มรดกมารสวรรค์ - บทที่22 บุกลุก
ช่วงกลางคืนที่หมู่บ้านเหล็กดำ เหล่าทหารต่างเต็มไปหมด คนพวกนี้นั้นคือทหารของเมืองอินทรีขาว ทหารพวกนี้นั้นล้วนสวมใส่เกราะเงิน และถือหอกเงินที่แวววาว พลังปราณรอบตัวของทหารพวกนี้นั้นล้วนเป็นทหารฝีมือดี แม้ตบะจะไม่สูงมาก แต่วรยุทธ์และวิชายุทธล้วนดีกว่าคนของโจวเมิ่นหลายเท่า
ด้านในที่รวมตัวของคนของโจวเมิ่น ชายอายุราว 45 ปี ดวงตาสีน้ำตาล สวมใส่หมวกขนาดใหญ่ที่มีลวดลายดูประหลาดตา เส้นผมสีดำ ดวงตาดูเจ้าเล่ห์ สวมใส่ชุดสีน้ำตาล ผ้าคลุมเหลืองรอบคอของชายผู้นี้นั้นล้วนเต็มไปด้วยเครื่องประดับที่ประณีตและราคาสูง คนผู้นี้คือเจ้าเมืองอินทรีขาวคนปัจจุบัน
โจวเมิ่นและเจ้าเมืองอินทรีขาวต่างนั่งดื่มสุราคุยกัน เจ้าเมืองอินทรีขาวยกแก้วไม้ที่สุราเต็มแก้วชนกับแก้วไม้ของโจวเมิ่น และยกดื่มจนหมดในทีเดียว สีหน้าของเจ้าเมืองอินทรีขาวดูมีความสุขอย่างมาก
“พี่โจวเมิ่น ต้องขอบคุณพี่แล้ว อนาคตต้องหวังพึ่งพี่แล้ว ฮ่าๆ”
โจวเมิ่นมองด้วยสายตาเย็นชา และยิ้มมุมปากเล็กน้อย
“เมื่อเทียบข้ากับตระกูลลั่วที่ได้รับการสนับสนุนจากสำนักเซียน ข้าจะเทียบอะไรได้ ว่ามาเถอะ เจ้าต้องการอะไรกันแน่?”
เจ้าเมืองอินทรีขาวมองด้วยสายตาที่แปลกประหลาด เป็นสีหน้าที่ถูกจับได้ และดึงเข้าประเด็น เจ้าเมืองอินทรีขาวยิ้มออกมา และวางแก้วลง
“ฮึๆ… เข้าใจถูกแล้ว ตอนนี้ตระกูลลั่วนับว่ามีอิทธิพลอย่างมาก เพราะได้รับการคุ้มครองจากสำนักเซียน ตระกูลลั่วต้องการคนที่อยู่ขอบเขตเซียนเช่นมาปกป้องตระกูลลั่ว แน่นอนว่าทั้งทรัพยากรวิชาเซียนท่านก็จะได้รับมัน”
เจ้าเมืองอินทรีขาวยิ้มอย่างมั่นใจว่าโจวเมิ่นต้องตกลง เดิมทีนั้นโจวเมิ่นไม่ได้ต้องการอยู่ใต้บังคับบัญชาใคร แต่พอย้อนนึกถึงวิชาที่จิ้งเผิงใช้เมื่อคราวก่อน ยิ่งทำให้โจวเมิ่นสนใจเป็นอย่างมาก วิชาที่มีอานุภาพเช่นนั้นทั้งชีวิตของโจวเมิ่นเพิ่งได้เห็นเป็นครั้งแรก โจวเมิ่นมองเจ้าเมืองอินทรีขาว
“ข้าตกลง”
ทั้งสองจับมือกัน แสดงถึงการร่วมมือ ในใจของเจ้าเมืองอินทรีขาว เขานั้นเพียงต้องการผลงานที่สามารถรวบรวมผู้บ่มเพาะขอบเขตเซียนที่มีเพียงหยิบมือ มอบให้ตระกูลลั่ว วิชาเซียนที่เจ้าเมืองอินทรีกล่าวอ้าง เขานั้นเองก็ไม่รู้ว่าตระกูลลั่วจะทำตามที่เคยลั่นวาจาไว้หรือไม่ เขานั้นคิดเพียงว่าตนเองต้องได้รับการสนับสนุนจากตระกูลลั่ว
ผ่านไปหลายชั่วยาม
เจ้าเมืองอินทรีขาวที่เดินโซซัดโซเซ โดยมีทหารของเขาพยายามประคองร่างของเจ้าเมืองอินทรีขาวขึ้นรถม้า ทหารคนหนึ่งได้คำนับโจวเมิ่น และเดินทางกลับพร้อมกับทหารคนอื่นที่จับอาวุธของตนเองเดินล้อมรถม้าและจากไป โจวเมิ่นเขานั้นยิ้มในใจ ยังนึกถึงทรัพยากรมากมายในอนาคตที่จะได้รับมา
การกระทำเหล่านี้และผู้คนในหมู่บ้านเหล็กดำ ล้วนอยู่ในสายตาของเยี่ยนอวี้เจินและเย่เซียนฮวา ทั้งสองนั้นกำลังดูลาดเลาของโจวเมิ่น โดยที่ลั่วเหอนั้นนอนอยู่บนต้นไม้และแอบฟังทุกอย่างที่เจ้าเมืองอินทรีขาวและโจวเมิ่นพูดกัน ลั่วเหอกำหมัดของเขา และนึกถึงตระกูลลั่วกับเมืองอินทรีขาว
ความเจ็บปวดเหล่านั้นย้อนมาหลอกหลอนลั่วเหอ ทำให้ลั่วเหอนั้นยังคงเต็มไปด้วยไอความแค้น ยิ่งมาเห็นเจ้าเมืองอินทรีขาวก็ยิ่งไม่พอใจ เจ้าเมืองอินทรีขาวก็เป็นอีกหนึ่งคนที่บิดาของลั่วเหอช่วยไว้ จักรพรรดิมารสวรรค์กล่าวออกมา
“ศิษย์ข้า จิตใจแบบนี้ใช้ไม่ได้! อย่านำความเคียดแค้นมาทำให้การบำเพ็ญเชื่องช้า และเสียโอกาสบางอย่างเด็ดขาด เจ้าเอาไว้”
ลั่วเหอพยักหน้า และหยิบยันต์บิน 1 ใบ และยันต์คุ้มภัย 1 ใบ
“ศิษย์จดจำเอาไว้แล้วขอรับ”
ลั่วเหอถอนหายใจ และกระโดดลงไปด้านล่างที่เยี่ยนอวี้เจินและเย่เซียนฮวายืนอยู่ พวกเขาทั้งสองหันมาหาลั่วเหอ แต่ก็ถูกลั่วเหอตีหลังคอจนสลบ เยี่ยนอวี้เจินที่ยังพอคุมสติไว้ได้ แต่ร่างกายก็ล้มไปแล้ว เขาจับขาของลั่วเหอและกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นอย่างมาก ใบหน้าของเขาดูไร้เรี่ยวแรง
“ทำ…ไม?”
เยี่ยนอวี้เจินสลบลงไป แขนที่จับขาของลั่วเหอก็ล่วงลงพื้น ลั่วเหอมองเยี่ยนอวี้เจินและเย่เซียนฮวา และถอนหายใจออกมา ลั่วเหอคุกเข่าและคำนับทั้งสองคน
“ชาตินี้ก็นับว่าจบวาสนากันตรงนี้เถอะ”
จากนั้นลั่วเหอได้ใช้นิ้วกดปิดซ่อนชีพจรบางอย่าง ทำให้ระดับการบำเพ็ญที่คนอื่นจะสามารถมองได้คือระดับกำเนิดขั้นสูงสุด ลั่วเหอนั้นจดจำคำสอนของจักรพรรดิมารสวรรค์ วิชาที่ลั่วเหอฝึกมาสามเดือนจนเรียกได้ว่ากึ่งสมบูรณ์ (วิชาซ่อนตบะ) จักรพรรดิมารสวรรค์กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่ชื่นชม
“ดีมากศิษย์ข้า ต่อไปก็จัดการตามที่เจ้าต้องการเถอะ”
ลั่วเหอหยิบทวนประกายเพลิงขึ้นมา และใช้ยันต์บินติดเข้าไป แสงจากยันต์ส่องแสงสีทองขึ้น และจางหายไป ลั่วเหอเงยหน้าขึ้น และมองไปที่หมู่บ้านเหล็กดำ ระหว่างนั้นก็หยิบหมวกมาสวมปิดบังใบหน้า และปลดปล่อยพลังปราณระดับกำเนิดขั้นสูงสุดออกมา ทำให้เหล่าคนของโจวเมิ่นต่างตรวจจับอะไรบางอย่างได้
ทำให้ทั้งหมดต่างวิ่งไปที่จุดนั้น และเดินย่องไปช้าๆ ใช้อาวุธของตนเองแกว่งซ้ายขวา พุ่มไม้ก็แยกออก ทำให้เห็นว่าเป็นเพียงกระต่ายตัวหนึ่ง ทั้งหมดนั้นหัวเราะออกมา แต่เพียงไม่นาน เพียงความรู้สึกที่เหมือนมีอะไรสะกิดคอ เพียงหนึ่งลมหายใจ เหล่าคนของโจวเมิ่นก็ล้มลง คนอื่นก็เห็นลั่วเหอ จึงปลดปล่อยพลังปราณระดับจอมยุทธ์ขั้นเริ่มต้นกันหมด และวิ่งเข้าโจมตีลั่วเหอ
“มีผู้บุกรุก จัดการ!”
ลั่วเหอแกว่งทวนไปด้านหน้า ก็เกิดประกายเพลิงสร้างอสรพิษแดงมาสามตัว และพุ่งโจมตีเหล่าคนของโจวเมิ่น ทำให้คนของโจวเมิ่นที่มีวิชาป้องกันสามคนต่างมาด้านหน้าและตั้งโล่ป้องกัน แต่ก็ไม่สามารถหยุดวิชาอสรพิษแดงได้ มันพุ่งชนจนสามคนนั้นปลิวไปไกล คนที่เหลือกว่า 20 คนก็วิ่งมาโจมตีลั่วเหอ
โจวเมิ่นเขานั้นไม่ได้สนใจแม้แต่น้อย เพราะเขานั้นคิดจริงๆ ว่าผู้บุกลุกมีเพียงระดับกำเนิดขั้นสูงสุด ซึ่งด้วยคนระดับจอมยุทธ์จำนวนมากก็คงเพียงพอที่จะจัดการความวุ่นวายนี้ ลั่วเหอมองไปด้านใน และหันมามองคนของโจวเมิ่นที่โจมตีเขาอย่างไม่หยุดยั้ง แต่ลั่วเหอก็เพียงขยับตัวหลบอย่างง่ายๆ ก็สามารถหลบพ้นคมอาวุธได้หมด
ลั่วเหอใช้ทวนปัดคมอาวุธทั้งหมดที่พุ่งโจมตีรอบทิศทาง คมอาวุธชี้ขึ้นฟ้า เปิดทางให้ลั่วเหอกระโดดลอยขึ้นไป ปรากฏตราประทับดาวมารขนาดใหญ่ ปราณสีม่วงที่ทรงพลังกดดันทุกคน ลั่วเหอชี้ไปที่คนของโจวเมิ่น แต่ก็เปลี่ยนไปชี้ที่ที่อยู่ของโจวเมิ่น ตราประทับดาวมารพุ่งไปที่โจวเมิ่น คลื่นพลังกระจายตัวไปรอบๆ คนของโจวเมิ่นต้องใช้สองมือสร้างโล่ปราณเพื่อปกป้องตนเอง
“หากเจ้าไม่ออกมา เจ้ากับที่แห่งนี้ก็จะพังทลายไปพร้อมกัน”
ลั่วเหอกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาและเย่อหยิ่ง
ฝ่ามือม่วงขนาดเท่าฝ่ามือคนปกติและมีดบินของโจวเมิ่นทั้งสองอย่างพุ่งมากันตราประทับดาวมาร แต่ก็ไม่สามารถต้านได้ ฝ่ามือม่วงสลายไป มีดบินกลับไปในมือของโจวเมิ่น เงาร่างชายคนหนึ่งหนีออกมาจากตราประทับดาวมาร แต่บ้านของคนแซ่โจวถูกคลื่นพลังทำให้พังทลายลง
พลังปราณระดับเปลี่ยนลมหายใจขั้นเริ่มต้นประทุออกมา ทำให้รอบด้านเกิดลมรุนแรงพัดผ่าน เสียงของโจวเมิ่นที่หงุดหงิดและไม่พอใจอย่างมากดังขึ้น
“บังอาจ!”