มรดกมารสวรรค์ - บทที่1 หนอนตระกูลลั่ว
สัจธรรมของโลกนี้เป็นเช่นไร มีผู้เคยกล่าวไว้มากมาย คำกล่าวเหล่านั้นล้วนเป็นความจริงที่ยากหลีกเลี่ยง ปลาใหญ่คงต้องกินปลาเล็กเสมอไป ความอ่อนแอคงต้องถูกผู้แข็งแกร่งควบคุมเสมอ
หรือว่าวงจรชีวิตที่หมุนเวียนในรูปแบบของห่วงโซ่อาหาร หนอนที่อ่อนแอคงต้องถูกอินทรีที่ทะยานบนฟ้าอย่างอิสระกินเข้าสักวัน มันนั้นคือเรื่องปกติ คนอ่อนแอย่อมถูกคนแข็งแกร่งกลืนกิน
กฎบนโลก กฎตระกูล ล้วนถูกสร้างขึ้นจากคนที่มีผู้คนนับถือมากมาย และแข็งแกร่งพอในการบังคับผู้คนให้ทำตามกฎที่ถูกสร้างขึ้น แต่หากไร้พลัง ไร้ความสามารถ ออกมาต่อต้าน ก็จะถูกผู้แข็งแกร่งสังหาร เป็นเรื่องปกติ แต่คนอ่อนแอก็มีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ ฟังดูเพ้อฝัน แต่ก็ยังต้องการทำมัน “เป็นเพียงหนอนที่ต้องการกินอินทรี!”
เด็กชายแซ่ลั่ว นามลั่วเหอ บิดาคืออดีตผู้นำตระกูลลั่วที่แข็งแกร่งที่สุดในเมือง เดินไปที่ใดก็มีแต่คนนับถือ คำพูดของเขาล้วนชักนำผู้คน และล้วนมีคนนับถือ
ช่างแตกต่างจากตอนนี้ ที่บิดาของลั่วเหอนั้นอ่อนแอ เป็นไอขี้เมาที่วันๆ ดื่มแต่สุรา ไม่มีมาดผู้น่าเคารพผู้แข็งแกร่งเหมือนในอดีต หลังจากที่ลุงของลั่วเหอขึ้นเป็นผู้นำตระกูลคนใหม่ ความแค้นที่เก็บไว้นานก็ไม่อาจปิดบัง
ผู้นำตระกูลลั่วคนใหม่ได้ทำลายแก่นลมปราณของบิดาลั่วเหอ จนเกือบกลายเป็นคนพิการ แต่บิดาของลั่วเหอกลับยิ่งจมอยู่กับการดื่มสุราไปวันๆ
ลั่วเหอที่ไร้พลังต้องยอมทนสายตาและเสียงนินทา แบกรับฉายาที่คนอื่นตั้งให้ว่า “ลูกชายเจ้าขยะ” ไปร่ำเรียนวิชาที่ตระกูลลั่ว ผู้นำตระกูลลั่วเมื่อเห็นลั่วเหอก็มองด้วยสายตารังเกียจเสมอ
ลูกชายของผู้นำตระกูลลั่ว นามลั่วหลิว เมื่อเห็นลั่วเหอก็จะรวมตัวกับคนใช้มาทำร้ายลั่วเหอทุกวัน แววตาที่เคยมีชีวิตชีวา ตอนนี้กลับไร้ชีวิตชีวา ร่างกายผอมแห้งเหมือนคนป่วย หน้าขาวซีดราวกับคนตาย แต่แม้จะโดนถึงขนาดนี้ ลั่วเหอก็ไม่เคยปรากฏสีหน้าอารมณ์ที่แสดงถึงความกลัวแม้แต่น้อย
หนึ่งวันของลั่วเหอช่างลำบาก ไม่มีสิทธิ์ได้กินข้าวพร้อมกับคนในตระกูลลั่ว หรือแม้แต่พร้อมคนใช้ตระกูลลั่ว เพื่อที่จะได้กินข้าวหนึ่งมื้อ ต้องแลกกับการทำงานให้ตระกูลลั่ว บางครั้งทำงานสำเร็จ แต่ข้าวนั้นกลับไม่เหลือให้ลั่วเหอกินด้วยซ้ำ ต้องใช้ตะเกียบกวาดเศษอาหารจากถ้วยจานของแต่ละคนมารวมกัน เพื่อให้ได้กินข้าว
เรือนไม้เล็กๆ เก่าโทรมนอกตัวเมือง คือสิ่งที่จ้าวตระกูลลั่วมอบให้กับบิดาของเขา และให้ลั่วเหออาศัยอยู่ทุกวัน เมื่อบิดาดื่มจนเมา ก็จะเล่าเรื่องราวของวันที่เขาถูกทำลายวรยุทธ์และถูกทำลายแก่นลมปราณจากน้องชายแท้ๆ ของตนเอง
เล่าไปบิดาก็ขำไป คงมีแต่ลั่วเหอที่ฟังแล้วกำหมัดแน่นกับการกระทำของคนพวกนี้ และแค้นพ่อของตนเองที่ยอมรับชะตากรรมเช่นนี้
……….
ทวีปเสวียนเทียน
เมืองอินทรีขาว
ชาวบ้านมองชายคนหนึ่งที่สวมอาภรณ์ขาว กลางอกผูกเชือกไว้กับโรงศพไม้ ด้านหลังเขานั้นคือลั่วเหอที่กำลังลากโรงศพของบิดาตนเอง โรงศพที่ลากไปกับพื้นส่งทั้งเสียงและกลิ่นไปทั่ว ทำเอาชาวบ้านไม่พอใจ ปาสิ่งของใส่ลั่วเหอ ใบหน้าของเขาไร้อารมณ์ แต่ในใจก็เจ็บปวดอย่างมาก
ชายคนหนึ่งแบกกระบี่ไว้ด้านหลังสองเล่ม ใช้สองมือซ้ายขวาชักกระบี่ออกมาฟันสิ่งที่ชาวบ้านโยนมาจนขาดครึ่งทั้งหมด ชายคนนี้คือคนเดียวที่ยังนับถือบิดาของลั่วเหอ
บิดาของลั่วเหอมีบุญคุณต่อชายผู้นี้อย่างมาก มอบโอกาสในการมีชีวิตอยู่แก่เขา ชายคนนี้แซ่ซู นามซูมู่หรง เป็นอัจฉริยะแห่งเมืองอินทรีขาว
ซูมู่หรงเตะลั่วเหอกระเด็น เขานั้นเตรียมรถม้ามาไว้แบกโรงศพของบิดาลั่วเหอ คนใช้ตระกูลซูช่วยกันแบกโรงศพขึ้นรถม้า
ลั่วเหอมองและพยายามลุกขึ้น แต่อาจเป็นเพราะไม่ได้กินข้าวมาหลายวัน จึงทำให้ไม่มีเรี่ยวแรงอีกต่อไป ซูมู่หรงยกร่างลั่วเหอด้วยมือเดียวและโยนขึ้นรถม้า
แม้ซูมู่หรงจะไม่เคยทำดีกับลั่วเหอ แต่ก็เป็นคนเดียวที่ไม่เปลี่ยนไปตามคนอื่น ยังรู้บุญคุณที่บิดาของลั่วเหอเคยทำไว้ และมอบอาชีพให้ทุกคน
ซูมู่หรงนั้นยังเป็นคนเดียวที่ไม่ปล่อยให้เขาอดตาย ซูมู่หรงโยนแป้งทอดให้ลั่วเหอ เขาพูดด้วยน้ำเสียงเข้มดุดัน ดูโกรธเกรี้ยว
“รีบกินเข้าไป…ข้ายังใจดีมากนะที่ไม่ฆ่าเจ้าที่กล้ามากพอมาลากโรงศพของท่านลั่วหลี่เช่นนี้!”
ลั่วเหอก้มหัวลง มองพื้นด้วยความเศร้า และกล่าวด้วยเสียงที่ชัดเจนแต่เบาอย่างมาก
“ข้า…ขอโทษ”
ซูมู่หรงกำหมัดและต่อยออกไปด้านนอก คลื่นพลังปราณก่อร่างเป็นรูปหมัด พุ่งชนต้นไม้จนระเบิด หน้าตาของเขาเมื่อมองลั่วเหอดูรังเกียจอย่างมาก
“พรสวรรค์ของเจ้าก็ดีกว่าพวกขยะในตระกูลขยะๆ ของเจ้าเสียอีก…ทำไมไม่ยอมลุกขึ้นสู้บ้าง ตระกูลซูเปิดรับเจ้าเสมอ แต่เจ้ากลับทำอะไร เดินเล่นในตระกูลลั่วให้พวกขยะนินทาเล่นงั้นหรือ!”
ลั่วเหอกำหมัดกับคำด่าทอของซูมู่หรง แท้จริงนั้นลั่วเหอไม่ได้เดินเล่นให้โดนนินทา เขาแอบเรียนวิชายุทธ์จากคนในตระกูลลั่ว และจดจำกระบวนท่าของลั่วหลิวขึ้นใจ ทุกท่วงท่าการออกหมัดล้วนถูกจดจำทั้งหมด แต่ตระกูลซู วิชาที่ให้เรียนกลับเป็นเพียงวิชาป้องกันตัวธรรมดา
สิ่งที่คนตระกูลลั่วทำกับเขา ลั่วเหอยังจดจำได้ดี คนไหนที่ทำร้ายเขา ลั่วเหอจำได้ทุกคน ทุกครั้งที่หลับตา ความฝันล้วนเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดของลั่วเหอ มันคือฝันที่ได้ล้างแค้นทุกคนทีละคน การได้เห็นคนพวกนั้นทรมานช่างเป็นช่วงเวลาที่มีความสุข
ไอชั่วร้ายแผ่ออกมาจากตัวลั่วเหอ มันเป็นไอดำแดงที่น่ากลัวและน่ารังเกียจ ช่างเย็นเยือกจนทิ่มแทงถึงกระดูก ไอชั่วร้ายของลั่วเหอแพร่ขยายไปทั่วรถม้า ทำให้ซูมู่หรงรู้สึกถึงความหนาวเหน็บ เขาจึงจับแขนขวาของลั่วเหอและถ่ายทอดพลังปราณอันอบอุ่นให้
ซูมู่หรงพูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
“แค่วิชาง่ายๆ เช่นนี้ เจ้าก็ไม่หัดเรียนรู้ไว้บ้าง”
รถม้าได้หยุดลง ซูมู่หรงและคนควบคุมม้าตระกูลซูช่วยกันแบกโรงศพบิดาของลั่วเหอลงหลุมที่ขุดไว้ ทั้งสามช่วยกันถมดินจนปิดหมด และซูมู่หรงได้ยกหินขนาดใหญ่ขึ้นมา ใช้กระบี่ของตนสลักคำว่า “ลั่วหลี่” ซูมู่หรงคำนับหน้าหลุมศพบิดาของลั่วเหอ ส่วนลั่วเหอก็รินสุราให้หน้าหลุมศพบิดาตนเอง
ซูมู่หรงจะพาลั่วเหอกลับ แต่ลั่วเหอนั้นส่ายหัว ทำให้ซูมู่หรงเลิกสนใจ เขาโยนถุงแป้งทอดไว้ข้างตัวลั่วเหอ และขึ้นรถม้า แต่ก่อนจะไป เขาหันมาหาลั่วเหอและตะโกนออกมาเสียงดังลั่น
“พรุ่งนี้เช้า ข้าจะกลับมารับเจ้า!”
ซูมู่หรงโยนผ้าคลุมขนสัตว์ให้กับลั่วเหอ
“หากเจ้าทำขาด ข้าจะฆ่าเจ้าซะ!”
รถม้าของซูมู่หรงจากไป ส่วนลั่วเหอก็ไม่ได้สวมผ้าคลุมขนสัตว์นั้น เพียงแต่วางไว้ใกล้ตัวเท่านั้น ลั่วเหอหยิบมีดสั้นที่ซ่อนไว้ในอกเสื้อออกมา และยืนขึ้นหน้าหลุมศพบิดาตนเอง ลั่วเหอหันไปทางหนึ่ง พร้อมกำมีดในมือแน่นและกล่าวออกมาเสียงดังลั่น
“ไม่ต้องซ่อนแล้ว! อยากฆ่าข้าก็รีบออกมา!”
ลั่วเหอหยิบแป้งทอดสี่แผ่นม้วนๆ และกินเข้าไปหนึ่งคำ
นักฆ่าที่ซ่อนตัวอยู่ได้ออกมานับสิบคน ลั่วเหอคุ้นหน้าทุกคน พวกนั้นไม่ใช่นักฆ่าจากที่ไหน แต่เป็นคนในตระกูลลั่วของเขาเอง คนพวกนี้ถือดาบล้อมลั่วเหอไว้ พวกมันนำผ้าดำขึ้นมาปิดปากเพื่อปิดบังใบหน้า ทำเอาลั่วเหออดขำไม่ได้
“ช่างน่าขัน…ฮ่าๆ…พวกเจ้าคงอยากฆ่าข้าจนตัวสั่น อย่างน้อยข้าขอถามข้อหนึ่ง เหตุใดต้องบีบคั้นท่านพ่อข้าและข้าด้วย ปล่อยให้เราใช้ชีวิตตามปกติไม่ได้หรือ?”
หนึ่งในนักฆ่าหัวเราะออกมา พร้อมชี้ดาบไปที่ลั่วเหอ
“เหตุผลจะว่าอย่างไรดี…แค่เหม็นขี้หน้า อัจฉริยะที่กลายเป็นขยะช่างน่าขันยิ่งกว่า นักบุญเช่นเขามาตกต่ำเช่นนี้ สะใจข้าจริงๆ ฮ่าๆ!”
ลั่วเหอยิ้มมุมปาก ทำเอาทุกคนตกใจ เพราะไม่เคยเห็นรอยยิ้มของลั่วเหอมาก่อน มันช่างดูประหลาด ไม่เหมือนรอยยิ้มของมนุษย์ อาจเป็นเพราะลั่วเหอไม่ค่อยได้ยิ้ม แต่ยิ่งมองไปที่ลั่วเหอ ไอชั่วร้ายก็ยิ่งปรากฏ ทำให้ทุกคนมึนงงว่าไอดำแดงรอบร่างของลั่วเหอคือสิ่งใด
คนที่ตอบคำถามของลั่วเหอไม่ทันได้พูดอะไรต่อ คอของชายผู้นั้นก็มีเลือดไหลออกมา ในความคิดของชายผู้นั้นเต็มไปด้วยความมึนงง ว่าลั่วเหอมาอยู่ทางซ้ายของเขาตั้งแต่เมื่อใด ชายคนนั้นล้มลง เลือดไหลไม่หยุด
“พวกเจ้าเห็นมัน ยินดีด้วย แปลว่าค่ำคืนนี้พวกเจ้าตายแน่!”
ลั่วเหอใช้ปลายเสื้อคลุมขาวเช็ดเลือดบนมีดสั้น ทุกคนตกใจ มันรวดเร็วมากเกินกว่าที่พวกเขาจะมองเห็นด้วยตาเปล่า ความไม่รู้นี้ทำให้เกิดความกลัวในใจของนักฆ่าบางคน อินทรีที่กำลังจะถูกหนอนกินเสียเอง
หนึ่งในนักฆ่าพูดด้วยน้ำเสียงสั่นกลัว
“นี่…เจ้าทำอะไรของเจ้า!”
ลั่วเหอหันไปพร้อมยิ้มให้
“ไม่เห็นหรือ…ข้าฆ่าคน!”