ภรรยาดีสามีขยัน เบื่อแล้วตบตีกัน มิสู้ขยันสร้างเนื้อสร้างตัว [นิยายแปล] - บทที่ 5 เถียงจนชนะ
- Home
- ภรรยาดีสามีขยัน เบื่อแล้วตบตีกัน มิสู้ขยันสร้างเนื้อสร้างตัว [นิยายแปล]
- บทที่ 5 เถียงจนชนะ
เถียนฮวนขมวดคิ้วเล็กน้อย “ข้าไม่ได้มีเจตนาอื่น เพียงแต่เมื่อจะให้น้องสามีร่ำเรียนหนังสือ ตั้งใจเดินบนเส้นทางนี้ก็ควรเริ่มเคารพกฎระเบียบให้เร็วที่สุดจะดีกว่า”
“ท่านหมายความว่าอย่างไร ท่านหาว่าบ้านข้าไม่มีระเบียบวินัยงั้นหรือ” กู้ฮวาเย่ว์เพิ่งเดินออกจากห้อง ยังไม่ทันพ้นประตูดีก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงแหลมบาดหู
เถียนฮวนพลันเดือดดาล “ไม่จริงหรือไร นักปราชญ์กล่าวไว้ว่า ‘การอบรมขัดเกลาย่อมเริ่มจากเบื้องบนสู่เบื้องล่าง เริ่มจากผู้นำแล้วจึงเผยแผ่ไปยังผู้น้อย หากบิดามารดาไม่เมตตา บุตรก็ยากจะกตัญญู หากพี่ชายไม่โอบเอื้ออารี น้องชายก็ยากจะเคารพ หากสามีไร้คุณธรรม ภรรยาก็ยากจะเชื่อฟัง หากบิดามารดาเมตตาแต่บุตรดื้อรั้น พี่ชายโอบเอื้ออารีแต่น้องชายกลับหยิ่งผยอง สามีมีคุณธรรมแต่ภรรยากลับไม่เชื่อฟัง เช่นนั้นย่อมเป็นมนุษย์ที่ถูกสวรรค์ลิขิตไว้ว่าควรตกอยู่ใต้การลงทัณฑ์ หาใช่ผู้ที่สั่งสอนแล้วจะเปลี่ยนได้ไม่’
“ตระกูลหนึ่งจะเจริญรุ่งเรืองได้ ก็ต้องมีกฎเกณฑ์ให้ยึดถือ เจ้าลองดูสิว่าตระกูลใหญ่ตระกูลอื่น มีบ้านไหนบ้างที่ไร้ระเบียบ? การเคารพผู้ใหญ่ มีลำดับอาวุโส บิดามารดามีเมตตา บุตรกตัญญู สิ่งเหล่านี้คือพื้นฐานที่สุด หากแม้แต่เรื่องพวกนี้ยังรักษาไว้ไม่ได้ ก็อย่าหวังเลยว่าน้องสามีจะสอบได้ตำแหน่งแล้วเจริญรุ่งเรือง กลัวแต่จะยังไม่ทันได้สอบติดด้วยซ้ำ ก็ต้องพลาดเพราะทำตัวไม่เหมาะสม โดนผู้มีอำนาจเล่นงานเสียก่อน!”
ถ้อยคำนั้นทำเอาทั้งบ้านตระกูลกู้เงียบกริบ
ไม่ใช่เพราะไม่อยากเถียง แต่เพราะเถียนฮวนยกหลักการมากล่าวยืดยาว พวกเขาแทบไม่เข้าใจแม้แต่ครึ่งเดียว แล้วจะโต้เถียงอย่างไรได้
ยิ่งไปกว่านั้น แม้เถียนฮวนจะตกอับ ทว่าก็เติบโตมาในตระกูลผู้ดี เวลาทะเลาะกับผู้ใดก็ไม่ใช่พวกตะโกนแข่งเสียงดังเอาชนะเหมือนหญิงชาวบ้าน แต่หยิบยกเหตุผลมาอ้างอย่างหนักแน่น ใช้น้ำเสียงเรียบแต่ชัดเจน แค่ฟังยังรู้สึกราวกับระฆังทองสะเทือนใจ ทำเอาหูอื้อไปหมด
นี่แหละคุณหนูตระกูลใหญ่ผู้มีการศึกษา
ความคิดนี้ผุดขึ้นในใจของเจียงซื่อกับบุตรสาวสองคนโดยพร้อมเพรียงกัน จนอดรู้สึกละอายไม่ได้ หดคอลงไปเล็กน้อยอย่างไม่รู้ตัว แม้แต่กู้ฉางเจี๋ยที่กำลังถือหมั่นโถวอยู่ก็ยังชะงักไป แล้ววางมันลงอย่างเงียบๆ
เวลานั้นเอง หัวหน้าตระกูลอย่างกู้อันก็เดินออกมาทั้งที่ยังคลุมเสื้อไว้
เห็นสภาพในลานบ้าน เขาก็กระแอมหนึ่งที “อาหารเช้าเสร็จแล้วหรือ ถ้าอย่างนั้นก็กินเถอะ”
คำพูดนี้เหมือนเป็นทางลงให้เจียงซื่อกับบุตรสาว ทั้งหมดรีบหาที่นั่งกันให้วุ่น กู้ฉางสุ่ยเองก็ดึงมือเถียนฮวน
“ไป กินข้าวกัน”
เขาพานางไปนั่งตรงปลายโต๊ะแปดเซียน
มื้อนี้ทั้งครอบครัวกินกันอย่างเงียบเชียบผิดปกติ
กู้ฉางสุ่ยก็ทำตัวเรียบร้อย ไม่หยิบโน่นนี่มั่วซั่ว เจียงซื่อกับบุตรสาวก็ไม่ส่งเสียงให้เขาปวดหัว
กู้อันนั่งอยู่หัวโต๊ะ พอเห็นทุกคนสำรวมได้เช่นนี้ก็พอใจนัก ดังนั้นพอวางตะเกียบ เขาก็กล่าวอย่างเคร่งขรึม “ในเมื่อตัดสินใจจะให้เจี๋ยเกอเอ๋อร์สอบเป็นขุนนาง เช่นนั้นบ้านเราก็ควรวางระเบียบขึ้นมาได้แล้ว ลูกสะใภ้ใหญ่ เจ้าช่วยร่างกฎขึ้นมาสักฉบับโดยเร็วที่สุด”
“เจ้าค่ะ ข้าทราบแล้ว” เถียนฮวนรีบลุกขึ้นทำความเคารพ
พอกู้ฮวาจือกับกู้ฮวาเย่ว์ได้ยิน สีหน้าทั้งสองก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาเต็มไปด้วยความไม่พอใจ
แต่ต่อหน้ากู้อัน พวกนางไม่กล้าแย้ง ได้แต่ส่งสายตาขุ่นเคืองมาทางเถียนฮวนเป็นระยะ
เถียนฮวนสังเกตเห็น แต่ก็ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
สองพี่น้องเห็นเช่นนั้น ยิ่งโมโหจนแทบระเบิด เจียงซื่อเองก็รู้สึกขุ่นเคืองไม่แพ้กัน
เดิมทีคิดว่ากู้ฉางสุ่ยหาภรรยามาช่วยงาน แต่ดูไปดูมา สะใภ้ใหม่ผู้นี้ไม่ธรรมดาเลย เพิ่งมาแค่วันเดียวก็เอาใจสามีไปเสียหมดแล้ว!
แบบนี้ไม่ใช่ลางดีนัก!
นางรีบแกล้งกระแอมแล้วตะโกนขึ้น “สุ่ยเกอเอ๋อร์ เจ้าไปดูนาให้ที ไปถอนหญ้าออก อย่าให้พวกนกมันจิกข้าวกินหมดนะ! เสร็จแล้วก็กลับมาทำงานสกัดน้ำมันด้วย น้ำมันในถังใกล้หมดแล้ว!”
“ขอรับ”
กู้ฉางสุ่ยรีบรับคำ แล้วก็แบกจอบขึ้นพาดบ่า หันมาพยักหน้าให้เถียนฮวน “ไปนากันเถิด”
“อืม” เถียนฮวนพยักหน้า
ประจวบเหมาะพอดี นางจะได้ถือโอกาสนี้สังเกตดูสภาพบ้านตระกูลกู้ให้ละเอียดเสียหน่อย
คิดไปก็ตลกดี ปกติแล้วแม้สตรีส่วนใหญ่จะไม่เคยเห็นหน้าว่าที่สามีก่อนแต่งงาน แต่ก็ยังพอรู้เรื่องฐานะทางบ้านของฝ่ายชายดีพอสมควร
แต่สำหรับนาง…จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่รู้อะไรเลยสักอย่างเกี่ยวกับสามี หรือแม้แต่ครอบครัวของเขา
ทว่ามาถึงขั้นนี้แล้ว จะมัวมานั่งคิดมากก็ไม่เกิดประโยชน์ ตอนนี้สิ่งที่ทำได้คือลงมือเก็บข้อมูลทุกอย่างที่จำเป็นต้องรู้ไว้ แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะเดินต่อไปอย่างไร
อีกอย่าง…
ทันทีที่เดินออกจากประตูบ้านกู้ เห็นแผ่นหลังกว้างของบุรุษที่เดินนำอยู่ข้างหน้า ริมฝีปากของเถียนฮวนก็พลันยกยิ้มขึ้นมา
อย่างน้อย มีเขาอยู่ด้วย ชีวิตของนางก็คงไม่ถึงกับลำบากนัก
หวังว่าจะไม่ลำบากนะ
ระหว่างที่นางกำลังมองแผ่นหลังเขาอยู่นั้น กู้ฉางสุ่ยก็หันกลับมาทันใด หัวใจของเถียนฮวนกระตุกวูบ นางรีบก้มหน้าลงทันที
เห็นภรรยาใหม่ทำตัวเหนียมอาย กู้ฉางสุ่ยก็อดอ่อนโยนขึ้นมาไม่ได้ เขาถามนางเสียงเบา
“เหนื่อยหรือไม่ ให้ข้าแบกเจ้าดีไหม”
“ไม่เป็นไร เมื่อวานเพราะข้าไม่รู้ทาง ระยะทางไกลมากถึงต้องให้ท่านแบก แต่หลังจากนี้ ข้าต้องเดินด้วยขาของตัวเองแล้ว” เถียนฮวนรีบโบกมือปฏิเสธ
คำพูดนี้ทำเอากู้ฉางสุ่ยนิ่งคิด เขามองนางครู่หนึ่ง แล้วจึงหันหน้ากลับไปทางเดิม “งั้นก็ดี เดินตามข้ามา อย่าหลงทางเล่า”
“อืม” เถียนฮวาพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย
ทั้งสองเดินออกจากหมู่บ้านไปอีกประมาณหนึ่งถ้วยน้ำชา ก็ถึงนาของบ้านตระกูลกู้
บ้านตระกูลกู้มีโรงสกัดน้ำมัน ถือเป็นตระกูลใหญ่ที่มีชื่อเสียงในหมู่บ้านกานสุ่ยเลยทีเดียว
ก็พอจะเดาได้ว่า ตระกูลกู้มีที่ดินอยู่ไม่น้อย แต่ความจริงมีตั้งสี่ถึงห้าร้อยหมู่[1]เชียว! ยิ่งไปกว่านั้น กว่าครึ่งยังเป็นนาดีอีกต่างหาก!
ตอนนี้ที่ดินส่วนมากใช้ปลูกข้าว เวลานี้เข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงแล้ว ต้นข้าวในนาออกรวงเต็มที่ เมล็ดข้าวอวบแน่นเป็นอย่างยิ่ง
อีกครึ่งเดือนข้างหน้า ข้าวจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทอง ถึงเวลานั้นก็จะได้เก็บเกี่ยวแล้ว
ช่วงนี้พื้นนาแห้งสนิท ไม่มีหญ้าขึ้นมากนัก แต่กลับมีพวกนกกระจอกกับนกเล็กนกน้อยบินมาแอบจิกกินข้าวอยู่บ่อยๆ
ตอนที่พวกเขาเดินมาถึง ก็เห็นฝูงนกกระจอกกำลังรุมจิกกินข้าวในนา ขณะกินก็ยังส่งเสียงจิ๊บๆ ไม่หยุด เรียกความสนใจเป็นอย่างมาก
กู้ฉางสุ่ยเห็นเข้า ก็รีบหยิบก้อนหินก้อนหนึ่งขึ้นมาขว้างไปยังกลุ่มนกกระจอกทันที
เสียงดังพลั่ก! หินตกลงกลางฝูงนกอย่างแม่นยำ ฝูงนกกระจอกพากันโบยบินหนีไปในพริบตา
แม่นยำอะไรเช่นนี้!
เถียนฮวนเห็นเข้าก็อดชมในใจไม่ได้
แต่กู้ฉางสุ่ยไม่ได้หันมามองนาง กลับเดินตรงไปยังจุดที่ฝูงนกกระจอกรวมตัวกันก่อนหน้า
เขาเดินนำไปก่อนเพียงลำพัง เถียนฮวนจึงรีบวิ่งตามไป และเมื่อมาถึงก็เห็นว่าเขาจับนกกระจอกได้ตั้งสองตัว
ใบหน้าสีทองแดงของเขาฉายรอยยิ้มสดใสออกมาอย่างห้ามไม่อยู่
“วันนี้เรามีเนื้อกินแล้ว!”
[1] หมู่ หน่วยวัดพื้นที่ในระบบจีนโบราณ หนึ่งหมู่ประมาณ 617 ตารางเมตร