พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ! - บทที่ 96(Rewrite)
อี๋หนิงยังไม่ทันพูดอะไร เฉิงหลางก็ยิ้ม วางหมาก
อีกตัวลง “ข้าจะบอกกล่าวเจ้าเรื่องนี้ไปไย”
อี๋หนิงเคยได้ยินเว่ยหลิงพูดว่า ระยะนี้ลู่เจียเสวีย
หมางเมินเฉิงหลางไม่น้อย เดิมเขามีโอกาสเลื่อน
ขั้นในกรมขุนนาง ทว่าเฉิงหลางกลับไม่ได้รับการ
เลื่อนตำแหน่ง พอมองหว่างคิ้วของเขาที่มี
ร่องรอยของความเหนื่อยล้าจาง ๆ นางก็อดลอบ
ถอนใจไม่ได้ เด็กคนนี้ดูภายนอกยิ้มแย้มแจ่มใส
ทว่าที่จริงแล้วเขากลับไม่มีความสุขเลยสักนิด
ราวกับในใจเก็บซ่อนความขมขื่นทุกข์ระทมเอาไว้
เพียงแต่ผู้อื่นต่างก็ไม่รู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่
เช่นนั้นเขากำลังคิดอะไรอยู่
อี๋หนิงตกอยู่ในภวังค์ ครั้นได้สติก็พบว่า
สถานการณ์ของหมากตานี้พลิกผันไปเสียแล้ว
เฉิงหลางค่อย ๆ คืบคลานเข้าบีบคั้น ต้อนหมาก
ของนางเข้าสู่มุมหนึ่ง
นางหยิบหมากตัวหนึ่งไว้ในมือ ในใจลอบอุทานว่า
ร้ายกาจเหลือเกิน!
เมื่อเห็นว่านางใกล้ปราชัยแล้ว มุมปากของเฉิง
หลางก็ผุดรอยยิ้มจาง ๆ“น้องสาวอี๋หนิง เหตุใดจึง
ยังดื้อรั้นขัดขืนอยู่อีกเล่า”
ขณะที่กล่าวถึงตรงนี้ก็มีสาวใช้แหวกผ้าม่านเดิน
เข้ามา ยอบตัวลงกล่าวกับอี๋หนิงว่าผู้ดูแลจวนขอ
เข้าพบ อี๋หนิงพรูลมหายใจพลางลุกขึ้น เมื่อเงย
หน้าขึ้นก็พบเฉิงหลางกำลังมองนางพอดี นางอด
กล่าวไม่ได้ว่า “ในจวนมีเรื่องด่วน…”
เฉิงหลางยิ้ม “เจ้าไปเถิด!” เขาโยนหมากในมือลง
ไปในถ้วยใส่ตัวหมาก
หลังอี๋หนิงเดินออกไปก็ไปหารือกับผู้ดูแลจวน เว่ย
หลิงไม่อยู่ในจวนมีเรื่องมากมายที่นางไม่สามารถ
ตัดสินใจได้ หลังหารืออยู่ค่อนวันถึงจัดการสำเร็จ
เมื่อนางกลับไปที่ห้องด้านข้างอีกครั้งก็พบว่าถิง
เกอร์ออกไปเล่นกับสาวใช้แล้ว ส่วนเฉิงหลางก็
น่าจะรอจนเบื่อหน่ายถึงได้เอนตัวเข้ากับที่วาง
แขนแล้วหลับตาลง
อี๋หนิงเดินไปยังข้างกายเขาอย่างระมัดระวัง
จากนั้นก็ได้ยินเจินจูกระซิบเสียงเบา “คุณชายคง
จะเพลียมาก บ่าวยกนํ้าชามาให้ก็ยังไม่ทันได้จิบ
เลย”
อี๋หนิงถึงได้พบว่าเขาเข้าสู่ห้วงนิทราไปแล้ว ใต้ตา
มีรอยคลํ้าจาง ๆดูท่าทางจะหลับสนิท นางโบก
มือให้สาวใช้ถอยออกไป ให้เขาได้นอนพักสักตื่น
ส่วนตนก็วิเคราะห์หมากในกระดาน นางพลันนึก
ถึงยามที่เขายังเด็กสถานการณ์ช่างคล้ายคลึง นาง
กำลังดูสมุดบัญชี ส่วนเสี่ยวเฉิงหลางก็นอนอยู่ข้าง
กายนาง
นางวางหมากในมือลง จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงพึมพำ
แผ่วเบา “ท่านน้าสะใภ้…”
เขากำลังเรียกอะไรนะ อี๋หนิงเงยหน้ามองเฉิง
หลาง ใบหน้าหล่อเหลาของเขาคล้ายมีร่องรอย
ของความโศกศัลย์อย่างยิ่งยวด หัวคิ้วขมวดแน่น
เขายังไม่ตื่น สีหน้าปรากฏความขลาดกลัวตื่น
ตระหนกของเด็กน้อยที่ไร้หนทางช่วยเหลือ
ครั้นเขายังเด็กก็มักนอนหลับไม่สนิท ต้องดึงแขน
เสื้อของนางไว้จึงจะหลับลง อี๋หนิงมองร่างสูงใหญ่
ที่ขดตัวเล็กน้อย นางพลันคิดถึงการหลอกใช้เขา
ของลู่เจียเสวีย คิดถึงว่าคนที่จ้าวหมิงจูพึงใจคือ
ลู่เจียเสวีย คนที่เซี่ยอวิ้นชอบพอคือหลัวเซิ่นหย่
วน ดูราวกับไม่มีผู้ใดสักคนที่ชอบเขาด้วยใจจริง…
ทั้งที่เขาเป็นทั่นฮวาผู้สง่างาม กาลข้างหน้ายังขึ้น
เป็นรองเสนาบดีกรมกลาโหมทั้งที่เขาเป็นบุตรคน
โปรดของสวรรค์ เป็นเด็กน้อยที่ซบอยู่บนไหล่ของ
นางกล่าวว่าแมลงปอโบยบินไปแล้ว
ความเจ็บปวดจาง ๆ บังเกิดในหัวใจของอี๋หนิง
นางเดินไปข้างกายเขาลูบหน้าผากของเขา นาง
ลังเลชั่วครู่ ก่อนเอ่ยเสียงแผ่วเบา “…อาหลาง
หลับให้สนิทเถิด…ข้าอยู่ตรงนี้”
ดูคล้ายเขาจะรู้สึกถึงความไม่สงบอย่างยิ่งยวด
ทว่าทันทีที่ได้ยินเสียงเรียกขานว่า ‘อา
หลาง’ ด้วยนํ้าเสียงอันเคยคุ้นที่นางมักใช้เรียกตน
เป็นประจำเฉิงหลางก็ค่อย ๆ สงบลง รับรู้เพียงว่า
แสงอาทิตย์นอกหน้าต่างช่างอบอุ่นเหลือเกิน คน
ผู้นั้นยังอยู่ข้างกายเขา ขอเพียงนางยังอยู่ข้างกาย
หัวใจเขาก็เต็มอิ่ม คนอื่นล้วนไม่สำคัญอีกต่อไป
เวลาผ่านไปหนึ่งเค่อเขาก็ตื่นขึ้น อี๋หนิงกำลัง
หยอกล้อให้นกกระตั้วออกเสียง พอเห็นเขาลุก
ขึ้นมากวาดตามองไปรอบทิศ อี๋หนิงก็เอ่ยถาม
“ญาติผู้พี่เฉิงหลาง เป็นอันใดไปหรือ”
ยังคงเป็นสถานที่วางหมากเมื่อครู่ สติของเฉิง
หลางค่อย ๆ แจ่มชัดทว่าเมื่อเขามองอี๋หนิง
สายตาก็แปรเปลี่ยนเป็นเยียบเย็น
เขาส่ายศีรษะ “ไม่มีอะไร” ก่อนกล่าวต่อ “ข้า
ต้องไปคารวะท่านยายขอตัวก่อน”
เขากำลังจะก้าวออกจากประตู เมื่อถึงธรณีประตู
กลับหยุดชะงักชั่วครู่พลันหันกลับมาถามเสียง
ราบเรียบ “เมื่อครู่ไม่มีคนเข้ามาหรือ”
อี๋หนิงยิ้ม “ญาติผู้พี่ มิใช่ว่าท่านฝันถึงอะไร
กระมัง”
ครานี้เฉิงหลางจากไปโดยไม่พูดอะไรอีก หลังเขา
จากไป รอยยิ้มบนใบหน้าของอี๋หนิงจึงเลือนหาย
ไม่ว่าลู่เจียเสวียจะเป็นอย่างไร เฉิงหลาง…ก็ไม่
เคยประสงค์ร้ายต่อนาง เพียงแต่ในเมื่อนาง
ตัดสินใจไม่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวพันใด ๆ อีก นาง
ย่อมไม่มีทางบอกเฉิงหลางว่านางยังมีชีวิตอยู่
นกกระตั้วเอียงคอมองอี๋หนิง ทันใดนั้นมันก็ร้อง
ขึ้น “อาหลางอาหลาง!”
อี๋หนิงพลันตกตะลึง มองเฉิงหลางที่ออกไปจาก
เรือนของนาง ก่อนจะปั้อนเมล็ดข้าวโพดเพื่อทำ
ให้มันหุบปาก เจ้าโง่นี่ไม่ใช่ว่าพูดไม่ได้หรือไร จะ
มาตะโกนพล่อย ๆ อันใดกัน! ทว่าเจ้านกกระตั้ว
ราวกับเข้าใจว่ามันได้รับรางวัลด้วยเหตุนี้จึงยิ่ง
ร้องโหวกเหวกดังยิ่งขึ้น “อาหลาง อาหลาง!”
อี๋หนิงหยิบคานไม้ของนกกระตั้วลงมา เอ่ยเสียง
ตํ่า “เจ้าหุบปากเสียหยุดร้องได้แล้ว”
เมื่อเจินจูกลับมาจากด้านนอกก็เห็นคุณหนูของ
ตนกำลังถลึงตาใส่นกกระตั้ว ไม่เข้าใจว่านางกำลัง
ทำอะไร
นางยิ้มพลางยอบตัวลง “คุณหนู คุณชายสาม
กับฮูหยินติ้งเปั่ยโหว-ซื่อจื่อมาเยี่ยมท่าน ยามนี้อยู่
ที่เรือนของฮูหยินผู้เฒ่าเจ้าค่ะ”
อี๋หนิงไม่ได้พบหลัวอี๋ฮุ่ยมานานแล้ว นับแล้วก็
ตั้งแต่ตอนปีใหม่ ตอนนั้นนางไม่ได้สนทนากับ
หลัวอี๋ฮุ่ยสักเท่าใด เมื่อได้ยินว่าพี่ชายสามและพี่
หญิงใหญ่มาด้วยกัน อี๋หนิงก็รีบไปล้างมือแล้วเดิน
ไปที่เรือนจิ้งอันทันที เมื่อไปถึงก็พบพี่หญิงใหญ่
กำลังนั่งสนทนาอยู่กับฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยในห้องโถง
กลาง ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยกำลังไต่ถามถึงสถานการณ์
ในระยะนี้ของฮูหยินผู้เฒ่าฟูั่
อี๋หนิงมองพี่หญิงใหญ่ซึ่งสวมชุดแขนยาวที่ถักทอ
ด้วยทองคำ ผมเกล้ามวยสูง ดูสูงศักดิ์งามสง่า
นางดีใจอย่างยิ่ง เดินเข้าไปคารวะฮูหยินผู้เฒ่าเว่ย
ก่อนจะรีบเข้าไปดึงแขนของพี่หญิงใหญ่ “ยวี่
เกอร์ไม่ได้ตามท่านมาด้วยหรือเจ้าคะ”
“เขาติดตามท่านย่าไปปักธูปขอพร ข้าถึงได้มี
เวลามาเยี่ยมเจ้า”หลัวอี๋ฮุ่ยเห็นอี๋หนิงยิ้มมี
ความสุขจึงปล่อยให้นางดึงตามอำเภอใจ
ถึงแม้ในความเป็นจริง อี๋หนิงจะไร้ความสัมพันธ์
โดยตรงกับตระกูลหลัว แต่ถึงอย่างไรทั้งสองคนก็
เป็นพี่น้องที่มีมารดาคนเดียวกัน อี๋หนิงเป็นคนที่
นางเลี้ยงจนเติบใหญ่ สิ่งนี้ไม่อาจเปลี่ยนแปลง!
อี๋หนิงต้องย้ายมาอยู่ในจวนอิงกั๋วกง นางยังรู้สึก
กังวลใจอยู่บ้าง ดีที่คนในจวนอิงกั๋วกงเรียบง่าย
หากเป็นตระกูลขุนนางอื่น นางคงกังวลจริง ๆ
ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยเห็นอี๋หนิงแสดงความสนิทสนม
กับหลัวอี๋ฮุ่ยอย่างเป็นธรรมชาติก็ยิ้ม “พวกเจ้า
สองพี่น้องพูดคุยกันไปก่อน ย่าจะไปสั่งคนเตรียม
สำรับมื้อกลางวัน” กล่าวจบก็ให้ซ่งมามาประคอง
ออกไป
อี๋หนิงกวาดตามองรอบด้าน เมื่อไม่พบหลัวเซิ่น
หย่วนก็เอ่ยถามหลัวอี๋ฮุ่ยจึงกล่าว “…เมื่อครู่พบ
เฉิงหลาง ทั้งสองคนจึงไปวางหมากด้วยกัน”
หลังจากจิบชาเพิ่มความชุ่มชื้นแก่ลำคอ นางก็พูด
ต่อ “เมื่อวานมีข่าวว่าพี่ชายสามของเจ้าเพิ่งได้รับ
ตำแหน่งซ่าวชิง[1] ที่ศาลต้าหลี่”
อี๋หนิงตกใจเล็กน้อย หลัวเซิ่นหย่วนเพิ่งได้รับ
ตำแหน่งจ้วงหยวนเมื่อสองเดือนก่อน เขาเพิ่งเข้า
ไปทำงานเป็นซิวจ้วนที่สำนักฮั่นหลินได้เพียงสอง
เดือน! ปกติหากจิ้นซื่อจะรับตำแหน่งขุนนางต้อง
สั่งสมประสบการณ์ในสำนักฮั่นหลินหรือหกกรม
ให้ครบสามปีก่อน ถึงรับตำแหน่งเป็นขุนนางได้
ทว่าพี่ชายสามกลับเลื่อนขั้นเป็นซ่าวชิงใน
ศาลต้าหลี่โดยตรง ศาลต้าหลี่เป็นสถานที่
รับผิดชอบคดีอาญา
“เหตุใดจึงไปรับตำแหน่งซ่าวชิงในศาลต้าหลี่อ
ย่างกะทันหันเล่าเจ้าคะ”นางถาม “หากจะขึ้น
เป็นขุนนางก็ควรเริ่มจากองครักษ์ผู้ติดตามใน
ส่วนกลางหรือหกกรมเสียก่อน”
ทั่วไปต้องเริ่มจากนายอำเภอหรือที่ปรึกษาสำนัก
สารบรรณกลางเสียก่อน ไม่มีผู้ใดได้ขึ้นเป็นซ่าว
ชิงแห่งศาลต้าหลี่โดยตรง นี่เป็นตำแหน่งขุนนาง
ขั้นสี่ทีเดียว!
หลัวอี๋ฮุ่ยโคลงศีรษะ “ใต้เท้าสวีรองราช
เลขาธิการเน่ยเก๋อผลักดันเขาคนที่ไม่เห็นด้วยมี
มากมาย…ทว่าพี่ชายสามของเจ้ากลับไม่กล่าว
อะไร อีกครู่เมื่อเจ้าพบเขาก็ลองถามดูเถิด”
อี๋หนิงจำได้ว่าสวีเว่ยเป็นแกนหลักคนสำคัญของ
ฝังชิงหลิว
อันที่จริงขั้วอำนาจของฝั่ายต่าง ๆ ในราชสำนักมี
การแบ่งแยกชัดเจนแบ่งออกเป็นฝังชิงหลิวกับวั่ง
หย่วน หลังวั่งหย่วนสังหารใต้เท้าหลิวซึ่งเป็นคน
ของฝังชิงหลิว พวกชิงหลิวก็ยิ่งโกรธแค้นเขาถึง
ขีดสุด ทว่าวั่งหย่วนเป็นถึงท่านราชเลขาธิการ
เขาจึงกดข่มพวกชิงหลิวอย่างหนักหน่วง หลายปี
มานี้ฝังชิงหลิวถูกข่มทับมาโดยตลอด เกรงว่าคง
ถูกกดดันจนร้อนรนแล้วถึงต้องเฟั้นหากำลังใหม่
มาเสริมทัพ
ตกใจก็ส่วนตกใจ แต่เมื่อรู้ว่าพี่ชายสามได้เป็นซ่าว
ชิงแห่งศาลต้าหลี่อี๋หนิงก็รู้สึกดีใจอย่างยิ่ง
“เช่นนั้นข้าควรจะแสดงความยินดีกับเขาต่อหน้า
จึงจะถูก!” อี๋หนิงยิ้มพลางเอ่ย ก่อนจะเรียกสาว
ใช้มาสอบถามว่าหลัวเซิ่นหย่วนอยู่ที่ใด
พวกเขาทั้งสองคนกำลังวางหมากอยู่ในศาลา
เมื่ออี๋หนิงไปถึง บนกระดานหมากก็วางเรียงราย
ไปด้วยหมากสีขาวดำแล้ว อี๋หนิงเคยวางหมากกับ
พวกเขาทั้งคู่ ทักษะของเฉิงหลางถือว่าเป็นเลิศแต่
ยังต่อกรกับหลัวเซิ่นหย่วนไม่ได้
ทักษะการวางหมากของเขาสามารถพรรณนาได้
ด้วยคำว่าน่าสะพรึงเขาวางหมากได้อย่างแยบยล
การคิดกลยุทธ์วางแผนเป็นเรื่องที่ไม่คณามือเขา
เมื่อเห็นนางมา เฉิงหลางจึงเงยหน้าขึ้น “เมื่อครู่
เป็นศิษย์ต่อกรกับศิษย์บัดนี้เป็นอาจารย์ต่อกรกับ
อาจารย์”
อี๋หนิงหันไปมองพี่ชายสามของนางที่วางหมากอยู่
ตรงข้าม ใบหน้าสงบนิ่งนั้นหันมามองอี๋หนิง ก่อน
กล่าวขึ้น “เจ้าเอาชนะเขาไม่ได้”
อย่าว่าแต่อี๋หนิงจะชนะเขาไม่ได้ ในปีนั้นแม้แต่
เต้าเหยี่ยนก็ชนะเขาไม่ได้
อี๋หนิงนั่งลงข้างพี่ชายสาม หลังนางนั่งลง ชาย
แขนเสื้อด้านซ้ายของเขาก็ปัดผ่านนางช้า ๆ อีก
คราและอีกครา “ถึงใต้เท้าเฉิงจะชนะน้องสาวข้า
แต่นั่นไม่ถือเป็นที่ยกย่องนัก”
“ใต้เท้าหลัวถ่อมตนแล้ว ทักษะของอี๋หนิงนับว่า
เป็นเลิศแล้ว ข้าว่านางสามารถเทียบเคียงกับ
คุณหนูรองเซี่ยผู้มีชื่อเสียงเป็นที่เลื่องลือในเมือง
หลวงได้แล้ว” เฉิงหลางกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“ข้าเคยประลองกับเซี่ยอวิ้น” หลัวเซิ่นหย่วนเอ่ย
เสียงราบเรียบ “นางยังเอาชนะเซี่ยอวิ้นไม่ได้”
เมื่ออี๋หนิงได้ฟังประโยคนี้ก็อยากพูดบางอย่าง
นางมองพวกเขาเอ่ยถึงเซี่ยอวิ้นก็บังเกิดความรู้สึก
แปลกพิกล อี๋หนิงรีบกล่าว “พี่ชายสาม ข้ายังไม่
เคยประลองกับคุณหนูเซี่ยมาก่อน เรื่องเช่นนี้ต้อง
ประลองก่อนถึงพูดได้”
หลัวเซิ่นหย่วนปรายตามองนาง ลูบศีรษะนาง
แล้วเอ่ย “อืม คราหน้าประลองก่อนแล้วค่อยว่า
กัน”
อี๋หนิงไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรดี นี่ถือว่าพี่ชายสาม
กำลังปลอบประโลมนางอยู่ใช่หรือไม่
ทักษะการวางหมากของเฉิงหลางในปีนั้นได้รับ
การถ่ายทอดมาจากปรมาจารย์ชั้นสูง กอปรกับ
ตัวเขามีพรสวรรค์ เดิมเขาหลงนึกว่าไม่มีผู้ใด
สามารถหาญเทียบเขาได้แล้ว คาดไม่ถึงว่าจ้วง
หยวนใหม่ผู้นี้จะเป็นยอดฝีมือทั้งสองคนวางหมาก
จนถึงมื้ออาหารก็ยังไม่ได้ผลแพ้ชนะ ถือว่าพบคู่
ต่อกรที่ทัดเทียมแล้ว มีหญิงสาวหลายคนเดินผ่าน
ศาลาไปมา พวกนางหยุดยืนมองพวกเขาจาก
ระยะไม่ไกล เสียงกระซิบกระซาบแผ่วเบา
ผสมผสานกับเสียงร้องอุทานตกใจเป็นระยะ ๆ
เมื่ออี๋หนิงเงยหน้าขึ้นก็เห็นเสิ่นเจียโหรวยืนหลบ
ๆ ซ่อน ๆ อยู่ด้านหลังจ้าวหมิงจู ดวงตาโตทั้งคู่
เป็นประกายด้วยหยาดนํ้า ทอดสายตามองร่าง
ของหลัวเซิ่นหย่วน ใบหน้าแดงระเรื่อ
เฉิงหลางกำมือวางใต้ริมฝีปาก ก้มศีรษะลอบกลั้น
ยิ้ม
หลัวเซิ่นหย่วนยังคงปันหน้าเคร่งขรึม เขาโยนตัว
หมากลงในถ้วย ก่อนเอ่ยกับอี๋หนิง “…ได้เวลาตั้ง
สำรับของจวนเจ้าแล้วใช่หรือไม่”
อี๋หนิงเองก็รู้สึกสนุก อยากเฝั้ามองต่ออีกนิด แต่
พอคิดแล้วก็อย่าเลยจะดีกว่า นางให้สาวใช้ไปที่
ห้องภูผาแล้วตั้งสำรับ เมื่อนางมาถึงห้องภูผาก็
เห็นเสิ่นอวี้ที่ไม่ได้พบกันนานกำลังสนทนากับฮู
หยินผู้เฒ่าเว่ย เมื่อเสิ่นอวี้เห็นนางก็ลุกขึ้น ผงก
ศีรษะพลางยิ้มให้นาง “น้องสาวอี๋หนิง ไม่พบกัน
นาน!”
อี๋หนิงทำเป็นลืมเลือนเรื่องที่เคยผ่านมา ยิ้มให้เขา
“คารวะพี่เสิ่นอวี้”หลัวเซิ่นหย่วนกับเฉิงหลางที่
อยู่ด้านหลังเดินตามมาหยุดอยู่เบื้องหลังอี๋หนิงอี๋ห
นิงนำพี่ชายสามไปกินข้าวจึงลืมเรื่องเสิ่นอวี้เสีย
สนิท
เมื่อกินข้าวเสร็จ หลัวเซิ่นหย่วนกับเฉิงหลางก็ไป
วางหมากต่อ ส่วนฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยเชิญคณะการ
แสดงเข้ามา นางไปชมการแสดงที่เรือนจิ้งอัน
พร้อมหลัวอี๋ฮุ่ย
เดิมอี๋หนิงก็ไม่ชอบดูการแสดง นางฝืนดูเป็นเพื่อน
พี่หญิงใหญ่สักพักก็คิดว่าเพียงพอแล้ว ยามที่นาง
ได้ยินเสียงฆ้องกลองมักรู้สึกเวียนศีรษะจึงกล่าว
ลาฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยกับพี่หญิงใหญ่เพื่อเตรียม
กลับไปพักผ่อนที่เรือนด้านข้าง นางเห็นทุกคน
กำลังตั้งใจดูการแสดง ด้วยเกรงว่าจะรบกวนจึง
พาเจินจูออกไปคนเดียว
เมื่อเดินพ้นออกมาจากเวทีการแสดง เสียงดนตรี
ขับร้องถึงได้เบาลงเล็กน้อย อี๋หนิงมองดอกบัวตูม
สีชมพูที่เติบโตในสระนํ้าช่วงต้นคิมหันต์ รู้สึกว่า
งดงามเหลือคณา ที่เรือนของนางไม่มีสระบัว นาง
กล่าวกับเจินจู “…อีกครู่เจ้าให้คนไปเก็บใบบัวมา
สักหลายใบแล้วนำไปวางไว้ที่ห้องหนังสือ ถิงเก
อร์ชอบกินข้าวห่อใบบัว พลบคํ่าจะทำให้เขากิน”
เจินจูรับคำ เมื่อคืนอี๋หนิงหลับไม่สนิทจึงมีอาการ
ปวดศีรษะเล็กน้อยนางนวดขมับ ให้เจินจู
ประคองเดินจากไป
จ้าวหมิงจูยืนอยู่ด้านหลังอี๋หนิง จับจ้องอยู่ชั่วครู่
ขณะที่อี๋หนิงเดินออกมาจากเวทีการแสดง นางก็
เดินตามออกมาด้วย
เมื่อนางเห็นอี๋หนิงก็พานนึกถึงลู่เจียเสวีย คิดถึง
ชาติกำเนิดอันน่าอัปยศของตน…แต่นางจะทำ
อย่างไรได้เล่า กระทั่งร่างของทั้งสองคนลับตาไป
แล้วนางถึงได้สูดลมหายใจเข้าลึก ในขณะที่กำลัง
เตรียมตัวกลับไปก็ได้ยินเสียงเอ่ยถามจาก
ด้านหลัง “น้องสาวหมิงจู เจ้ารู้หรือไม่ว่าน้องสาว
อี๋หนิงไปที่ใด”
จ้าวหมิงจูหันไปก็พบเสิ่นอวี้ยืนอยู่ด้านหลัง เขา
สวมชุดคลุมผ้าไหมชายหนุ่มรูปงามกำลังมองนาง
ด้วยรอยยิ้ม
จ้าวหมิงจูนิ่งเงียบไปชั่วครู่ นางพลันนึกถึงถ้อยคำ
ของซูสี่เรื่องที่หากอี๋หนิงออกเรือนได้ นางรู้ว่าเสิ่น
อวี้ชอบอี๋หนิง…หากสามารถทำให้พวกเขาครองคู่
กันสำเร็จ กาลข้างหน้าอี๋หนิงก็ต้องแต่งไปยังจวน
จงฉินปั๋อ ในจวนอิงกั๋วกงนี้ก็จะมีพื้นที่สำหรับนาง
แล้ว…จ้าวหมิงจูเผยรอยยิ้มช้า ๆ ชี้ไปยังระเบียง
ทางเดินที่อี๋หนิงมุ่งหน้าไป “ข้าเห็นน้องสาวอี๋หนิง
เดินไปทางนั้น”
เสิ่นอวี้กล่าวขอบคุณ ก่อนจะเดินไปตามทิศทางที่
นางชี้
เฉิงหลางเดินหมากได้ครึ่งกระดานก็ออกมาเดิน
เล่น เขามองไปยังสระบัวซึ่งเพิ่งออกดอกละลาน
ตา คลื่นสีเขียวม้วนตัวภายใต้สายลมพัดอ่อนจาก
ระยะไกลเขาเห็นเสิ่นอวี้กับจ้าวหมิงจู ทั้งยังได้ยิน
ว่าทั้งสองกำลังสนทนาบางอย่าง
เขาเอนตัวพิงเสาระเบียง ฟังอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะ
เดินกลับไป เรื่องต่าง ๆของอี๋หนิงล้วนไม่
เกี่ยวข้องอันใดกับเขา ในเมื่อเขาตัดสินใจไม่ขอมี
ความเกี่ยวข้องใด ๆ กับนาง…ก็อย่าได้ยุ่งเรื่อง
ของนางจะดีกว่า
——————–
[1] ซ่าวชิงคือขุนนางระดับสี่