ภรรยาดีสามีขยัน เบื่อแล้วตบตีกัน มิสู้ขยันสร้างเนื้อสร้างตัว [นิยายแปล] - บทที่ 50 อ้นพะโล้
กู้อันเห็นดังนั้นก็โบกมือไปมา “พอเถอะ พวกเจ้าหยุดพูดกันได้แล้ว เรื่องก็ผ่านไปแล้ว ตอนนี้บ้านเรามิอาจก่อเรื่องวุ่นวายได้อีกต่อไป”
ตั้งแต่เถียนฮวนเข้ามาในบ้านก็มีเรื่องเกิดขึ้นไม่เว้นวัน แค่ได้ยินภรรยาและลูกพูดถึงคนสองคนนั้นอีก เขาก็รู้สึกเหนื่อยหน่ายเต็มที
“เดี๋ยวข้าจะฝากคนให้ไปที่ตำบลจิ่งอัน สืบดูให้ละเอียดว่าเถียนซื่อเคยทำสิ่งใดมาบ้างตอนอยู่บ้านลุง” สุดท้ายเขาก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยขึ้นมา
แต่เรื่องในบ้านตระกูลกู้นั้น เถียนฮวนกับกู้ฉางสุ่ยไม่รู้แม้แต่น้อย
สองสามีภรรยาเข็นรถที่เต็มไปด้วยของกลับบ้าน พอเดินมาใกล้ถึงหน้าบ้านแค่ไม่กี่ก้าว ทั้งสองก็หยุดฝีเท้าพร้อมกัน
“หือ?”
เถียนฮวนอุทานเบาๆ แล้วรีบวิ่งตรงไปยังหน้าบ้าน เห็นโต๊ะไม้แปดเซียนตั้งอยู่หนึ่งตัว แม้จะเก่าไปเล็กน้อยแต่ก็ยังดูดีอยู่ พร้อมด้วยเก้าอี้สี่ตัว ม้านั่งสองตัว และเตาเล็กๆ อีกสองเตา!
“นี่…”
เถียนฮวนเพ่งดูอยู่พักหนึ่งก่อนจะหันไปมองกู้ฉางสุ่ยที่เข็นรถเข็นตามมาทันพอดี
“ดูเหมือนว่าเป็นของที่ชาวบ้านแถวนี้เอามาให้ตอนที่พวกเราไม่อยู่บ้าน” กู้ฉางสุ่ยพูดขึ้น
เถียนฮวนพยักหน้า “น่าจะใช่”
หัวใจของนางอบอุ่นขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากที่เมื่อวานถูกคนในบ้านตระกูลเจียงรังแกจนจิตใจห่อเหี่ยว ตอนนี้กลับได้รับการปลอบประโลมอย่างเต็มเปี่ยม
“ทุกคนมีน้ำใจยิ่งนัก”
“คงเป็นเพราะชาฤดูใบไม้ร่วงที่เจ้ามอบให้ก่อนหน้านั้นได้ผลดีมาก ทุกคนเลยอยากตอบแทนเจ้า” กู้ฉางสุ่ยพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“แต่พวกเขาก็เคยเอาผักมาตอบแทนไปแล้วนี่นา ตอนบ่ายเมื่อวานก็เพิ่งให้ของมาอีก พอวันนี้ยังมีเพิ่มอีก…”
ของที่ทุกคนมอบให้พวกเขา มันเกินกว่าที่นางเคยให้ไปเสียอีก จะไม่ให้นางซาบซึ้งใจได้อย่างไร
เถียนฮวนน้ำตารื้น
กู้ฉางสุ่ยเห็นเช่นนั้นก็รีบจับมือนางไว้ “นี่คือความหวังดีจากชาวบ้าน และก็เป็นการยืนยันว่าชาฤดูใบไม้ร่วงที่เจ้าทำนั้นได้ผลดี เช่นนั้น วันหลังพวกเราว่างเมื่อใด ค่อยทำเพิ่มอีกสักหน่อยแล้วเอาไปให้ทุกคน ก็นับเป็นการตอบแทนน้ำใจที่ช่วยพวกเราในยามยาก”
เถียนฮวนรีบพยักหน้า นางรีบเดินไปเปิดประตูบ้าน ทั้งสองคนช่วยกันขนโต๊ะเก้าอี้เข้าไป ต่อด้วยของที่ซื้อมาจากในตำบลจัดเรียงให้เรียบร้อย
จากนั้นกู้ฉางสุ่ยก็ไปยกผักที่แช่ไว้ริมลำธารมาตั้งแต่เมื่อคืน สองคนรีบช่วยกันปลูกผักให้เสร็จตอนที่ฟ้ายังไม่มืด รดน้ำให้เรียบร้อย พื้นดินก็ถูกแต่งแต้มไปด้วยผักเขียวขจี ไม่ว่าจะเป็นผักกาดขาว หัวไชเท้า หรือช่ายจื่อ
ยามอาทิตย์ลับขอบฟ้า สายลมอ่อนโชยมา ใบผักไหวพลิ้วไปตามลม ดูชื่นตาชื่นใจนัก
เถียนฮวนเช็ดเหงื่อบนหน้าผาก มองแปลงผักเบื้องหน้าด้วยความรู้สึกภูมิใจที่ได้ทำงานหนักสำเร็จ ทว่า…
โครกคราก
เสียงท้องร้องเสียงดังขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ นางหิวเสียแล้ว
ใบหน้าเถียนฮวนแดงระเรื่ออย่างเขินอาย นางรีบหันไปมองกู้ฉางสุ่ย แล้วก็ได้ยินเขาพูดว่า “ภรรยา เย็นนี้กินอะไรดี ข้าหิวจนท้องแฟบไปหมดแล้ว!”
เถียนฮวนหลุดหัวเราะพรืดออกมา
“ต้องถามด้วยหรือ ก็ต้องกินตัวอ้นน่ะสิ! วันนี้พวกเราซื้อเครื่องปรุงกลับมาตั้งเยอะ ไม่ได้เอาไว้ตั้งเฉยๆ หรอกนะ!”
“ได้ ข้าจะไปเอาตัวอ้นมาเดี๋ยวนี้!” กู้ฉางสุ่ยพูดพลางวิ่งไปทางลำธาร
เถียนฮวนรีบตะโกนตามหลังไปทันที “เอามาสองตัวนะ!”
“อืม!”
ตัวอ้นสองตัวที่ล้างสะอาดหมดจดแล้วถูกนำกลับมา เถียนฮวนส่งตัวหนึ่งให้กู้ฉางสุ่ย “ท่านหั่นเป็นสี่ชิ้นใหญ่แล้วเอาไปย่างให้ด้านนอกกรอบเกรียมสักหน่อย”
“ได้เลย!” กู้ฉางสุ่ยรับตัวอ้นไปจัดการทันที
เถียนฮวนหยิบอีกตัวมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ลวกน้ำร้อนแล้วช้อนเอาฟองออก จากนั้นก็นำลงไปแช่น้ำเย็นให้เนื้อเด้ง
เมื่อสะเด็ดน้ำแล้ว นางก็จุดไฟตั้งกระทะ ใส่น้ำมันลงไปเล็กน้อย ผัดเนื้อตัวอ้นด้วยไฟแรง
ผัดจนผิวเนื้อเริ่มเหลือง จึงเติมสุราหนึ่งช้อน ตามด้วยน้ำเย็นให้ท่วมเนื้อตัวอ้นพอดี ปิดฝาแล้วต้มด้วยไฟแรง
ขณะนั้นเสียงของกู้ฉางสุ่ยก็ดังขึ้นจากด้านข้าง
“ภรรยา มาดูหน่อย ข้าย่างแบบนี้ใช้ได้หรือไม่”
เถียนฮวนรีบหันไปดู ก็เห็นว่าเขาหั่นตัวอ้นเป็นสี่ชิ้นเท่ากันทุกชิ้นแล้วย่างจนแต่ละชิ้นมีสีเหลืองทองกรอบเกรียมสวยงาม สีสันสม่ำเสมอทั้งชิ้นอีกด้วย
เถียนฮวนอดตะลึงไม่ได้ “ท่านทำได้อย่างไร ข้าย่างตั้งหลายครั้งยังไม่เคยย่างสวยเท่าท่านเลยนะ!”
“แน่นอน ข้าฝึกมาหลายปีแล้วนี่นา!” กู้ฉางสุ่ยเชิดหน้าขึ้นอย่างภาคภูมิใจ
เถียนฮวนอดไม่ได้ที่จะจิ้มปลายคางเขาเบาๆ “ท่านคือจ้าวแห่งการย่างเนื้อ ต่อไปงานย่างเนื้อในบ้านยกให้ท่านเลย ดีไหม”
“ดี!” กู้ฉางสุ่ยตอบตกลงทันควัน
“เช่นนั้นก็ดี ตอนนี้ก็ไปเฝ้าเตาใหญ่โน่นนะ พอเดือดแล้วก็ลดไฟลงด้วยล่ะ” เถียนฮวนพูดพลางดันเขาไปอีกทาง
กู้ฉางสุ่ยเบ้ปาก “ข้าเคยเห็นคนข้ามแม่น้ำแล้วรื้อสะพานทิ้ง[1]มานักต่อนัก แต่ไม่เคยพบผู้ใดรื้อสะพานได้ชัดเจนเช่นเจ้า”
เถียนฮวนค้อนเขาหนึ่งที “เช่นนั้นท่านจะทำหรือไม่ทำ”
“ข้าทำ! คำสั่งภรรยา ข้ามิกล้าขัด!” กู้ฉางสุ่ยยักไหล่ รีบลากก้อนหินมานั่งแล้วจ้องไฟในเตาอย่างตั้งใจ
เถียนฮวนเห็นแล้วก็อดยิ้มขำไม่ได้
นางกลั้นหัวเราะ หันกลับมาแล้วใส่เนื้อตัวอ้นชิ้นใหญ่ที่ย่างไว้กับขิงแก่ไม่กี่แผ่นลงในหม้อ ใส่น้ำลงไปครึ่งหม้อ ยกขึ้นตั้งบนเตา เคี่ยวด้วยไฟอ่อน
จากนั้นก็บอกให้กู้ฉางสุ่ยคอยดูเตาทั้งสองฝั่ง ส่วนตัวเองก็ไปซาวข้าว ล้างเห็ดป่าที่เก็บมาเมื่อสองสามวันก่อน ทำนู่นทำนี่จนยุ่งวุ่นวายไปหมด
ผ่านไปราวหนึ่งก้านธูป เสียงกู้ฉางสุ่ยก็ดังขึ้นเบาๆ “ภรรยา ตัวอ้นฝั่งนี้น่าจะได้ที่แล้วนะ”
เถียนฮวนเดินไปดู ก็พบว่าเสียงเดือดในหม้อแทบไม่ได้ยินอีกแล้ว พอเปิดฝาออกมาก็เห็นว่าน้ำในหม้อแห้งไปเกือบหมด เนื้อตัวอ้นซึมซับน้ำแกงจนเกลี้ยง กลิ่นหอมของเนื้อโชยฟุ้งออกมา กู้ฉางสุ่ยหลับตาสูดกลิ่นเข้าเต็มปอด แล้วเอ่ยว่า “ยังขาดอีกนิด”
“โห จมูกดีขนาดนี้เชียว!” เถียนฮวนหัวเราะ
“แน่นอน ก็ข้ากินฝีมือเจ้ามาตั้งนานแล้วนี่นา!” กู้ฉางสุ่ยยิ้มอีกครั้ง
เถียนฮวนส่ายหน้าอย่างจนคำจะพูด รีบหยิบตะหลิวไม้ ใส่ซีอิ๊วและน้ำตาลลงไปเล็กน้อย ผัดให้เนื้อตัวอ้นเปลี่ยนสี ใส่เกลือหยิบมือ แล้วโรยผักที่ล้างสะอาดลงไป รอจนผักสุกเล็กน้อย ตัวอ้นพะโล้ก็พร้อมยกขึ้นโต๊ะ
หลังจากผัดเสร็จ นางก็นำเห็ดที่ล้างไว้ลงไปลวกน้ำร้อน เติมเกลือเล็กน้อยแล้วคลุกให้เข้ากัน จากนั้นก็ยกทั้งสองอย่างไปวางบนโต๊ะอาหาร
กู้ฉางสุ่ยรีบเก็บโต๊ะ ตักข้าวใส่ถ้วยสองถ้วย เถียนฮวนยกกับข้าวสองอย่างวางบนโต๊ะ แล้วสั่งว่า “ไปยกเตามานี่หน่อย”
กู้ฉางสุ่ยรีบยกเตาที่ตุ๋นตัวอ้นอยู่ไปวางไว้บนโต๊ะอาหาร ตอนนี้ในหม้อก็เคี่ยวมาตั้งนานแล้ว
กลิ่นหอมอ่อนๆ ของตัวอ้นลอยออกมาจากรอยต่อระหว่างหม้อกับฝาหม้อ กระจายไปทั่วบริเวณ
เถียนฮวนเปิดฝาหม้อออกดูแวบหนึ่ง
“ต้องตุ๋นต่ออีกหน่อย เรากินข้าวกันก่อนเถอะ!”
[1] ข้ามแม่น้ำแล้วรื้อสะพานทิ้ง หมายถึง คนเนรคุณ อกตัญญู เมื่อได้รับความช่วยเหลือจนบรรลุวัตถุประสงค์แล้ว ก็ทอดทิ้งหรือทำลายผู้มีพระคุณ