ภรรยาดีสามีขยัน เบื่อแล้วตบตีกัน มิสู้ขยันสร้างเนื้อสร้างตัว [นิยายแปล] - บทที่ 22 อิงแอบแนบชิด
- Home
- ภรรยาดีสามีขยัน เบื่อแล้วตบตีกัน มิสู้ขยันสร้างเนื้อสร้างตัว [นิยายแปล]
- บทที่ 22 อิงแอบแนบชิด
กู้ฉางสุ่ยเห็นนางหน้าแดง ก็ยิ้มอย่างได้ใจ
เขารู้ดีว่าเถียนฮวนยังเป็นสตรีบริสุทธิ์ แม้นางจะกล้าหาญ ทว่ากลับขี้อายยิ่งนัก เขาจึงไม่กล้าแกล้งนางมากเกินไป รีบก้มหน้าก้มตากินต่ออย่างว่าง่าย
คำแนะนำของเถียนฮวนใช่ว่าจะไร้เหตุผล
ยามสารทฤดูเช่นนี้ ผลไม้ป่าตามภูเขาสุกงอมเต็มที่ กระต่ายจึงกินอิ่มนอนอุ่น ตัวอ้วนท้วนสมบูรณ์ ภายในท้องยังมีชั้นไขมันสะสมอยู่
เมื่อย่างไฟ ไขมันก็ซึมออกมาอย่างต่อเนื่องส่งเสียงฉ่าๆ แค่กัดคำเดียว กลิ่นหอมของมันก็เต็มปาก ชวนให้รู้สึกอิ่มเอมใจอย่างบอกไม่ถูก
แต่พอกินมากเข้า ก็เริ่มรู้สึกเลี่ยน ทันใดนั้นยำผูกงอิงเย็นๆ จึงได้สำแดงฤทธิ์
ผูกงอิงให้รสสัมผัสสดกรอบ มีกลิ่นหอมจางๆ ติดปลายลิ้น
เมื่อเขากัดกระต่ายย่างเจี่ยโหลวเข้าปาก ความมันก็ลดลง เหลือไว้เพียงกลิ่นหอมของเนื้อและกลิ่นของเจี่ยโหลวที่หอมละมุนอยู่ในปาก
เคี้ยวสองสามคำแล้วกลืนลงท้อง รู้สึกโล่งสบายขึ้นมาทันที
สองสามีภรรยาถือขากระต่ายคนละข้าง ความหิวโหยพลันหายไป
พวกเขาตักข้าวคนละถ้วยกินกับยำผูกงอิงและกระต่ายย่างเจี่ยโหลว
เมื่อกินข้าวจนอิ่มท้อง ความกังวลในใจก็คลี่คลายลงทันตา ความง่วงงุนถาโถมเข้าใส่ทันที ทั้งสองแทบยืนไม่อยู่
พวกเขาจึงนึกขึ้นได้ว่าเมื่อคืนพวกเขาไม่ได้นอนเลย
เมื่อวานช่วงกลางวันพานางกลับไปคารวะญาติผู้ใหญ่ในบ้านตระกูลถัง ตกค่ำมายังต้องสกัดน้ำมันตลอดทั้งคืน
เมื่อบ้านตระกูลกู้ใช้งานพวกเขาจบ ก็ไล่พวกเขาออกจากบ้านอย่างไร้เยื่อใย พอมาถึงบ้านใหม่ก็มัวแต่ซ่อมแซม ปัดกวาดเช็ดถู กว่าจะได้กินข้าว เวลาก็ล่วงเลยไปจนค่ำเสียแล้ว
กล่าวได้ว่า ทั้งสองคนไม่ได้พักผ่อนเลยตลอดสองวันหนึ่งคืน
เถียนฮวนอดหาวติดต่อกันหลายครั้งไม่ได้ เปลือกตาก็หนักอึ้งจนแทบลืมไม่ขึ้น
กู้ฉางสุ่ยเห็นเข้าก็รีบยกหม้อไปล้างที่ลำธารแล้วตักน้ำตั้งไฟให้เดือด
สองคนล้างหน้าล้างตัวแบบลวกๆ แล้วล้มตัวลงบนฟูกนอนหลับไปทันที
เถียนฮวนเหนื่อยจนแทบขาดใจ ตอนนี้หากมีแค่ฟูกกับผ้าห่มให้สักชุด นางก็สามารถนอนยาวได้จนฟ้าสางเลยทีเดียว!
ทว่าสุดท้ายนางก็ไม่ได้ได้นอนยาวจนถึงเช้า เพราะถูกความหนาวปลุกให้ตื่น
ยามดึกเงียบสงัด ลมปลายฤดูใบไม้ร่วงพัดโบกเสียงดังหวีดหวิว
บ้านของพวกเขาตั้งอยู่ตรงเชิงเขา สายลมจากภูเขาเย็นยะเยือกเสียดกระดูก ตัวบ้านไม่สามารถกันลมได้ดีนัก
แม้กู้ฉางสุ่ยจะรีบอุดรูรั่วใหญ่ๆ ไปแล้ว แต่ลมเย็นก็ยังเล็ดลอดเข้ามาผ่านช่องหน้าต่าง ประตู และรอยแยกเล็กๆ ทำให้ความเย็นแผ่ซ่านไปทั่วทั้งบ้านหลังเล็กๆ
เถียนฮวนจึงตื่นขึ้นมา
ผ้าห่มของกู้ฉางสุ่ยบางมาก ตอนอยู่บ้านตระกูลกู้ยังรู้สึกหนาว มาถึงที่นี่ก็แทบกันลมหนาวไม่ได้เสียด้วยซ้ำ
นางหนาวเสียจนขดตัวเป็นก้อนกลมๆ เขยิบกายเข้าไปใกล้กู้ฉางสุ่ย ตัวสั่นระริก
จู่ๆ ก็มีแขนแข็งแรงข้างหนึ่งยื่นเข้ามาโอบนางไว้แน่นในอ้อมอก ร่างกายนางแนบชิดอกอุ่นของชายหนุ่ม ถูกแขนขาแข็งแรงของเขากอดไว้แน่น
เมื่อรวมกับผ้าห่มที่คลุมร่าง ความหนาวก็ถูกขับไล่ออกไปจนหมด กลิ่นกายเฉกเช่นบุรุษของเขาโอบล้อมนางไว้ ไออุ่นแผ่เข้าสู่ร่างนางอย่างรวดเร็ว ทำให้นางที่หนาวจนตัวเย็นเฉียบกลับมารู้สึกอุ่นสบายอีกครั้ง
เถียนฮวนถอนหายใจยาวๆ ด้วยความโล่งอก ทว่าในไม่ช้าความร้อนก็แล่นขึ้นมาบนแก้มนาง
แม้ทั้งสองจะเป็นภรรยากัน แต่นี่กลับเป็นครั้งแรกที่ได้แตะเนื้อต้องตัวกันถึงเพียงนี้ นางรู้สึกประหม่าอยู่บ้าง
ทว่าในสถานการณ์แบบนี้ นางก็ไม่อาจละทิ้งความอบอุ่นนี้ไป ดังนั้นจึงได้แต่หน้าหนาขดตัวซุกอยู่ในอ้อมอกของเขาโดยไม่ขยับเขยื้อน
“หนาวอยู่หรือไม่” หลังจากกอดนางไว้ได้ครู่หนึ่ง กู้ฉางสุ่ยก็ถามเบาๆ
“ไม่หนาวแล้ว” เถียนฮวนส่ายหน้าช้าๆ “แต่ท่านเล่า ท่านทำแบบนี้ไม่หนาวหรือ”
“หนาว” กู้ฉางสุ่ยตอบตามตรง “แต่แค่ข้าหนาวคนเดียว ก็ดีกว่าหนาวกันทั้งคู่ เจ้าว่าไหม”
เถียนฮวนถึงกับพูดไม่ออกทันที
ชายคนนี้เวลาหยอกล้อกลับไร้ท่าทีจริงจัง แต่พอจริงจังขึ้นมา ความอ่อนโยนและใส่ใจนั้นก็ทำให้นางซาบซึ้งจนน้ำตาแทบไหล
ทันใดนั้นนางก็รู้สึกได้ว่าร่างของเขากำลังสั่นเล็กน้อย
เขาหนาวจริงๆ
เถียนฮวนขยับตัวในอ้อมกอดเล็กน้อย หามุมสบายพิงแนบ แล้วเอ่ยเบาๆ “ข้านอนไม่หลับแล้ว พวกเราคุยกันเถอะ!”
เห็นเขาเป็นเช่นนี้ นางจะมีแก่ใจนอนหลับลงได้อย่างไร คุยเรื่องอะไรสักอย่างเบี่ยงเบนความสนใจเขาหน่อย ก็น่าจะช่วยให้ดีขึ้น
“ได้” กู้ฉางสุ่ยรับคำ
เถียนฮวนจึงถามขึ้น “ผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นที่ท่านซับน้ำตาให้ข้า ข้าจำได้ว่าเป็นไหมสูจิ่น[1] ท่านมีผ้าเช่นนั้นได้อย่างไร”
“อ้อ! ผ้าผืนนี้เป็นของชิ้นเดียวที่ติดตัวข้ามาตอนที่ท่านปู่เก็บข้าได้ คงเป็นของที่แม่แท้ๆ ของข้าทิ้งไว้ให้กระมัง” กู้ฉางสุ่ยตอบเสียงเบา
ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ ไม่แปลกใจเลยที่เขาหวงนัก ทั้งที่ผ้าก็เก่าเสียขนาดนั้นยังพกติดตัวไว้ตลอด
เถียนฮวนพยักหน้ารับ “ท่านพ่อของข้าทุ่มเททั้งชีวิตให้กับวิชาแพทย์ สิ่งที่เขาฝากไว้ให้ข้าในตอนสุดท้ายของชีวิต ก็มีเพียงกองตำราแพทย์เล่มนั้น วันหนึ่งบ้านเราประสบเคราะห์ ญาติสนิทมิตรสหายล้วนเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ พากันถือหนังสือแจ้งหนี้ที่ไม่รู้ไปเอามาจากไหนมาเร่งทวงหนี้ ปล้นเอาทรัพย์สินทุกอย่างในบ้านไปจนเกลี้ยง แม้แต่ตำราของท่านพ่อกับท่านปู่ก็ไม่ละเว้น โชคดีที่ตำราไม่กี่เล่มที่ท่านพ่อใช้ตอนเริ่มต้นเรียนวิชาแพทย์ยังไม่ทันถูกพวกเขาเห็น ข้าถึงเก็บรักษาไว้ได้ ทุกครั้งที่คิดถึงท่านพ่อ ข้าจะหยิบตำราเหล่านี้ขึ้นมาเปิดอ่าน มองลายมือของเขาบนกระดาษ เหมือนได้ย้อนกลับไปตอนที่เขาจับมือข้าเขียนหนังสือ นั่นก็คือช่วงเวลาที่อบอุ่นที่สุดของข้า”
“เจ้าก็ยังมีความทรงจำร่วมกับบิดาอยู่บ้าง แต่ข้านั้นกลับไม่รู้อะไรเกี่ยวกับพ่อแม่แท้ๆ ของตัวเองเลย ท่านปู่เคยเล่าว่าตอนเก็บข้าได้จากแม่น้ำ เขาอุ้มข้าขึ้นมา ช่วยทำให้ข้าสำลักน้ำออกมา ไม่อย่างนั้นสมองข้าคงโดนน้ำจนพังไปตั้งแต่ตอนนั้น” กู้ฉางสุ่ยพูดเสียงเบา
“ไร้สาระ! หัวท่านดีจะตาย ไม่มีปัญหาอะไรเลยสักนิด!” เถียนฮวนพูดสวนทันควัน “ท่านฉลาดขนาดนี้ เก่งขนาดนี้ คนทั้งบ้านตระกูลกู้รวมกันยังเทียบท่านไม่ได้เลย ตอนนี้พวกเขาระแวงท่านอยู่ ก็เท่ากับวางกับดักให้ตัวเอง เดี๋ยวก็ต้องมาเสียใจทีหลัง!”
“อืม ท่านปู่ก็พูดแบบนั้นเหมือนกัน”
กู้ฉางสุ่ยยิ้มออกมา น้ำเสียงร่าเริงขึ้นเล็กน้อย
“แม้ข้าจะจำอะไรเกี่ยวกับพ่อแม่แท้ๆ ไม่ได้ แต่ข้าก็มีท่านปู่ ข้าพอใจยิ่งนัก! ตอนนั้นท่านปู่เป็นคนอุ้มข้าขึ้นมาจากแม่น้ำด้วยตัวเอง เขารักข้ามากราวหลานแท้ๆ ท่านพ่อท่านแม่ซื้อของดีๆ มาให้แต่น้องชายกับน้องสาว ข้าห้ามแตะต้อง ท่านปู่ก็แอบเก็บไว้ให้ข้ากินคนเดียว”
“ท่านตาของข้าก็เหมือนกัน แต่ก่อนตอนบ้านตระกูลเถียนยังไม่เกิดเรื่อง ท่านตาจะเอาของมากมายมาให้ข้าทุกครั้งที่มาเยี่ยม ทว่าเมื่อตระกูลเถียนล่มสลาย ท่านลุงกับท่านป้าสะใภ้เริ่มหวาดระแวงพวกเรา เมื่อท่านตาเห็นเข้าก็จะดุพวกเขาทุกที ปฏิบัติต่อลูกหลานอย่างเท่าเทียม ถ้าไม่ใช่เพราะเขาคอยปกป้องดูแลอย่างใกล้ชิด ชีวิตข้ากับท่านแม่คงยิ่งลำบากกว่านี้” เถียนฮวนรีบพูดเสริม
เมื่อกล่าวถึงผู้อาวุโสที่คอยอุ้มชูพวกตนมา ทั้งสองก็พบหัวข้อสนทนาร่วมกัน ต่างคนต่างพูดไม่ขาดปาก ยิ่งพูดก็ยิ่งพบว่าความรักของผู้เฒ่าทั้งสองที่มีต่อพวกเขานั้นช่างคล้ายกันนัก
ผู้เฒ่ากู้ล่วงลับไปแล้ว ผู้เฒ่าถังสุขภาพย่ำแย่ ทั้งสองคนจึงรู้สึกโศกเศร้านัก
“เฮ้อ! ท่านปู่รักข้าอย่างสุดหัวใจจริงๆ ตอนมีชีวิตอยู่ก็คอยปกป้องข้าเสมอ พอใกล้สิ้นลมก็กลัวว่าพ่อแม่ข้าจะไม่หาภรรยาให้ข้า จึงแอบยัดของหมั้นใส่มือข้า บอกว่าให้ข้าไว้ทุกข์ครบสามปีก่อน แล้วค่อยไปขอบุตรสาวจากตระกูลถัง ท่านปู่ไม่เคยบอกเรื่องนี้กับพ่อแม่ข้าเลย เพราะกลัวจะเกิดเหตุการณ์เช่นวันนี้” กู้ฉางสุ่ยเอ่ยเสียงเศร้า
“จริงๆ แล้ว พ่อแม่ข้าก็ไม่ค่อยเต็มใจจะให้ข้าแต่งงานหรอก บุตรสาวของซิ่วไฉ พวกเขาอยากจะยกให้น้องชายแต่งมากกว่า แต่เจี๋ยเกอเอ๋อร์ยังเด็ก ยังไม่ถึงวัยสวมหมวก ซ้ำยังไม่เคยชอบสตรีใดในหมู่บ้าน เขายืนกรานว่าจะต้องแต่งกับคุณหนูจากตระกูลใหญ่ให้จงได้ สุดท้ายก็เลยยอมให้ข้าแต่งงาน ทว่าพวกเขาก็ไม่คิดจะจัดงานแต่งงานให้ข้าเหมือนคนอื่น ข้ารู้ว่าพวกเขาเป็นอย่างไร พวกเขาไม่คิดจะให้ข้าแต่งอยู่แล้ว แค่ใช้ข้ออ้างนี้เพื่อบีบให้ตระกูลถังถอนหมั้นก็เท่านั้น ใครจะคิดว่าข้ากลับได้แต่งงานกับเจ้าแทน”
พอมาถึงตรงนี้ กู้ฉางสุ่ยก็ยิ้มน้อยๆ
“ดียิ่งนัก!” เขาวางคางบนไหล่นาง ถูเบาๆ สองสามที “ข้าเชื่อนะ ว่าเจ้าคือคนที่ท่านปู่ตั้งใจเลือกไว้ให้ข้าแต่แรก ท่านปู่ดีกับข้าจริงๆ”
[1] ไหมสูจิ่น ผ้าไหมชั้นดี มีลวดลายงดงาม