พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ! - บทที่ 97(Rewrite)
เรือนด้านข้างมีการวางเตาเล็กๆ ไว้สำหรับชง
ชา เจินจูยกเข้ามาให้นางถ้วยหนึ่ง เรือนนี้ตกแต่ง
ได้อย่างวิจิตรงดงาม เป็นสถานที่สำหรับหลบร้อน
แต่เนื่องจากคิมหันต์อันร้อนแรงยังไม่มาเยือน
นางจึงไม่ได้มาสถานที่แห่งนี้บ่อยนัก หลายวัน
ก่อนเพิ่งมีการเก็บกวาดเรียบร้อย ยังไม่ทันได้
จัดเตรียมห้องนํ้าชา
ทัศนียภาพของที่นี่ยอดเยี่ยมนัก มีไผ่ดำปลูกไว้
รอบด้าน ด้านล่างเป็นทะเลสาบ ระลอกนํ้า
กระเพื่อมไหว ยามนี้บัวสายกำลังผลิดอกขนาด
ถ้วยใหญ่เล็กเต็มสระ เมื่อเปิดม่านไม้ไผ่ออกก็จะ
เห็นมุมเวทีการแสดงด้านหนึ่งซึ่งจัดอยู่บริเวณ
ห้องภูผา ยามมองไปจะพบทะเลสาบทอประกาย
แสงระยิบระยับ สายลมโชยอ่อนพัดผ่านใบหน้า
สุขสำราญเป็นล้นพ้น
อี๋หนิงพิงตัวบนเก้าอี้เอน อาการปวดหัวกำเริบ
เป็นระลอก ๆ ยิ่งลมพัดก็ยิ่งปวดมากขึ้น นางไม่มี
กะจิตกะใจชื่นชมความงามของทิวทัศน์อีกต่อไป
จึงสั่งให้เจินจูปิดม่านไม้ไผ่
เจินจูยกถ้วยนํ้าชามาให้นาง พูดอย่างกังวลว่า
“หรือจะให้บ่าวไปเรียกแม่นางชิงชวี่มาดูอาการ
ให้ท่าน…” นางเห็นว่าอาการปวดศีรษะของอี๋ห
นิงรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ
กล่าวกันว่ามารดาบังเกิดเกล้าของอี๋หนิงก็มี
อาการปวดหัวข้างเดียวเช่นนี้ พี่หญิงใหญ่ไม่มี
อาการ ทว่านางกลับเป็น อี๋หนิงกุมขมับทอดถอน
ใจ“ก็คงได้แค่ยาบรรเทาอาการปวด ถือเป็นการ
แก้ที่ปลายเหตุมิใช่ต้นเหตุช่างเถิด ข้านอนพัก
ประเดี๋ยวก็ดีขึ้นแล้ว” นางให้เจินจูถอยออกไป
ขณะที่เจินจูออกมาก็เห็นสาวใช้ตัวน้อยที่เพิ่งไว้
ผมสองคนกำลังเล่นถักเชือกกันอยู่ เมื่อบรรดา
สาวใช้ตัวน้อยเห็นเจินจูก็ตกใจ รีบวางท่าสงบ
เสงี่ยมเจินจูเกรงว่าพวกนางจะรบกวนอี๋หนิงจึง
กล่าวตำหนิ “ไม่อนุญาตให้เล่นแล้วไปคอยเฝั้าที่
นอกเรือนเสีย”
นางเรียกบ่าวหญิงชราสองคนจากเรือนด้านข้าง
ให้พวกนางพายเรือไปเก็บใบบัว
สาวใช้ตัวน้อยสองคนไปเฝั้ารักษาการณ์ตรงประตู
อย่างเชื่อฟัง เจินจูถึงได้พาบ่าวหญิงชราออกไป
นางเพิ่งจากไปได้ไม่นาน เสิ่นอวี้ก็มาถึง เขาเห็น
สาวใช้ตัวน้อยสองคนยืนอยู่ตรงประตูก็ยิ้มพลาง
เอ่ยถาม “คุณหนูของพวกเจ้าพักผ่อนอยู่ในนี้
หรือ”
หนึ่งในสาวใช้ตัวน้อยผงกศีรษะ ถามเขาอย่าง
ฉะฉาน “ท่านเป็นผู้ใดหรือเจ้าคะ”
“คุณชายเสิ่นแห่งจวนจงฉินปั๋อ”
สาวใช้ตัวน้อยอีกคนใจเสาะกว่าเล็กน้อย ทันทีที่
ได้ยินนามของจวนจงฉินปั๋อก็รีบรั้งแขนเสื้อของ
สหาย “คุณชายเสิ่น! คุณหนูของพวกเราพักผ่อน
อยู่ที่นี่เจ้าค่ะ พี่เจินจูกล่าวว่าห้ามรบกวนคุณหนู
ท่านมาหาคุณหนูด้วยเรื่องธุระสำคัญอันใดหรือ
เจ้าคะ มิสู้ให้บ่าวเข้าไปรายงานเถิด!”
“ไม่ต้องหรอก” เสิ่นอวี้เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ข้าพูด
กับนางเพียงสองประโยคก็พอ ในเมื่อนางกำลัง
พักผ่อน พวกเจ้าก็ไม่ต้องเข้าไปรายงานแล้วจะ
เป็นการรบกวนนางจนทำให้พวกเจ้าโดนตำหนิ
เอาได้”
สาวใช้ตัวน้อยทั้งสองอยู่รับใช้ที่เรือนด้านข้างมา
โดยตลอด ไม่เคยจัดการเรื่องสลับซับซ้อน การได้
พูดคุยกับคุณชายแห่งจวนจงฉินปั๋อสองสาม
ประโยคก็ถือว่าไม่ใช่เรื่องง่ายแล้ว จะเข้าใจเรื่อง
เหล่านี้ได้อย่างไร พวกนางเคยได้ยินมานานแล้ว
ว่าจวนจงฉินปั๋อกับจวนของพวกนางมี
ความสัมพันธ์แน่นแฟั้นดังนั้นจึงไม่ขัดขวางเสิ่นอวี้
อีก นางยอบตัวลงกล่าว “หากคุณชายเสิ่น
ต้องการสั่งการอะไรก็สามารถเรียกบ่าวได้”
จากนั้นก็ปล่อยให้เสิ่นอวี้เข้าไปด้านใน
ในเรือนด้านข้างมีการจุดธูปหอมไว้
ยามเกิดอาการปวดศีรษะข้างเดียวจะไวต่อเสียง
และกลิ่นเป็นพิเศษกลิ่นดอกพุดที่เคยคิดว่าหอม
สดชื่น มายามนี้กลับรู้สึกว่าไม่น่าดมเสียแล้ว
อี๋หนิงกุมขมับลุกขึ้นนั่ง เรียกเจินจูอยู่สองครา แต่
กลับไม่มีผู้ใดขานรับนางจึงทำได้เพียงลุกไปยก
กระถางธูปหอมด้วยตนเอง ทว่าเพิ่งจะลุกขึ้นก็
ปวดวิงเวียนศีรษะเป็นระลอก ๆ เท้าซวนเซยืนไม่
มั่น ผู้ใดจะรู้ว่าทันใดนั้นจะมีคนเข้ามาประคองรับ
นางไว้ เอ่ยถามด้วยนํ้าเสียงอ่อนโยน “น้องสาว
อี๋หนิงเจ้าเป็นอันใดไป”
อี๋หนิงได้สติขึ้นเล็กน้อย จากนั้นก็พบว่าคนที่โอบ
นางอยู่คือเสิ่นอวี้!
นางรีบผลักเขาออกอย่างตื่นตระหนก แต่เมื่อคิด
ว่าเขารับตนไว้ก็ฝืนยิ้มออกมา “พี่เสิ่นอวี้ ท่าน…
เหตุใดท่านจึงอยู่ที่นี่”
ใบหน้าหล่อเหลาของเสิ่นอวี้ปรากฏรอยยิ้ม
เล็กน้อย เขาขยับเข้าใกล้ก้าวหนึ่ง “น้องสาวอี๋ห
นิง คราก่อนที่ข้าให้ท่านแม่มาสู่ขอ เป็นข้าที่วู่วาม
เกินไปเจ้าอย่าได้หวาดกลัว…ข้ามาพบเจ้าเพราะ
อยากจะพูดให้กระจ่าง”
เขามองอี๋หนิงซึ่งจับที่วางแขนบนเก้าอี้เอน พิงร่าง
เพรียวบางกับเก้าอี้คล้ายอาการปั่วยทำให้ริม
ฝีปากของนางดูแดงระเรื่อขึ้น ขับให้นางยิ่งดู
เพริศ-พริ้งกว่ายามปกติ ทรวงอกเด่นนูน
กระเพื่อมไหวเบา ๆ จนเขาไม่อาจละสายตาที่
สำคัญนางยังดูอ่อนแอถึงเพียงนี้ ไร้หนทาง
ต่อต้านตน เขาจะทำอย่างไรกับนางก็ย่อมได้…
เมื่อคิดถึงตรงนี้ เสิ่นอวี้ก็ราวกับถูกบางสิ่ง
ครอบงำ ท่านอิงกั๋วกงไม่ยอมให้นางแต่งกับเขา
ทั้งที่เขาชมชอบนางถึงเพียงนี้
หากบังคับให้นางอยู่กับเขาแล้ว เช่นนั้นไม่ว่าท่าน
อิงกั๋วกงจะไม่เห็นด้วยอย่างไรก็ไม่อาจคัดค้านได้
อีก
อี๋หนิงสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันตรายจากตัวของ
เสิ่นอวี้ เขาค่อย ๆเคลื่อนเข้าประชิดนาง สีหน้า
มืดทะมึนขึ้นเรื่อย ๆ นางถอยหลังจนชนผนังไร้
หนทางหลบหนี นางตะโกนเรียกเจินจู แต่กลับไม่
มีคนตอบรับ อี๋หนิงเริ่มตื่นตระหนก วิ่งไปตรง
ประตู แต่กลับถูกเสิ่นอวี้จับข้อมือไว้แน่น เขายก
มือปิดปากนาง ทั้งตัวนางถูกดึงเข้าสู่อ้อมกอดเขา
อี๋หนิงอยากดิ้นรน ทว่าเรี่ยวแรงของนางช่างน้อย
นิด เสิ่นอวี้กดนางไว้โดยง่าย
“น้องสาวอี๋หนิง! เจ้าอย่าได้ตื่นตระหนก ข้าชอบ
เจ้า” เสิ่นอวี้พูดข้างหูนางอย่างร้อนรน “เจ้า
อย่าได้ตะโกนไป ต่อไปข้าจะดีต่อเจ้า…”
เสิ่นอวี้บ้าไปแล้วหรือ! อี๋หนิงพลิกมือหมายจะตบ
หูเขาสุดแรง แต่กลับถูกเขากดลงในทันที อี๋หนิง
ใช้ชีวิตมาสองชาติภพ แต่ไหนแต่ไรมาก็ไม่เคย
สัมผัสถึงความอับจนของสตรีเยี่ยงนี้มาก่อน นาง
สัมผัสได้ถึงเรี่ยวแรงที่เขากดทับลงมา ริมฝีปาก
เขาประชิดเข้าใกล้แก้มของนาง ใกล้จะทาบทับลง
ไปแล้ว
“…เจ้าปล่อย” อี๋หนิงถูกเขาปิดปากไว้จึงเอ่ย
อย่างยากลำบาก “ข้าไม่ชอบ…อย่า!”
เสิ่นอวี้กดบ่าของนางไว้ “เจ้าต้องชอบ!” เพียง
นางเป็นของเขาแล้วต่อไปทั้งสองก็สามารถอยู่
ด้วยกันได้แล้ว
อี๋หนิงทำได้เพียงโกรธแค้นที่ตนไร้พละกำลัง มิ
เช่นนั้นคงถีบเสิ่นอวี้ไปไกลแล้ว ยามนี้นางสัมผัส
ได้เพียงร่างของเขาที่กดทับตน เขาจับจ้องนางลม
หายใจคล้ายหนักหน่วงยิ่งขึ้น
นางไร้หนทางขัดขืน หัวใจหนาวเหน็บ ยิ่งนานก็
ยิ่งหวาดกลัว
หมากรุกสีดำตัวสุดท้ายถูกวางลง ผลแพ้ชนะ
ถูกตัดสิน
แม้เฉิงหลางจะพ่ายแพ้แต่ก็ไม่อนาทรร้อนใจแต่
อย่างใด หยิบหมากขึ้นมาทีละตัวแล้วกล่าว
“หลายปีก่อนข้าไปเยือนเมืองเปั่าติ้ง ได้พบกับ
นักบวชชั้นสูงท่านหนึ่ง ทักษะการวางหมากยอด
เยี่ยม นอกจากนักบวชท่านนั้น ใต้เท้าหลัวเป็นคน
แรกที่สามารถแก้กระดานหมากของข้าได้”
หลัวเซิ่นหย่วนจิบนํ้าชา ไม่อาจบอกเฉิงหลางว่า
กระดานหมากในปีนั้นเป็นเขาที่ช่วยเต้าเหยี่ยน
วาง
“ใต้เท้าหลัวใกล้จะเข้ารับตำแหน่งซ่าวชิงแห่ง
ศาลต้าหลี่แล้ว เกรงว่าคงต้องระมัดระวังไว้หน่อย
จากที่ข้าทราบมา วันนี้มีขุนนางสี่คนยื่นฎีกาฟั้อง
ท่านแล้ว” เฉิงหลางกล่าว “ยังไม่ทันรับตำแหน่ง
ก็ถูกฟั้อง นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าได้ยินเรื่องเช่นนี้”
หลัวเซิ่นหย่วนคลี่ยิ้มอย่างน้อยครั้งจะเป็น
“ขอบคุณสำหรับความห่วงใยของใต้เท้าเฉิง” พูด
จบก็หันไปถามสาวใช้ที่อยู่ปรนนิบัติ “คุณหนูของ
พวกเจ้าอยู่แห่งใด”
สาวใช้ไม่กล้ามองเขา จ้วงหยวนใหม่ผู้นี้มีรูปโฉม
หล่อเหลาเกินไป นางก้มศีรษะพลางยอบตัวลง
“คุณหนูน่าจะดูการแสดงอยู่ที่ห้องภูผาเจ้าค่ะ”
หลัวเซิ่นหย่วนรู้ว่าเจ้าเด็กน้อยคนนี้ไม่ชอบดูการ
แสดง นางย่อมนั่งไม่ติด เดิมเข้าใจว่านางจะมาหา
เขา แต่ปรากฏว่านางกลับไม่มา
“นางมักรู้สึกว่าการแสดงหนวกหู ไม่มีทางชอบ
ฟังเป็นแน่” หลัว-เซิ่นหย่วนโคลงศีรษะ “ช่างเถิด
ข้าจะไปหานางเอง”
พอเฉิงหลางได้ยินก็เงยหน้าขึ้น
“อี๋หนิงไม่ชอบดูการแสดงรึ” เขาเอ่ยปากถาม
หลัวเซิ่นหย่วนชำเลืองมองเขาปราดหนึ่ง เฉิง
หลางถามเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร
เฉิงหลางยิ้มขื่นครู่หนึ่ง อี๋หนิงเอ๋ยอี๋หนิง เหตุใดจึง
เหมือนนางเยี่ยงนี้!ช่างเหมือนกันเหลือเกินจนมี
บางขณะที่เขาถึงขั้นเกิดภาพลวง
แต่ไม่มีผู้ใดสามารถทดแทนนางได้ ต่อให้จะ
คล้ายคลึงอย่างไรก็ไม่มีทาง
ทว่าเขาก็ไม่กล้าเพิกเฉย หากเด็กคนนี้มีส่วนใด
เกี่ยวข้องกับนางจริงแล้วเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น
เกรงว่าเขาคงไม่อาจทนมองได้ คิดเสียว่าเห็นแก่
นาง บอกกล่าวหลัวเซิ่นหย่วนสักครั้งก็แล้วกัน
เฉิงหลางวางถ้วยหมากในมือลง พูดว่า “เมื่อครู่
ข้าเห็นอี๋หนิงไปยังเรือนด้านข้าง…ซื่อจื่อแห่งจวน
จงฉินปั๋อก็ติดตามไป ท่านไปดูเถิด”
แม้ในขณะนั้นเขาจะเห็น แต่จากความเข้าใจใน
ตัวเสิ่นอวี้ คนผู้นี้ภายนอกดูสูงศักดิ์ ทว่าภายใน
กลับเป็นดุจกระเปั๋าหญ้า[1] จะให้ทำเรื่องเกินเลย
คงเป็นไปได้ยาก มากสุดก็คงตามตอแยอี๋หนิง
ด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่ได้ตามไปดู
แต่เมื่อหลัวเซิ่นหย่วนได้ยินถ้อยคำของเขา สีหน้า
ก็พลันเปลี่ยนไป
เฉิงหลางสามารถมั่นใจได้ในทันทีว่าเขาทราบ
เรื่องระหว่างจงฉินปั๋อซื่อจื่อกับอี๋หนิงแล้ว
ชัดเจนว่าเรื่องนี้เป็นความลับในตระกูลขุนนาง ไม่
มีผู้ใดกล้าแพร่งพรายออกไป แล้วเขารู้ได้อย่างไร
แต่ไม่ว่าอย่างไร สีหน้าของหลัวเซิ่นหย่วนก็แปร
เปลี่ยนเป็นมืดคลํ้า เขาหันไปถามสาวใช้ด้านข้าง
ด้วยนํ้าเสียงตํ่าเบา “เรือนด้านข้างอยู่ที่ใด”
พอเฉิงหลางเห็นสีหน้าของอีกฝั่ายก็ตื่นตระหนก
เขากับหลัวเซิ่นหย่วนกล่าวได้ว่ารู้จักกันมานาน
คนผู้นี้ไม่ว่าทำอะไรก็มีสีหน้าเรียบเฉย เงียบขรึม
สงวนวาจา เขาไม่เคยเห็นหลัวเซิ่นหย่วนทำหน้า
ขึงตึงเช่นนี้มาก่อน เขาอดลุกขึ้นไม่ได้ “เจ้า
อย่าได้ร้อนรนไป เสิ่นอวี้จงฉินปั๋อซื่อจื่อเป็นผู้รู้จัก
วางตน…บิดาของเขากำลังเตรียมขอบรรดาศักดิ์
ให้เขาเป็นซื่อจื่อ”
หลัวเซิ่นหย่วนทิ้งท้ายไว้เพียงหนึ่งประโยค “ไป
ดูก่อนแล้วค่อยว่ากัน”จากนั้นก็สาวเท้ายาว ๆ
ออกไปจากศาลา
เฉิงหลางติดตามไป สาวใช้นำทางอยู่ด้านหน้า
หลัวเซิ่นหย่วนในยามนี้แผ่รัศมีกดข่มผู้คนออกมา
หลายส่วน บ่าวหญิงชราที่เดินไปมาพากันหลบ
เป็นทิวแถว รอจนถึงด้านนอกของเรือนด้านข้างก็
เห็นสาวใช้ตัวน้อยสองคนยืนเฝั้าอยู่ เมื่อเห็นคน
จำนวนมากมุ่งหน้ามาทางนี้ พวกนางก็ตื่น
ตระหนก รีบก้าวเข้าไป “ไม่ทราบว่าพวกท่านมี
ธุระอันใด…”
ลางสังหรณ์ของหลัวเซิ่นหย่วนยิ่งเลวร้ายขึ้นเรื่อย
ๆ ด้านในไร้สรรพเสียงใด เขาคิดถึงเรื่องเลวร้าย
เหล่านั้นที่เสิ่นอวี้เคยกระทำซึ่งเขาสืบพบจึงไม่
อยากตอบคำถามของสาวใช้ตัวน้อยสองคนนี้อีก
ต่อไป นํ้าเสียงแข็งกร้าวขึ้น “ถอยออกไป”
สาวใช้ตัวน้อยทั้งสองคนสะดุ้งตกใจ ไม่ทันได้
ขัดขวาง หลัวเซิ่นหย่วนก็เดินตรงเข้าไปแล้ว
เสียงสิ่งของตกกระทบพื้นดังเล็ดลอดออกมาจาก
ด้านใน หลัวเซิ่นหย่วนถีบประตูเข้าไปก็พบ
กระถางธูปหอมที่พลิกตกอยู่บนพื้น ยังมีร่างของ
อี๋หนิงที่กำลังถูกกดทับอยู่ด้านล่าง เสิ่นอวี้กำลัง
ทับนางไว้…
เสิ่นอวี้คาดไม่ถึงว่าจะมีคนบุกเข้ามากะทันหัน
เขาไม่ทันตอบสนองก็มีคนปรี่เข้ามาขยุ้มคอเสื้อ
ของเขาไว้ หมัดหนึ่งกระแทกเข้าที่ใบหน้าอย่างไม่
อาจต้านทาน เขาพยายามดิ้นรนตอบโต้ แต่กลับ
มีอีกหมัดกระแทกลงมาอย่างไร้ความปรานี
เฉิงหลางได้ยินเสียงด้านในก็สบถในใจว่าแย่แล้ว
เขาหมุนตัวกลับไปกล่าวเน้นยํ้ากับบรรดาสาวใช้
บ่าวหญิงชราทีละคำ “เรื่องในวันนี้หากผู้ใดกล้า
แพร่งพรายออกไปแม้เพียงครึ่งคำก็จงระวังชีวิต
ของตนให้ดี!” บรรดาสาวใช้บ่าวหญิงชรา
ตระหนกตกใจจนรีบคุกเข่าลง สาวใช้ตัวน้อยสอง
คนนั้นตัวสั่นงันงก
อี๋หนิงปวดหัวจนแทบระเบิด ทั้งยังไม่อาจขัดขืน
นางไม่รู้ว่าตนร้องไห้หรือไม่ รู้เพียงว่าทั้งร่างสั่น
สะท้านไร้เรี่ยวแรง นางสัมผัสได้ถึงมือของเสิ่นอวี้
ที่กดนางไว้ ซอกคอกำลังถูกเขาซุกไซ้ ทันใดนั้นก็
มีคนก้าวเข้ามาอย่างรวดเร็วกระชากตัวเสิ่นอวี้อ
อกแล้วระดมหมัดใส่เขา รัวทุบตีจนเสิ่นอวี้ลุกไม่
ขึ้น ก่อนที่คนผู้นั้นจะเดินเข้ามาจัดเสื้อผ้าที่
หลุดลุ่ยของนางแล้วยื่นมือไปหยิบชุดด้านข้างมา
ห่อตัวนางไว้
อี๋หนิงมองร่างสูงใหญ่ของเขา
เป็นหลัวเซิ่นหย่วน ไม่ว่ายามใดก็เป็นเขาที่
ช่วยเหลือนางเสมอ ยามที่นางถูกลงโทษให้คุกเข่า
ในศาลบรรพบุรุษก็ใช่ ยามนางไข้ขึ้นสูงก็ใช่ นาง
ผูกพันกับเขาอย่างยิ่งยวดในฐานะพี่ชาย นางยื่น
มือออกไปกอดเขาไว้อย่างไม่อาจสะกดกลั้น
พึมพำเสียงตํ่าเบา “พี่ชายสาม…”
ยามหลัวเซิ่นหย่วนเห็นเสื้อผ้าที่ไม่เป็นระเบียบ
ของนาง เขาก็เกือบจะลงมือสังหารเสิ่นอวี้แล้ว
นางเติบโตจนถึงยามนี้…ด้วยเกรงว่าจะทำให้นาง
ตกใจ แต่ไหนแต่ไรมาเขาจึงไม่เคยเผยความรู้สึก
อื่นใดนอกจากความผูกพันระหว่างพี่น้อง
เขาตระหนักดีว่าอี๋หนิงมองเขาในฐานะพี่ชาย ต่อ
ให้นางไม่ใช่เด็กในตระกูลหลัวอีกแล้ว แต่สถานะ
พี่น้องกลับไม่อาจเปลี่ยนแปลง ที่สำคัญเขาเพิ่ง
ก้าวเข้าสู่เส้นทางการเมือง เพิ่งได้รับการเลื่อน
ตำแหน่ง แต่ละย่างก้าวต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ
หากให้ผู้อื่นล่วงรู้ว่าเขาเกิดความรู้สึกกับเด็กที่
เลี้ยงดูจนเติบใหญ่…เกรงว่าเขาคงหมดหวังจะเดิน
ในเส้นทางนี้อีก!
แต่ตอนนี้เขาไม่อยากคำนึงถึงอะไรแล้ว หลัวเซิ่น
หย่วนอุ้มนางขึ้นเมื่อได้ยินนางเรียกขานเขาจึง
พรํ่ากระซิบด้วยความรักใคร่ “พี่ชายสามอยู่ตรงนี้
…เหมยเหมย ไม่ต้องกลัว”
อี๋หนิงกำสาบเสื้อของเขาไว้ เมื่อได้กลิ่นอบอุ่นอัน
แสนคุ้นเคยจากร่างเขาหัวใจจึงค่อย ๆ สงบลง
ทว่านํ้าตายังคงไหลรินอย่างไม่อาจสะกดกลั้น
ฉวยโอกาสที่สติสัมปชัญญะของนางยังไม่แจ่มชัด
เขาก้มศีรษะประทับรอยจูบบนแก้มนาง ริมฝีปาก
สัมผัสผิวอ่อนนุ่มหอมละมุน นางไม่มีทางรู้ตัว“ไม่
เป็นไรแล้ว ข้าไม่มีวันปล่อยเขาไปแน่นอน ไม่
เป็นไรแล้ว เหมยเหมย…”
เขาอุ้มนางเดินออกไปนอกประตู
ทันทีที่เห็นหลัวเซิ่นหย่วนอุ้มอี๋หนิงออกมา
ใบหน้าของเฉิงหลางก็พลันเปลี่ยนสี! เขาเดินเข้า
ไปหมายจะเอ่ยถาม แต่หลัวเซิ่นหย่วนพูดด้วยนํ้า
เสียงเฉยชาขึ้นก่อน “…ข้าไม่รู้ว่าท่านกำลังคิด
อะไร และยามนี้ก็ไม่คิดจะถามไถ่เสิ่นอวี้อยู่ด้าน
ใน ท่านไปคุมตัวเขาออกมาแล้วค่อยว่ากัน”
เขากล่าวจบก็อุ้มอี๋หนิงเดินตรงไปด้านหน้า
เมื่อเฉิงหลางเข้าไปด้านในก็พบเสิ่นอวี้ที่มีสภาพ
ใบหน้าบวมปูด จมูกเขียวชํ้า ท่าทางสับสนงงงวย
อย่างยิ่ง
เสิ่นอวี้ถูกหลัวเซิ่นหย่วนทำร้ายจนมีสภาพเช่นนี้
คงมิใช่เพียงพูดคุยกับอี๋หนิงธรรมดาแค่สองสาม
ประโยคเป็นแน่…เฉิงหลางสูดลมหายใจเข้าลึก
ประเสริฐนัก เสิ่นอวี้ ถึงกับกล้าทำเรื่องเยี่ยงนี้
ออกมาได้
——————–
[1] กระเปั๋าหญ้า แปลว่าคนที่ไร้ความสามารถ