ ล้วนไม่
สำคัญเท่าการมีชีวิตอยู่
นางสวี่พาบุตรชายเว่ยอี๋และบุตรสาวเว่ยเจียมา
คารวะเว่ยหลิง เว่ยอี๋แสดงความเคารพต่อท่านลุง
ผู้สร้างคุณงามความดีทางทหารเป็นอย่างสูง เขา
ประสานมือคารวะ “ท่านลุง หากข้าสามารถออก
รบกับท่านได้ย่อมถือเป็นเรื่องดียิ่ง!”
ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยกล่าวกับบุตรชาย “ในจวนเกิด
เรื่อง ผู้อื่นต่างพากันถอยห่าง มีเพียงญาติสะใภ้ที่
กล้ามาเยี่ยมข้า”
“เจ้าได้ทำงานในหน่วยทหารม้าลาดตระเวนใน
เมืองหลวงก็นับว่าไม่เลว” พอเว่ยหลิงได้ยินคำ
กล่าวของมารดาก็ยิ้มให้เว่ยอี๋ “อีกสองสามปี
บิดาของเจ้าต้องขอตำแหน่งผู้บัญชาการหน่วย
ทหารม้าลาดตระเวนในเมืองหลวงให้เจ้าแน่นอน
หากนั่งได้อย่างมั่นคงแล้วข้าจะขอตำแหน่งรองผู้
บัญชาการค่ายเทพสงครามให้กับเจ้า”
หน่วยทหารม้าลาดตระเวนในเมืองหลวงเพียงมี
หน้าที่คอยสอดส่องดูแลรักษากฎหมายในเมือง
หลวงเท่านั้น ส่วนค่ายเทพสงครามเป็นสถานที่
รวบรวมอาวุธสงคราม สามารถร่วมลงสนามรบได้
ฮ่องเต้ไว้ใจเป็นอย่างยิ่ง
เว่ยอี๋จะไม่เข้าใจถึงความสำคัญของคำสัญญานี้ได้
อย่างไร หัวใจเขาพลันเกิดความรู้สึกปีติยินดี
คารวะเว่ยหลิงเต็มพิธีการ
เว่ยหลิงรู้ว่ายามที่ตนไม่อยู่ในจวนเกิดเรื่องราว
มากมาย อี๋หนิงแสดงบารมีจัดการผู้ดูแลไปคน
หนึ่ง แต่ก็เป็นดั่งที่ฮูหยินผู้เฒ่ากล่าวไว้ เดิม
ตระกูลเว่ยก็มีคนน้อย หากคนในตระกูลไม่เป็น
อันหนึ่งอันเดียวกัน เพียงเขาล้มลงตระกูลเว่
ยย่อมพังพินาศ หลังผ่านเหตุการณ์นี้ เว่ยหลิงจึง
ยิ่งเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าความรุ่งโรจน์ของตระกูล
ยังต้องอาศัยการสืบทอดของลูกหลาน นอกจากนี้
เขากับเว่ยอิงก็มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมาโดย
ตลอด เว่ยอี๋เป็นบุตรชายสายตรงคนโตของเว่ยอิง
ในกาลข้างหน้าเว่ยอี๋จะต้องสืบทอดเสื้อคลุม
[1]ของเว่ยอิง
ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยพิงตัวลงบนหมอนอย่างอิ่มเอมใจ
นางเหลียวซ้ายมองขวากลับไม่พบอี๋หนิงจึงเอ่ย
ถาม “อี๋หนิงเล่า เมื่อคืนเพื่อช่วยเหลือเจ้า นางก็
วิ่งวุ่นไปหมด”
“นางเหน็ดเหนื่อยมาทั้งคืน ลูกให้นางไปพักผ่อน
แล้ว” เว่ยหลิงตอบ
ฮูหยินผู้เฒ่าผงกศีรษะ ทอดถอนใจ “เรื่องครานี้
ลำบากนางแล้ว”
อันที่จริงอี๋หนิงนอนหลับไม่สนิทนัก เหน็ดเหนื่อย
มาทั้งวัน แต่นางกลับไม่รู้สึกอยากนอน นางฝืน
นอนก็ฝันถึงเสียงฝนที่โปรยปรายในยามราตรี
สัมผัสของริมฝีปากอันไม่คุ้นเคย แม้แต่คำพูดแผ่ว
เบาของเขาที่กล่าวไว้ก่อนจากไป ‘…เจ้าจะคิดว่า
ไม่ใช่เรื่องจริงก็ได้’
ประโยคนั้นให้ความรู้สึกเหินห่างอย่างที่ไม่เคย
ปรากฏมาก่อน
นางพลันเข้าใจบางเรื่อง มิน่าเล่าเขาถึงไม่สบ
อารมณ์ยามนางพูดถึงเรื่องงานแต่งของเขากับซุน
ฉงวัน
เมื่ออี๋หนิงตื่นนอนก็เป็นยามบ่ายของวันต่อ
มาแล้ว นางปวดหัวจนแทบระเบิดเป็นเสี่ยงๆ ไม่
นอนยังดีเสียกว่า
เจินจูเอาขี้ผึ้งสะระแหน่มานวดขมับทั้งสองข้างให้
นาง นางจึงพอจะรู้สึกสบายขึ้นบ้าง อี๋หนิงกินโจ๊ก
พุทราแดงไปเล็กน้อย กินแปั้งนึ่งน้ำผึ้งเป็นมื้อ
กลางวันไปอีกสองชิ้น ก่อนจะออกมาเดินเล่นด้าน
นอก เมื่อคืนฝนตกหนัก ยามนี้ด้านนอกจึงมี
แสงแดดอบอุ่นสาดส่องให้ต้นไม้ดอกไม้สว่าง
สดใส นกกระตั้วย่อตัวอยู่ข้างคานเกาะของมัน
กำลังดื่มน้ำอย่างไม่สนใจสิ่งใด ต้นกล้าที่นางปลูก
ไว้เมื่อหลายวันก่อนถูกพายุฝนพัดจนล้ม
ระเนระนาด เกรงว่าคงไม่รอดแล้ว
อี๋หนิงมองแปลงดอกไม้ด้วยความเสียดาย
ความคิดล่องลอยไปไกล
ยามที่นางเพิ่งกลายเป็นเสี่ยวอี๋หนิงก็รู้ว่ากาล
ข้างหน้าหลัวเซิ่นหย่วนจะต้องขึ้นเป็นท่านราช
เลขาธิการแห่งเน่ยเก๋อ เป็นผู้นำขุนนางฝั่ายบุ๋น
คอยคานอำนาจกับลู่เจียเสวีย ดังนั้นตั้งแต่เล็ก
นางจึงออกแรงกอดต้นขาเขาไว้เต็มกำลัง
พยายามสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเขา ทว่าเหตุใด
ยามนี้จึงรู้สึกว่ากอดแน่นเกินไปแล้ว ตอนยังเล็ก
เขาไม่ค่อยสนใจนางนัก มายามนี้กลับมีความคิด
เป็นอื่นต่อนาง ทั้งยังพยายามเข้าใกล้ชิดนาง
ไต้เม่าส่งชาร้อนถ้วยหนึ่งมาให้ อี๋หนิงดื่มแล้วจึง
เอ่ยถาม “ท่านพ่อเล่า”
“นายท่านกั๋วกงนอนไปสองชั่วยามก็ออกไป
สอบปากคำเชลยที่กรมอาญาแล้วเจ้าค่ะ” เจินจู
กล่าวพลางกลัดกระดุมเปั้ยจึให้อี๋หนิง นางมองผิว
ที่ขาวดุจผ้าไหมหิมะ นุ่มลื่นยิ่งกว่าเปั้ยจึที่ถืออยู่
บนมือพลางกล่าวต่อ “นายท่านให้บ่าวบอกกับ
คุณหนูว่าท่านคงไม่มีเวลามาดูแลจวนแล้ว ให้
คุณหนูเป็นผู้ดูแลจวนตามเดิม ยังมีเหล่าองครักษ์
ขององครักษ์เสิ่นที่จะยกให้คุณหนูเรียกใช้ คุณหนู
สามารถเรียกใช้พวกเขาได้โดยไม่ต้องเกรงใจ กาล
ข้างหน้าหากท่านแต่งออกไป พวกเขาจะติดตาม
ท่านไปเป็นสินสมรสเจ้าค่ะ”
อี๋หนิงได้ยินก็อดหัวเราะไม่ได้ สมกับเป็นเว่ยหลิง
จริงๆ ! “เคยพบแต่สินเจ้าสาวที่เป็นสิ่งของ สาว
ใช้สาวใช้ชรา มีอย่างที่ใดกันจะให้องครักษ์เป็น
สินเจ้าสาว!”
นางคงถูกเข้าใจว่าเป็นสะใภ้โหดตั้งแต่คราแรกที่
เหยียบเข้าบ้านสามี
เจินจูฟังแล้วก็หัวเราะ “อย่างไรก็ตาม นี่คือคำที่
นายท่านกั๋วกงกล่าวไว้ คุณหนู ท่านลองคิดดูสิเจ้า
คะว่าจะดูมีอำนาจบารมีเพียงใด สินเจ้าสาวของ
ผู้อื่นล้วนเป็นสาวใช้สาวใช้ชรา แต่ของท่านกลับ
เป็นองครักษ์ เมื่อถึงบ้านสามีแล้วย่อมไม่มีผู้ใด
กล้ารังแกท่าน!”
ดูมีอำนาจบารมีจริงๆ เว่ยหลิงเองก็จะได้ไม่ต้อง
กลัวว่าต่อไปจะมีผู้ใดกล้ารังแกนาง
อี๋หนิงก้มหน้าจิบชา ผ่านไปครู่หนึ่งฮูหยินผู้เฒ่า
เว่ยก็ให้คนมาบอกนางว่าอยากจะหารือเรื่องการ
เข้าวังหลวงเพื่อร่วมงานเลี้ยงในวันพรุ่งนี้
เผ่าหว่าล่าก่อความวุ่นวายบริเวณชายแดนมา
นานแรมปี สร้างความรำคาญใจให้อดีตฮ่องเต้
และฮ่องเต้องค์นี้อย่างยิ่งยวด การสู้รบครานี้ เว่ย
หลิงสามารถทำให้พวกมันล่าถอยออกไปอีกห้า
สิบลี้ ในระยะสิบปีนี้คงไม่สามารถบุกเข้าโจมตีได้
อีก ฮ่องเต้ย่อมยินดีอย่างยิ่ง จึงให้จัดงานเลี้ยง
เฉลิมฉลองเป็นกรณีพิเศษ เหล่าเชื้อพระวงศ์ ขุน
นางบุ๋นบู๊กว่าหนึ่งร้อยคนล้วนถูกเชิญเข้าร่วม ฮู
หยินผู้เฒ่าเว่ยได้รับราชโองการจึงวางแผนพาอี๋ห
นิงเข้าวังเพื่อไปขอบพระทัยฮองเฮา นางยังจดจำ
ความเมตตาของฮองเฮาในคราก่อนได้
เมื่อฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยประสบเรื่องยินดีจิตใจจึง
แจ่มใส อาการปั่วยบรรเทาขึ้นมาก นางให้คน
ประคองขึ้นนั่ง สั่งการให้สาวใช้สาวใช้ชราไปขน
เครื่องประดับเงินทองที่คลังเก็บสมบัติเข้ามา นาง
จะจับอี๋หนิงแต่งกายให้ดี ยามนี้บนตั่งไม้ โต๊ะชา
ล้วนเต็มไปด้วยกล่องเครื่องประดับที่เปิดอ้า
ประกายระยิบระยับของเครื่องประดับในห้องทำ
ให้ผู้คนต่างพากันเวียนศีรษะตาลาย ไม่เสียทีที่
จวนอิงกั๋วกงเป็นตระกูลขุนนางที่มีอายุนับร้อยปี
สิ่งที่ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยนำออกมาวางเรียงรายเต็ม
ห้อง ไม่มีชิ้นใดที่ไม่ใช่สมบัติล้ำค่า
ซ่งมามาเอาสร้อยคอทองคำสามสี่เส้นวาง
ตรงหน้าให้นางเลือก ทว่าอี๋หนิงกลับแยกแยะ
ความแตกต่างไม่ได้เลย
ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยยิ้มพลางหยิบเปั้ยจึคอกลมซึ่งปัก
เป็นรูปดอกหมู่ตันเยว่จี้[2]สีชมพู ปินทองลาย
ดอกบัวฝังมรกตคู่หนึ่ง พู่ทองคู่หนึ่งและต่างหู
ระย้าพลอยไพฑูรย์ออกมา
นางยังหยิบกล่องไพลินที่มีขนาดไม่ใหญ่ไม่เล็กมา
กล่องหนึ่ง แล้วกวักมือเรียกอี๋หนิงเข้าไป “เจ้าดูสิ
ว่ากล่องไพลินนี้งดงามเพียงใด”
อี๋หนิงหยิบมาพินิจมอง เม็ดไพลินสีฟั้าไร้รอย
ตำหนิ เป็นประกายสดใส นี่คือสีที่นับว่ายอด
เยี่ยมที่สุด “สมบัติของท่านย่าล้วนเป็นของชั้น
เลิศจริงๆ !” นางกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“กล่องนี้ย่ามอบให้เจ้า” ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยปิดกล่อง
ชี้ไปยังสิ่งของที่ช่วยนางเลือกเมื่อครู่ “ของ
เหล่านั้นก็มอบให้เจ้าด้วย”
เพียงไพลินกล่องนั้นก็ประเมินค่ามิได้แล้ว อี๋หนิง
จะกล้ารับได้อย่างไร นางรีบปฏิเสธทันควัน
ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยยิ้มพลางทอดถอนใจ “ยามหมิงจู
ยังเด็ก ข้ามักมอบของสิ่งนั้นสิ่งนี้ให้นาง แต่ไรมา
นางก็ไม่เคยปฏิเสธ ฉีกยิ้มกว้างเก็บของไปยังห้อง
ตน”
อี๋หนิงได้ยินถึงตรงนี้ก็เงียบขรึมลง นางเข้าใจ
ความหมายของฮูหยินผู้เฒ่าเว่ย เหตุใดนางจะ
ไม่ใช่คนเช่นนั้นเล่า เมื่อคิดย้อนกลับไป หากเป็น
ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวหรือหลินไห่หรูมอบให้นาง นาง
จะปฏิเสธเช่นนี้หรือ
“เจ้าและข้าต่างมีสายเลือดใกล้ชิด ไม่ควรต้องมา
เกรงใจกันและกันมากที่สุด” ฮูหยินผู้เฒ่าโบกมือ
ทันใดนั้นก็แสดงท่าทีหยิ่งทะนงออกมา “เจ้า
อย่าได้กล่าวอะไรอีก มิเช่นนั้นของในห้องนี้จะ
ย้ายไปที่เรือนของเจ้าทั้งหมด”
อี๋หนิงจึงยิ้ม หากจะว่าไปก็อย่าทำร้ายจิตใจของผู้
เฒ่าผู้ชราเลย
เช่นนั้นก็ขนกลับไป ของได้เปล่า เหตุใดจึงไม่เอา
เล่า!
สาวใช้ประคองมือของจ้าวหมิงจูมาคารวะฮูหยิน
ผู้เฒ่าเว่ย นางยืนอยู่ตรงประตู มองสาวใช้สาวใช้
ชราที่กำลังขนกล่องผ้าไหมออกไปด้านนอก
ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยอยู่ในห้อง อี๋หนิงเองก็อยู่ในห้อง
มองจากมุมนี้เข้าไปก็พบอี๋หนิงกำลังโน้มตัวลง
เพื่อให้ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยติดต่างหูให้นางได้อย่าง
สะดวก
จ้าวหมิงจูกัดริมฝีปาก นางนึกถึงยามที่ตนเพิ่งปัก
ปิน ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยก็ให้นางลองต่างหูด้วย
อารมณ์ปีติยินดีเช่นนี้ ยามนั้นนางจับมือของฮู
หยินผู้เฒ่าเว่ย แหงนหน้ายิ้มให้
ทันใดนั้นนางก็สัมผัสได้ถึงความอ้างว้างที่ถูก
แทนที่โดยผู้อื่น นี่แตกต่างจากความหวาดกลัว
ยามนางกระทำผิด นางพลันตระหนักได้ว่าตน
เป็นเพียงส่วนเกินในจวนอิงกั๋วกง เดิมสิ่งเหล่านี้ก็
ไม่ใช่ของของนาง บัดนี้ควรมอบคืนสู่เจ้าของแล้ว
เลือดย่อมข้นกว่าน้ำ
จ้าวหมิงจูหมุนกายเดินออกไปด้านนอก นางก้าว
อย่างรวดเร็ว เดินพลางปาดน้ำตา ก่อนจะทรุดตัว
ลงตรงระเบียงทางเดิน ร้องไห้ออกมาไม่หยุด
สาวใช้ปรี่เข้ามาประคองนางไว้ “คุณหนูญาติผู้พี่
เหตุใดท่านจึงร้องไห้ มิใช่จะไปคารวะฮูหยินผู้เฒ่า
หรือเจ้าคะ”
จ้าวหมิงจูส่ายหน้า ผ่านไปเนิ่นนานจึงกล่าว “จะ
เป็นเช่นนี้ไม่ได้ ข้าต้องคิดหาหนทางให้ตนเอง…”
นางเงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว “ลวี่ผิง เจ้ารู้สึกว่า
คุณชายญาติผู้พี่เป็นอย่างไร”
“ท่านหมายถึงคุณชายญาติผู้พี่เว่ยอี๋หรือเจ้าคะ”
สาวใช้ผงกศีรษะ “บ่าวรู้สึกว่าคุณชายญาติผู้พี่
ปฏิบัติต่อท่านไม่เลว…คนก็ไม่เลวเจ้าค่ะ”
ความทะเยอทะยานในใจจ้าวหมิงจูมลายหายไป
แล้ว ไม่ว่าจะเป็นลู่เจียเสวียหรือเฉิงหลาง ด้วย
สถานะที่ท่านอิงกั๋วกงกับฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยให้การ
ยอมรับนางในยามนี้ นับวันสภาพการณ์ของนางก็
ยิ่งกระอักกระอ่วน นางเข้าใจถึงความหมายของฮู
หยินผู้เฒ่าเว่ยขึ้นมาทันที สำหรับนางแล้ว มีเพียง
การแต่งงานกับผู้อื่น มีสามีเป็นที่พึ่งพิงจึงจะเป็น
เรื่องที่ตรงกับหลักความเป็นจริง เรื่องอื่นล้วนเป็น
เพียงเงาจันทร์ในน้ำ บุปผาในกระจกเท่านั้น
นางให้สาวใช้ประคองลุกขึ้น ก่อนเดินตรงไปยัง
ห้องของตน
วันรุ่งขึ้นเป็นวันที่ต้องเข้าวังหลวง ด้วยเกรงว่าอี๋ห
นิงจะสาย ซ่งมามาจึงมาเรียกนางด้วยตัวเอง
ท้องฟั้าเพิ่งมีแสงรำไร ไก่เพิ่งขันได้สองเสียง
ภายในห้องก็เริ่มจุดตะเกียงแล้ว บังเกิดความ
อลหม่านวุ่นวายขึ้นมา การเข้าวังหลวงของพวก
นางราวกับเป็นการเตรียมตัวเผชิญหน้าศัตรูตัว
ฉกาจ อี๋หนิงถูกจับนั่งบนเก้าอี้กลม ปล่อยให้ไต้
เม่าประทินโฉมให้ ไต้เม่าเชี่ยวชาญด้านนี้มาก ใน
เรือนนี้ไม่มีสาวใช้คนใดเก่งกาจไปกว่าไต้เม่า มี
สาวใช้บางคนกำลังใช้น้ำดอกเฟิงเซียนฮวาทำสี
เล็บให้อี๋หนิง ซ่งมามายังเชิญสตรีคนหนึ่งมาทำผม
ให้อี๋หนิงเป็นพิเศษ
เมื่อวานอี๋หนิงนอนหลับไม่สนิทนัก วันนี้ยังถูก
ปลุกแต่เช้าตรู่ ยามนี้นางง่วงจนเปลือกตาบน
แทบประกบกับขอบตาล่าง ได้แต่ปล่อยให้พวก
นางจัดการกับร่างกายตนตามอำเภอใจ
รอจนทุกอย่างเรียบร้อย ซ่งมามาจึงคารวะนาง
“ลำบากคุณหนูต้องตื่นแต่เช้าแล้ว เรื่องที่
เกี่ยวพันกับราชวงศ์ไม่อาจไม่ระมัดระวัง อาหาร
เช้าค่อยกินระหว่างทาง นายท่านกั๋วกงกับฮูหยิน
ผู้เฒ่ากำลังรอท่านอยู่”
ที่แท้ก็มีคนตื่นเช้ากว่านาง
อี๋หนิงรับน้ำชาจากซงจือมาจิบคำหนึ่ง ทันใดนั้นก็
รู้สึกตื่นตัวขึ้นไม่น้อย สำรวมขึ้นหลายส่วน นาง
ถูกสองสาวใช้ใหญ่เจินจูกับไต้เม่าพาออกจาก
เรือน
ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยที่สวมอาภรณ์ฮูหยินตราตั้งขั้น
หนึ่งกำลังนั่งรอนางอยู่ในรถม้า
ซ่งมามาก็นั่งรถม้าคันเดียวกัน นางส่งตะกร้า
เล็กๆ ใบหนึ่งให้อี๋หนิง ด้านในเป็นซาลาเปาเนื้อ
ซึ่งมีไอน้ำลอยอวลห้าลูกกับน้ำเต้าหู้กาหนึ่ง
เว่ยหลิงนั่งอยู่บนรถม้าอีกคันหนึ่ง สวมชุดขุนนาง
ราชสำนักถูกต้องตามพิธีการ เขาเดินมาสั่งกำชับ
อี๋หนิง “เจ้าไม่ต้องกลัว ไม่ว่าเรื่องใดเจ้าทำตาม
ท่านย่าก็พอ พยายามมองรอบด้านให้น้อย อย่า
ทำตัวผิดปกติ” อี๋หนิงไม่เคยเข้าวังมาก่อน เมื่อจะ
ได้พบความน่าเกรงขามของราชวงศ์เป็นครั้งแรก
นางย่อมเกิดความหวาดกลัวเป็นธรรมดา
ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยปรายตามองบุตรชาย ก่อนคลี่ยิ้ม
ออกมา “มีข้าอยู่ เจ้ายังกลัวว่าผู้อื่นจะจับ
บุตรสาวของเจ้ากินอีกหรือ” นางรู้สึกว่าบุตรชาย
กังวลมากเกินไป
พอเว่ยหลิงได้ยินคำกล่าวของมารดาจึงเดิน
กลับไปยังรถม้าของตัวเองอย่างเก้อเขิน
อี๋หนิงยิ้ม นางไม่รู้สึกตื่นเต้นสักเท่าไร นางไม่เคย
เข้าวังจึงเกิดความสงสัยใคร่รู้อย่างยิ่ง
ในที่สุดรถม้าก็เคลื่อนตัว อี๋หนิงกัดซาลาเปาเนื้อ
กินพลางมองไปด้านนอกเงียบๆ
ตรอกอวี้จิ่งอยู่ไม่ไกลจากวังหลวงนัก หลังจาก
เลี้ยวผ่านสองตรอกก็ออกสู่ถนนใหญ่ ทั้งสองข้าง
ทางไร้ตลาดค้าขายแล้ว ประตูขนาดใหญ่ที่มีหมุด
ย้ำเคลือบเงาสีดำปรากฏขึ้นเบื้องหน้า มีองครักษ์
เฝั้ารักษาการณ์ ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยกล่าวกับนาง “นี่
คือประตูต้าหมิงเหมิน เข้าไปก็จะพบประตูเฉิง
เทียนเหมิน ด้านในจะมีไท่เมี่ยว[3]และสถานที่
บูชาฟั้าดิน เมื่อผ่านประตูตวนเหมิน ถัดไปก็จะ
พบประตูอู่เหมิน แล้วก็จะเป็นพระราชตำหนักใน
แล้ว เจ้าห้ามแอบดูอีก”
อี๋หนิงรับคำ ชาติภพก่อนนางถือกำเนิดในตระกูล
ขุนนางเล็กๆ เมื่อแต่งเข้าสู่ตระกูลโหวก็แต่งให้กับ
บุตรของอนุ นางเคยได้ยินชื่อของวังหลวงมานับ
ร้อยครั้ง แต่ไม่เคยเห็นด้วยตาสักครั้ง รอจนรถม้า
ผ่านประตูเฉิงเทียนเหมินจึงเห็นว่ามีรถม้า
มากมายกำลังมุ่งหน้าเข้าสู่พระราชวังต้องห้าม
เช่นเดียวกับพวกนาง สองฝังทางยังมีขุนนางใน
ชุดข้าราชการเดินทางมาจากทั้งหกกรม แสงอรุณ
สดใส ดูครึกครื้นอย่างยิ่ง
เมื่อถึงประตูอู่เหมิน อี๋หนิงจึงปล่อยผ้าม่านลง
อย่างฟังความ ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยยิ้มลูบศีรษะนาง
ด้วยความเอ็นดู
ไม่รู้ว่ารถม้าเคลื่อนตัวไปอีกนานเพียงใด อี๋หนิง
ผล็อยหลับไปตื่นหนึ่ง ก่อนที่รถม้าจะหยุดลงช้าๆ
ผ้าม่านถูกแหวกออก มีขันทีถือแส้ปัดคนหนึ่งยืน
อยู่ด้านนอก เขากล่าวด้วยรอยยิ้ม “ท่านนี้คงจะ
เป็นฮูหยินผู้เฒ่าแห่งจวนอิงกั๋วกงใช่หรือไม่ขอรับ
คารวะฮูหยินผู้เฒ่า เชิญตามข้าน้อยมา”
ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยวางท่าเฉกเช่นฮูหยินตราตั้งขั้น
หนึ่ง ผงกศีรษะพลางยิ้มรับ ก่อนให้ซ่งมามา
ประคองลงจากรถม้า
อี๋หนิงเดินตามลงมา ก่อนจะพบว่ายามนี้พวกนาง
กำลังอยู่บนทางเดินเรียบกว้างขวาง ทั้งสองด้าน
เป็นกำแพงสีชาดสูงตระหง่าน โคมไฟศิลาสลักรูป
บงกช ขันทีเดินนำทางพวกนางไปด้านใน หลัง
ผ่านทางเดินก็เป็นพื้นที่เปิดโล่งกว้าง บนลานชม
จันทร์เป็นที่ตั้งของพระตำหนักโอ่อ่าหลังหนึ่ง
หลังคาของพระตำหนักมุงด้วยกระเบื้องเคลือบสี
ทองอร่ามซ้อนทับสองชั้น เสาสีแดงสดขนาดใหญ่
ยิ่งใหญ่อลังการมิอาจเปรียบ อี๋หนิงยืนนิ่งอยู่นอก
ประตูพร้อมกับฮูหยินผู้เฒ่าเว่ย ขันทีผู้นั้นเดินเข้า
ไปรายงาน ก่อนจะนำพวกนางเข้าไปในพระ
ตำหนัก
ภายในยิ่งดูเป็นสีทองระยิบระยับ โอ่โถงวิจิตร
หรูหรา พื้นปูด้วยอิฐสีทอง ปูทับด้วยพรมโชคลาภ
วาสนาห้าประการ มีปั้ายอักษร ‘ตั้งมั่นอยู่ในสาย
กลาง’ แขวนอยู่ภายในห้อง ทั้งสองด้านมีนาง
กำนัลนับได้สิบกว่าคนคอยยืนปรนนิบัติ สตรีรูป
โฉมงดงามนางหนึ่งสวมเสื้อคลุมสีแดงสดแขนยาว
สวมมงกุฎประดับหยกไข่มุกรูปพญาหงส์ กำลังนั่ง
อยู่บนตั่งไม้ที่มีเบาะเอนสีแดงสดลายเทพเจ้า
ฮกลกซิ่ว นางกำลังกระซิบกระซาบกับสตรีที่อยู่
ด้านข้างคนหนึ่ง ฮูหยินท่านนี้มิใช่ฮูหยินเซี่ยหรอก
หรือ ผู้ที่นั่งอยู่ทางขวามือของฮูหยินเซี่ยก็คือ
เซี่ยอวิ้น ณ ที่แห่งนั้นยังมีบรรดาฮูหยินและ
คุณหนูอีกหลายคน อี๋หนิงมองไป นางรู้จักเพียง
คุณหนูสามแห่งจวนติ้งเปั่ยโหวเท่านั้น
ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยพานางมาด้านหน้าเพื่อคุกเข่า
ถวายพระพร อี๋หนิงจึงได้เห็นใบหน้างดงามของ
สตรีนางนั้น
เหตุใดนางจึงรู้สึก…คุ้นตากับใบหน้านี้หลายส่วน
คล้ายเคยพบที่ใดมาก่อน
“ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยสุขภาพไม่ดี ยากนักที่ท่านจะ
เข้าวังสักครั้ง” ฮองเฮาหัวเราะ “แม่นางน้อยที่
ติดตามท่านมาดูพริ้มเพราหน้าตางดงามนัก เป็น
บุตรสาวโดยสายเลือดของอิงกั๋วกงหรือ”
“ทูลฮองเฮา เป็นบุตรสาวของบุตรชายหม่อมฉัน
เองเพคะ” ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยรับคำ ในใจก็ลอบคิด
ว่าเหตุใดอี๋หนิงจึงไม่แสดงปฏิกิริยาอะไรเลย
ดังนั้นจึงรีบดึงแขนเสื้อนาง
อี๋หนิงได้สติ นางคำนับเต็มพิธีการตามแบบฉบับที่
ซ่งมามาสอนไว้ “หม่อมฉันอี๋หนิงถวายพระพร
ฮองเฮา ขอให้ฮองเฮาทรงพระเจริญพันปีพันพัน
ปี”
ฮองเฮาจ้องมองนางอยู่นาน ก่อนจะหันไปกล่าว
กับฮูหยินเซี่ย “เหตุใดก่อนนี้จึงไม่เคยได้ยินว่า
อิงกั๋วกงมีบุตรสาว ข้าจำได้ว่าเขามีเพียงบุตรชาย
กับอนุคนหนึ่ง…ทั้งยังแต่งตั้งเป็นซื่อจื่อแล้ว หรือ
ข้าจำผิดไป”
เซี่ยฮูหยินตอบ “ฮองเฮา พระองค์มิได้ทรงจำผิด
เพคะ เดิมแม่นางอี๋หนิงผู้นี้ถูกเลี้ยงดูอยู่ด้านนอก
ไม่ง่ายเลยกว่าอิงกั๋วกงจะตามกลับมาได้” นาง
เป็นพี่น้องร่วมอุทรของฮองเฮา ฮองเฮาเป็นพี่สาว
แท้ๆ ของนาง โตกว่านางสองปี ดังนั้นทั้งสองคน
จึงพูดคุยกันอย่างสนิทสนม “อิงกั๋วกงโปรดปราน
นางนัก ยังให้ผู้บัญชาการลู่รับนางเป็นบุตรสาว
บุญธรรม จารึกนามในบัญชีรายชื่อของวงศ์
ตระกูล”
ครั้นฮองเฮาได้ยินถึงตรงนี้ก็คล้ายสนใจขึ้นมา
เล็กน้อย “เจ้าเป็นบุตรสาวบุญธรรมของผู้
บัญชาการลู่หรือ ข้ารู้จักเขา เขาไม่ชอบนับผู้ใด
เป็นญาติหรือสร้างศัตรูมากที่สุด”
อี๋หนิงคุกเข่ายืดตัวขึ้น ลอบตื่นตระหนกในใจ เมื่อ
ครู่ฮองเฮายังไม่ใคร่สนใจในตัวนางนักจึงไม่ได้สั่ง
ให้นางลุกขึ้น ถึงนางจะเป็นบุตรสาวของอิงกั๋วกง
แต่ก็ถือกำเนิดจากสายรอง บรรดาคนที่นั่งอยู่
เบื้องหน้าฮองเฮามีผู้ใดบ้างที่สถานะต้อยต่ำ ทว่า
นางเองก็ไม่แสดงอาการถ่อมตัวหรือหยิ่งทะนง
ตอบกลับไปว่า “ใต้เท้าผู้บัญชาการรับหม่อมฉัน
เป็นบุตรสาวบุญธรรมเพราะคำร้องขอของท่าน
พ่อ ใต้เท้าผู้บัญชาการเห็นแก่หน้าของท่านพ่อจึง
รับหม่อมฉันเข้าบัญชีรายชื่อวงศ์ตระกูลเพคะ”
“ถึงเช่นนั้นก็ยากยิ่ง” ฮองเฮามองนางอย่างพินิจ
แม้จะไม่ได้ถือกำเนิดจากฮูหยินของอิงกั๋วกง
โดยตรง แต่ก็ถือเป็นสาวงามสะคราญคนหนึ่ง
ลำคอเรียวระหงดุจหงส์ก้มต่ำเล็กน้อย ผิวขาวดุจ
หิมะ นัยน์ตากระจ่างใสดุจน้ำในฤดูสารท ไฝเม็ด
เล็กบริเวณปลายหางคิ้วยิ่งขับให้ดูมีเสน่ห์ รอยยิ้ม
ของฮองเฮาอ่อนโยนขึ้นหลายส่วน “เด็กคนนี้ ยัง
จะมัวคุกเข่าอยู่อีก ลุกขึ้นมานั่งเถิด”
อี๋หนิงนั่งลงข้างกายฮูหยินผู้เฒ่าเว่ย ในเวลานี้
ฮองเฮาหันไปพูดคุยกับเซี่ยอวิ้นแล้ว นางโปรด
ปรานหลานสาวผู้นี้นัก เซี่ยอวิ้นมักเข้าวังเพื่ออยู่
เป็นเพื่อนนางบ่อยครั้ง ฮองเฮาไร้โอรสจึงรักเอ็นดู
เซี่ยอวิ้นประหนึ่งบุตรสาว นางหารือกับฮูหยินเซี่ย
“ข้าอยากทูลขอบรรดาศักดิ์ท่านหญิงให้อวิ้นเอ๋อร์
แต่อวิ้นเอ๋อร์กลับไม่ยอมรับ…เจ้าเด็กคนนี้ช่าง
เหมือนเจ้านัก ดื้อรั้นเหลือเกิน”
เซี่ยอวิ้นดึงมือของฮองเฮาไว้แล้วยิ้ม “ฮองเฮาเพ
คะ หม่อมฉันไม่ต้องการบรรดาศักดิ์สักหน่อย
บรรดาศักดิ์ของหม่อมฉัน หม่อมฉันต้องเป็นผู้
แสวงหามาด้วยตัวเอง!”
ฮองเฮาฟังแล้วก็สัพยอก “เช่นนั้นมิสู้แต่งเป็น
ภรรยาเอกให้กับบุรุษที่มีบรรดาศักดิ์เสียก็สิ้นเรื่อง
หากเขามีตำแหน่งขั้นสี่ ข้าก็จะทูลขอตราตั้งขั้นสี่
ให้เจ้า หากเป็นขั้นสาม ข้าก็จะทูลขอตราตั้งขั้น
สามให้เจ้า อวิ้นเอ๋อร์เห็นว่าวิธีนี้เป็นอย่างไร
รวดเร็วกว่าเจ้าพยายามด้วยตัวเองนัก”
เซี่ยอวิ้นหน้าแดงเรื่อ ไม่รู้กำลังคิดถึงอะไรจึงไม่
เอื้อนเอ่ยแล้ว บรรดาฮูหยินรอบข้างต่างพากัน
หัวเราะอย่างสนุกสนาน ขานรับคำของฮองเฮา
“ฮองเฮาตรัสได้ตรงใจคุณหนูรองเซี่ยแล้ว!
คุณหนูรองเซี่ยมีคนในใจแล้วกระมัง”
อี๋หนิงก้มหน้าจิบชา นางรู้ว่าเซี่ยอวิ้นชอบ
หลัวเซิ่นหย่วน
นางจิบน้ำไปอีกหลายอึก รู้สึกว่าหยุดคิดจะดีเสีย
กว่า
เมื่อฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยเห็นบรรดาฮูหยินต่างพากัน
สนทนากันอย่างครื้นเครงก็เอื้อมมือออกไปจับมือ
ของอี๋หนิงไว้ อี๋หนิงจึงเพิ่งพบว่าฝั่ามือของฮูหยินผู้
เฒ่าเว่ยเปียกชื้นไปด้วยเหงื่อ นางกระซิบเสียงต่ำ
“อี๋หนิง เมื่อครู่เจ้ากำลังคิดสิ่งใดอยู่ ทำให้ข้า
ตกใจเหลือเกิน”
คิดอะไรหรือ กำลังคิดว่าเคยพบฮองเฮาผู้นี้ที่ใด
กัน
อี๋หนิงเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย มองฮองเฮาที่นั่งอยู่บน
ที่ประทับ ยามอีกฝั่ายอายุได้สิบหกก็สมรสกับ
ฮ่องเต้ขึ้นเป็นพระชายาขององค์รัชทายาทแล้ว
เติบโตขึ้นในตำหนักบูรพามาโดยตลอด นาง
คลับคล้ายคลับคลานึกขึ้นได้ว่าหลายปีก่อนใน
จวนหนิงหย่วนโหว คล้ายนางจะเคยพบอีกฝั่าย
ครั้งหนึ่ง ยามนั้นนางไม่รู้ว่าคนผู้นี้คือผู้ใด อีกฝั่าย
วิ่งมาอย่างรวดเร็วจนชนเข้ากับอี๋หนิง ก่อนจะ
จากไปอย่างรีบร้อน
ยามนั้นนางยังสับสนมึนงง สตรีนางนี้สวมอาภรณ์
สูงศักดิ์ นางไม่เคยพบเห็นในจวนมาก่อน เรื่อง
เหล่านี้นางจำได้ไม่เคยลืมเลือน
อี๋หนิงสะบัดศีรษะ เรื่องผ่านมาหลายปีแล้ว ยามนี้
อีกฝั่ายขึ้นเป็นฮองเฮาแล้ว ย่อมไม่มีทางสนใจ
เรื่องในอดีตแล้ว
ผ่านไปสักพักฮ่องเต้ก็มีรับสั่งให้ฮองเฮาพาบรรดา
ฮูหยินไปร่วมงานเลี้ยงที่อุทยานหลวง
คนทั้งกลุ่มลุกขึ้น ฮองเฮานั่งเกี้ยว ส่วนอี๋หนิงและ
คนอื่นๆ ติดตามอยู่ด้านหลัง ภูเขาจำลองสลับทับ
ซ้อนที่สร้างขึ้นจากหินไท่หูปรากฏให้เห็นใน
อุทยานหลวง กิ่งหลิวริมทะเลสาบโน้มแตะผิวน้ำ
ดอกบัวผลิบานกลางทะเลสาบ เมื่อเดินไปตาม
ระเบียงกั้นหินอ่อนจะพบพื้นที่โล่งกว้างที่มีการ
จัดเตรียมงานเลี้ยงไว้เรียบร้อยแล้ว บรรดาฮูหยิน
เข้างานตามขั้นบรรดาศักดิ์ อี๋หนิงไร้ยศถาจึงทำได้
เพียงนั่งอยู่ข้างกายฮูหยินผู้เฒ่าเว่ย
นางกวาดตามองรอบข้าง งานเลี้ยงในอุทยาน
หลวงน่าจะเชิญคนจากชนชั้นสูงศักดิ์เท่านั้น ขุน
นางบุ๋นบู๊ในที่นี้มีจำนวนไม่มากนัก เว่ยหลิงนั่ง
เยื้องไปทางด้านหน้าซ้ายมือ เขากำลังสรวลเส
เฮฮากับติ้งเปั่ยโหวที่นั่งอยู่ด้านข้าง นางมองไป
ทางขวาก็พบว่าเฉิงหลาง เขาเองก็เห็นนางแล้ว
ท่าทางประหลาดใจเล็กน้อย อี๋หนิงยิ้มบางๆ ให้
เขา
เฉิงหลางวางท่าโคลงศีรษะ ยกจอกสุรามาทาง
นางด้วยท่าทีอับจน
เขาอยากจะสื่อว่าเขาไม่สนุกหรือ
ในขณะนี้เองเสียงสูงแหลมของขันทีก็ดังขึ้น
‘ฮ่องเต้เสด็จแล้ว’ อี๋หนิงจึงไม่มองอีก อาหารซึ่ง
ถูกรังสรรค์อย่างประณีตถูกส่งต่อเข้ามาดุจ
สายน้ำ ฉับพลันเสียงชนสุราครื้นเครงก็ดังขึ้น
ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยคีบเนื้อกวางตุ๋นชิ้นหนึ่งลงในถ้วย
ของนาง อี๋หนิงลองชิมไปคำหนึ่ง เนื้อชุ่มฉ่ำอร่อย
เลิศรสจริงๆ นางกินไปอีกหลายชิ้น ทุกคนต่าง
ได้รับพระกระโดดกำแพงรสชาติเยี่ยมคนละถ้วย
นางกำลังดื่มน้ำแกงก็ได้ยินเสียงอึกทึกวุ่นวาย
ทันทีที่เงยหน้าขึ้นก็พบว่าลู่เจียเสวียมาถึงแล้ว
ด้านหลังติดตามมาด้วยผู้ใต้บัญชา เขามาช้าแล้ว
ลู่เจียเสวียขอพระราชทานโทษจากฮ่องเต้ ฮ่องเต้
ตบบ่าเขาพร้อมหัวเราะ “อ้ายชิง[4]ไปนั่งเถิด มิ
เป็นไร!”
ลู่เจียเสวียจึงนั่งลงบนตำแหน่งแรกทางซ้ายมือ มี
คนเข้ามาจัดเรียงอาหารให้เขาทันที
สายตาของทุกคนต่างจับจ้องไปที่ลู่เจียเสวีย งาน
เลี้ยงของราชวงศ์เขากล้ามาช้า ทว่าฮ่องเต้กลับไม่
ถือโทษสักนิด…สมกับเป็นผู้บัญชาการลู่ผู้มีอำนาจ
คับฟั้าจริงๆ !
งานเลี้ยงดำเนินมาได้ครึ่งทาง ฮ่องเต้คิดจะพูด
บางสิ่ง เขาเรียกเว่ยหลิงเข้ามา กล่าวกับเขาว่า
“อ้ายชิงสร้างคุณงามความดีใหญ่หลวง เป็นความ
โชคดีของราชสำนักอย่างที่สุด” ถ้อยคำยกย่อง
ตามพิธีการนี้ ไม่ว่าทุกคนจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจฟัง
แต่อย่างไรก็ต้องฟัง ฮ่องเต้พระราชทานที่ดินผืน
หนึ่ง ทองคำขาวสองพันตำลึงและชุดมัจฉาบินอีก
หนึ่งชุดให้กับเขา เว่ยหลิงคุกเข่าลงเพื่อแสดง
ความขอบคุณในพระเมตตา
ฮองเฮามองลู่เจียเสวียที่เอาแต่ร่ำสุราไม่เอื้อนเอ่ย
ทันใดนั้นในใจก็บังเกิดความคิดจึงกล่าวกับฮ่องเต้
ว่า “ฝั่าบาทเพคะ หม่อมฉันรู้สึกว่าสิ่งที่ประทาน
เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งของนอกกาย อิงกั๋วกงสร้างคุณ
งามความดีครั้งใหญ่ จะอย่างไรพระองค์ก็ควร
ประทานสิ่งตอบแทนอื่นให้เขา”
ฮ่องเต้องค์ก่อนครองราชย์อยู่นาน กว่าฮ่องเต้องค์
นี้จะได้ขึ้นครองราชย์ก็มีอายุสามสิบสี่พรรษาแล้ว
ทว่ายามนี้รูปโฉมยังถือว่าหล่อเหลา ฮ่องเต้ตรัส
ขึ้น “เจิ้นก็รู้สึกเช่นนั้น แต่ก็คิดไม่ออกว่าควรมอบ
สิ่งใด”
เว่ยหลิงรีบประสานมือกล่าวถ้อยคำตามมารยาท
“กระหม่อมเพียงทุ่มเทสติปัญญาเเละ
ความสามารถตราบจนชีวิตจะหาไม่เท่านั้น นี่คือ
หน้าที่ของกระหม่อม สิ่งของพระราชทานเป็น
เพียงสิ่งของนอกกาย ฝั่าบาทไม่ต้องทรง
พระราชทานอะไรแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ทว่าฮองเฮากลับแย้มยิ้ม “อิงกั๋วกงอย่าได้เกรงใจ
ไป หม่อมฉันเองก็เพิ่งรู้ว่าท่านยังมีบุตรสาวอีกคน
หนึ่ง ยามนี้อายุสิบสี่ อายุน้อยกว่าองค์ชายสาม
ของพวกเราอยู่สองปี ท่าทางเฉลียวฉลาด
เหลือเกิน องค์ชายสามของพวกเรายังไม่ได้
อภิเษกสมรส ยามนี้หากจะหาชายารองให้เขาสัก
คนก็ดูเป็นเรื่องเหมาะสมยิ่งนัก”
ครั้นฮ่องเต้ได้ยินก็สนใจ “อิงกั๋วกงยังมีบุตรสาว
อีกคนหรือ เจิ้นไม่เคยพบมาก่อน เป็นท่านใดใน
ที่นี้หรือ”
เมื่อเว่ยหลิงได้ยินถึงตรงนี้ สีหน้าก็แปรเปลี่ยนไป
เล็กน้อย เฉิงหลางเงยหน้าขึ้นทันที มือกำผ้าไหม
ที่ปูโต๊ะจัดเลี้ยงแน่น
ฮองเฮาประสงค์จะขอสมรสพระราชทานให้อี๋หนิง
องค์ชายสามคนนี้ถือกำเหนิดจากสนมหรง
เนื่องจากฮองเฮาไร้โอรสจึงเพิ่งรับองค์ชายสามมา
อยู่ภายใต้นามของนาง คงเพราะต้องตาในสถานะ
ของอี๋หนิงและความสัมพันธ์ระหว่างตระกูลเว่ย
กับตระกูลลู่ ดังนั้นจึงอยากขอพระราชทานอี๋หนิง
ให้กับองค์ชายสามเพื่อเป็นกองกำลังสนับสนุน
ของเขาในกาลข้างหน้า ทว่าชาติกำเนิดของอี๋หนิง
สูงศักดิ์ไม่พอ จะให้เป็นพระชายาเอกคงไม่ได้ แต่
หากเป็นเช่อเฟย นั่นก็ถือได้ว่าเป็นการ
พระราชทานรางวัลแล้ว!
ลู่เจียเสวียเพียงเผยอเปลือกตาขึ้นน้อยๆ มองไป
ทางฮองเฮา
บรรยากาศพลันเปลี่ยนเป็นสงบนิ่ง อี๋หนิงที่ถูก
ขานชื่อครุ่นคิดอยู่นาน นางสูดลมหายใจลึก ก่อน
ลุกขึ้นอย่างเนิบช้า
——————–
1. รับเสื้อคลุมจากบิดามารดาหมายถึงการ
รับสืบทอดบรรดาศักดิ์ กิจการ ทักษะ
ความสามารถจากพ่อแม่
2. ดอกหมู่ตันเยว่จี้ คือดอกกุหลาบจีนที่มี
ลักษณะคล้ายดอกโบตั๋น
3. ไท่เมี่ยวคือวัดบรรพบุรุษของจักรพรรดิ
4. อ้ายชิงเป็นสรรพนามที่กษัตริย์ใช้เรียกขุน
นางที่ตนยกย่องหรือชื่นชอบ