พ่อจอมผยอง / คุณพ่อสายเปย์ - บทที่454 คนที่ปล่อยข่าวออกไป
บทที่454 คนที่ปล่อยข่าวออกไป
วังเหว่ยโมโมมาก บริษัทเทคโนโลยีอี้ฉีอุตส่าห์ให้โอกาสพวกเขาได้หนีรอดไปจากสถานการณ์ร้ายๆ แต่คนพวกนี้กลับไม่รู้สึกซาบซึ้งใจ แล้วยังปล่อยข่าวออกไปอีก นี่มันบ้าไปแล้ว ไอ้คนอกตัญญู ไม่รู้บุญคุณคน
คนแบบนี้ เขาจะต้องลงโทษให้สาสม
ลู่เฉินไม่ได้โต้ตอบ นั่นก็หมายความว่าเขาเห็นด้วยกับการจัดการของวังเหว่ย
เรื่องนี้สร้างผลกระทบมาก
ถึงแม้เขาจะรู้ว่าข่าวนี้ไม่นานก็จะรั่วไหลออกไป แต่เขาไม่อยากให้รั่วไหลออกไปจริงๆ
ในอนาคตตอนที่อยู่ในอวกาศ บนยานอวกาศลำนี้ ทุกคนจะต้องสามัคคีกัน คนที่ไม่ฟังคำสั่ง ถึงแม้จะเป็นคนในครอบครัวของพนักงานในบริษัท เขาก็ไม่คิดจะพาไปด้วยแน่นอน
เรื่องนี้ตรวจสอบได้อย่างรวดเร็ว เป็นมารดาของพนักงานในบริษัทคนหนึ่งโทรคุยกับเพื่อนร่วมงาน แล้วเผลอพูดโอ้อวดออกไป แล้วข่าวก็รั่วไหลออกไป
ในตอนที่วังเหว่ยตรวจสอบเรื่องนี้ เขาจึงทำการไล่พนักงานคนนั้นออกทันที แล้วไล่พวกเขาทั้งครอบครัวออกจากบริษัทไปทันที
ไม่ว่าพนักงานคนนั้นกับครอบครัวจะขอร้องยังไง และมารดาของพนักงานคนนั้นถึงกับคุกเข่าขอร้อง วังเหว่ยก็ไม่แม้แต่จะใจอ่อน
เพราะถ้าจัดการเรื่องนี้ได้ไม่ดี อาจจะส่งผลกระทบใหญ่หลวงตามมาทีหลังก็ได้
ยังเหลือเวลาในการติดตั้งระบบพลังงานแรงโน้มถ่วงอีกประมาณหนึ่งเดือน ในเวลาหนึ่งเดือนนี้ ไม่รู้ว่าจะมีอีกสักกี่คนที่มาขอร้องอยู่ด้านนอก ทุกคนล้วนแต่โกรธ
เรื่องที่มีพนักงานและครอบครัวถูกไล่ออกจากบริษัท ถูกแพร่ข่าวออกไปอย่างรวดเร็ว ครอบครัวของพนักงานที่พักอยู่ในกระโจมต่างพากันหวั่นใจ ทุกคนต่างก็โล่งอกที่ตนเองไม่เผลอพูดเรื่องนี้ออกไปให้คนอื่นรู้
โดยเฉพาะข่าวที่ทางบริษัทบอกพวกเขา แล้วกำชับให้พวกเขาห้ามปล่อยให้ข่าวรั่วไหลออกไป ในตอนแรกคนส่วนใหญ่ต่างก็ไม่คิดอะไรมาก แต่ในเวลานี้ พนักงานคนนั้นและคนในครอบครัวถูกไล่ออกไป ทำให้กลุ่มคนที่ไม่คิดอะไรมากก่อนหน้านี้ ต่างพากันหวาดกลัวกันไปหมด
เหตุการณ์นี้ เป็นการลงโทษตัวอย่าง
มีพนักงานบางคิดว่าบริษัทไร้น้ำใจ แต่ส่วนใหญ่กลับบอกว่าจัดการแบบนี้สมควรแล้ว
หลังจากจบจากเหตุการณ์วุ่นวาย ศูนย์วิจัยเป็นความหวังสุดท้ายของโลกแล้ว พวกเขาที่เป็นหนึ่งในความหวังนี้ แน่นอนว่าต้องหวังว่าเบื้องบนจะเข้มงวดบ้าง
เพราะนี่เป็นการทำเพื่อทุกคน
หลายวันมานี้ มีคนมานั่งรออยู่ด้านนอกบริษัทเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ คนพวกนี้ล้วนแต่เป็นผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์จลาจลก่อนหน้านี้ บริษัทเทคโนโลยีอี้ฉีเป็นความหวังสุดท้ายของพวกเขาแล้ว ดังนั้นพวกเขาจึงพากันเดินทางมาที่นี่
สิบวันหลังจากนี้ คนที่มารวมตัวกันมีมากถึงห้าแสนกว่าคน เป็นจำนวนที่น่าตกใจมาก
และทุกคนที่อยู่ในบริษัทต่างก็เริ่มเป็นกังวลขึ้นมาแล้ว
คนมารวมตัวกันเยอะแบบนี้ ถ้าพวกเขาบุกเข้ามานักฆ่าในสำนักสังหารทั้งหมดหนึ่งหมื่นกว่าคนกับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยคงจะเอาไม่อยู่
และในเวลานี้สำนักสังหารต่างก็เริ่มหวั่นใจ กลัวว่าคนด้านนอกจะบุกเข้ามาอาละวาดจริงๆ
“ห้าวันสุดท้าย ไม่ว่าจะยังไง นายก็ต้องติดตั้งระบบพลังแรงโน้มถ่วงให้เสร็จ” ลู่เฉินโทรไปสั่งการกับติงต้าเฉิงครั้งสุดท้าย เขารู้ว่าคนด้านนอกจะต้องบุกเข้ามาอาละวาดแน่ๆ
เพียงแค่ว่าตอนนี้พวกเขารู้ว่ายานอวกาศซี-หวั้งจะขึ้นสู่อวกาศในอีกยี่สิบวันหลังจากนี้ ดังนั้นตอนนี้พวกเขากำลังยับยั้งอารมณ์ตัวเองอยู่ และได้แต่ชูป้ายผ้า ไม่ก่อปัญหาสร้างความไม่พอใจให้กับบริษัทเทคโนโลยีอี้ฉี
ถึงตอนนั้นถ้าหากลู่เฉินไม่พาพวกเขาไปด้วย พวกเขาจะต้องบุกเข้าไปอาละวาด ทำลายทุกอย่างในบริษัทให้ย่อยยับแน่นอน
และในเวลานี้ ทุกคนในบริษัทต่างก็เห็นแล้วว่าในกลุ่มคนที่รอยู่ด้านนอก เตรียมระเบิดพร้อมจะยิงเข้ามาในบริษัทได้ตลอดเวลา
“พ่อคิดว่า ลูกน่าจะเอานักศิลปะการต่อสู้ไปด้วยส่วนหนึ่ง นักศิลปะการต่อสู้กลุ่มนี้ จะกลายเป็นกองกำลังรบที่สำคัญของทีม ลูกต้องเชื่อ ว่าภายในอวกาศไม่ว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้ไม่ว่าจะเป็นเหล่านักฆ่าในสำนักสังหารหรือจะเป็นเหล่าทหารของซือถูเจี้ยน หรือทหารธรรมดาพวกเขาก็มีร่างกายที่เปราะบางลูกยาวิวัฒนาการยีนไปใช้กับพวกเขามันน่าเสียดายเกินไป”ลู่เทียนสิงเดินมายืนข้างๆลู่เฉินมองกลุ่มคนที่ยืนแออัดอยู่ด้านนอกบริษัทก่อนจะเอ่ยพูดขึ้นมากะทันหัน
ลู่เฉินขมวดคิ้ว ก่อนหน้านี้เขาไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้มาก่อน พอได้ฟังที่บิดาเขาพูด แล้วรู้สึกว่ามันมีเหตุผลเหมือนกัน
ถึงแม้ตระกูลลู่จะมีนักศิลปะการต่อสู้หลายพันคน แต่มันก็ยังไม่เพียงพอในการใช้งานอยู่ดี
“พ่อมีคนจะแนะนำบ้างไหมครับ” ลู่เฉินเอ่ยถาม
““ตระกูลเซียว ถึงแม้พ่อจะมีความเห็นแก่ตัวอยู่บ้างในการเลือก แต่ก็ต้องยอมรับ ว่าตระกูลเซียวแข็งแกร่งมาก ถ้าหากพวกเขายังไม่ได้รับผลกระทบจากเหตุจลาจลในครั้งนี้” ลู่เทียนสิงเอ่ยพูด
ลู่เฉินขมวดคิ้ว เขากับตระกูลเซียวเคยมีปัญหากัน เขาไม่ได้แค่ฆ่าเซียวเป๋ฉิงตาย แต่เขายังฆ่าเซียวอันอี๋ลูกหลานที่มีพรสวรรค์ที่สุดของตระกูลเซียวตายด้วย ความคิดแรกที่ตระกูลเซียวคิดได้คงจะเป็นเรื่องฆ่าเขาล่ะมั้ง
แต่ไม่นานเขาก็เข้าใจ
ตอนนี้ใกล้จะถึงวันสิ้นโลกแล้ว ตระกูลเซียวจะยังจดจำความแค้นพวกนั้นได้ยังไงกัน แล้วอีกอย่าง ถ้าหากเขาให้โอกาสตระกูลเซียวมีชีวิตต่อไป เขาก็จะกลายเป็นผู้มีพระคุณของตระกูลเซียว พวกเขาจะต้องสำนึกในบุญคุณของเขาถึงจะถูก
“งั้นเรื่องนี้คงต้องขอให้พ่อช่วยไปจัดการแล้วครับ” ลู่เฉินพยักหน้า ตอนนี้เขาจะออกจากบริษัทไม่ได้ เขาจำเป็นต้องอยู่ควบคุมสถานการณ์อยู่ที่นี่
……
““พี่คะ เร็วเข้า คนพวกนั้นวิ่งตามมาถึงตรงปากซอยแล้วค่ะ”ในเมืองจงหยวนในซอยถนนแห่งหนึ่ง บรรยากาศรอบๆว่างเปล่า โจวเฉินเฉินเรียกโจวเจินเฟ่ยที่กำลังยืนหอบหายใจ
“เฉินเฉิน น้องรีบหนีไปก่อน พี่วิ่งไม่ไหวแล้ว พี่จะอยู่ที่นี่ขวางพวกเขาไว้ให้”โจวเจินเฟ่ยใช้มือพยุงหัวเข่าไว้ ก่อนจะกระหอบกระหืด
สีหน้าของเขาซีดเผือด ในแววตาเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
เหตุการณ์จลาจลเมื่อสิบวันก่อน ตระกูลโจวของพวกเขาก็หนีไม่พ้น สมาชิกในตระกูลโจวทั้งหมดหลายสิบคน ตอนนี้เหลือแค่เขากับน้องสาวที่หนีรอดออกมาได้
แต่น่าเสียดายที่พวกเขาพยายามหลบซ่อนตัวอยู่นาน วันนี้กลับยังต้องมาเจอกับพวกคนร้ายพวกนี้อีกครั้ง
““พี่คะ พี่ต้องอดทนอีกนิดนะคะ พวกเราต้องหนีพวกนั้นพ้นแน่ๆค่ะ” โจวเฉินเฉินร่างกายแข็งแรงกว่าโจวเจินเฟ่ยมาก เธอหันกลับไปพยุงโจสเจินเฟ่ยก่อนจะพูด
““ถึงจะเป็นอย่างนั้นแล้วยังไง อีกแค่ไม่กี่เดือน พวกเราก็ต้องตายกันหมด” โจวเจินเฟ่ยส่ายหน้าไปมา
“ไม่ค่ะ ไม่ บริษัทเทคโนโลยีอี้ฉีกำลังสร้างยานอวกาศอยู่ พวกเรา ขอแค่พวกเรารีบเดินทางไปให้ถึงยวี่โจวในช่วงสองสามวันนี้ พวกเราก็ยังมีความหวังนะคะ”โจวเฉินเฉินพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
หลายปีก่อน การปรากฏตัวของลู่เฉิน ช่วยเธอออกมาจากเงื้อมมือของหลินโพ่จวิน เธอเชื่อว่าครั้งนี้ ขอแค่เธอรีบไปให้ถึงยวี่โจว ลู่เฉินน่าจะช่วยพวกเธอสองพี่น้องอีกครั้งแน่ๆ
“ก็ได้ งั้นพวกเราหาที่หยุดพักกันสักหน่อยเถอะ” โจวเจินเฟ่ยพยักหน้า ก่อนจะมีกำลังใจขึ้นมาอีกครั้ง แล้วเดินไปตามทางที่ไร้ผู้คนพร้อมกับโจวเฉินเฉิน
แต่ทันใดนั้นเอง มีเสียงผู้ชายสิบกว่าคนโห่ร้องขึ้นมา แล้วพวกเขาก็ปรากฏตัวเข้ามาในสายตาของโจวเจินเฟ่ยและโจวเฉินเฉิน
“ฮ่าฮ่าฮ่า สาวสวยนี่นา ถึงแม้หน้าจะเลอะเทอะไปหน่อย แต่ขอแค่เป็นผู้หญิงก็ได้หมด หลายวันมานี้ไม่ได้ลิ้มรสชาติใหม่ๆแล้ว เอาไปเล่นสนุกสักสองสามวัน ฮ่าฮ่าฮ่า เฮ้ยพวกมึง ไปจับตัวเธอมา”
ทุกคนโห่ร้อง ก่อนจะวิ่งเข้าไปหาโจวเฉินเฉิน
โจวเฉินเฉินตกใจจนหน้าซีดเผือด ส่วนโจวเจินเฟ่ยก็มึนหัว จนเกือบจะสลบเหมือดไป