มรดกมารสวรรค์ - บทที่24 ผู้บำเพ็ญ
เมืองอินทรีขาว
โรงเตี๊ยมเถ้าแก่เจา
โรงเตี๊ยมไม้ขนาดใหญ่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองที่ผู้คนพลุกพล่าน ด้านหน้าของโรงเตี๊ยมนี้นั้นมีป้ายขนาดใหญ่ที่สลักคำว่า “เจา” ซึ่งเป็นชื่อแซ่ของเถ้าแก่เจา เป็นชายชราอายุราว 50 ปี เถ้าแก่คนนี้นั้นไม่มีลูกชาย และไม่มีคนที่จะฝากฝังร้านแห่งนี้ได้ แม้จะอายุ 50 ปี เขานั้นก็ยังบริหารจัดการอยู่
โรงเตี๊ยมขนาดใหญ่นี้นั้นไม่ใช่โรงเตี๊ยมที่หรูหรา ไม่มีห้องส่วนตัว มีเพียงชั้นล่างและชั้นสอง ทางฝั่งหน้าร้านชั้นสองริมหน้าต่าง มีชายคนหนึ่งที่กำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ ด้านหน้ามีโต๊ะไม้ที่มีกาน้ำชาหนึ่งกากำลังตั้งอยู่ พร้อมกับถ้วยชาหนึ่งถ้วย ชายผู้นี้สวมใส่หมวกสานด้วยไม้ไผ่อย่างดี และมีผ้าขาวใสปิดบังใบหน้า
ลมนั้นเข้ามาในโรงเตี๊ยม ผ่านผ้าคลุมดำงดงามสะบัดพริ้ว ลมนั้นพัดผ้าขาวเปิดครึ่งหนึ่ง ทำให้เสี่ยวเอ้อที่สวมใส่ชุดสีน้ำเงินมองเขา ขณะที่กำลังยกขวดเหล้าไปให้ลูกค้า ก็ต้องหยุดลง เพราะเห็นใบหน้าเพียงครึ่งหนึ่งของชายชั้นสอง ริมฝีปากบางสีชมพูอ่อนน่าหลงใหล
ชายคนหนึ่งตะโกนดังลั่นด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ พร้อมกับสีหน้าที่ไม่พอใจเสี่ยวเอ้อ
“นี่! เสี่ยวเอ้อ นี่เจ้าจะวางได้หรือยัง!”
เสี่ยวเอ้อคนนี้ที่พึ่งตั้งสติได้ ก็รีบก้มหัวขออภัยและรีบวางขวดเหล้าลงในทันที
“ขออภัย นี่เหล้าพานพบยากลืม เหล้าขึ้นชื่อของร้านเราขอรับ”
เสี่ยวเอ้อเดินไปหาเถ้าแก่เจาที่กำลังยืนกอดอกและจ้องมองชายชั้นสอง เสี่ยวเอ้อก็กอดถาดและส่ายหัว พร้อมมองไปที่ชายชั้นสอง เถ้าแก่เจากล่าวออกมา
“หนึ่งงามกาย สองงามใจ จะถือว่างดงามอย่างแท้จริง”
เสี่ยวเอ้อทำหน้ามึนงง เถ้าแก่เจาหันมาเจอเสี่ยวเอ้อจ้องหน้า ก็ตกใจ และพอนึกฐานะตนเองได้ ก็ชี้หน้าเสี่ยวเอ้อ
“นี่เจ้ามายืนทำอะไร ไม่ไปทำงานอีก อยากเปลี่ยนที่ทำงานหรือไร?”
“ขอรับ!”
ชายชั้นสองหันมามองเถ้าแก่เจา ทำให้เถ้าแก่เจารีบมองทางอื่น เดินไปแย่งผ้าจากเสี่ยวเอ้ออีกคนที่กำลังเช็ดโต๊ะอยู่ ชายผู้นั้นก็คือลั่วเหอ เขานั้นยิ้มมุมปากและมองไปด้านนอก ลั่วเหอนั้นกำลังจ้องมองรถม้าของตระกูลลั่ว ด้านในนั้นคือลั่วชิงหยาง เป็นคนของลั่วเวิน ใช้อำนาจของบิดาลั่วเวินเข้าตระกูล
มีแววเก่งกาจตั้งแต่เยาว์วัย เก่งวรยุทธ์ การบ่มเพาะก็รวดเร็วเทียบเท่ากับลั่วเวิน หากลั่วเวินเป็นอันดับ 1 ลั่วชิงหยางก็คืออันดับ 2 นิสัยก็ไม่ค่อยต่างกันมาก เมื่อบิดาของลั่วเหอจากไป ทีท่าที่แท้จริงก็ปรากฏ รังแกลั่วเหอตลอดเมื่อพบเห็น ด้านในรถม้าที่นั่งด้านซ้ายมีอีกคน คนผู้นี้ลึกลับ สวมผ้าคลุมปิดบังตัวตน ไม่รู้ว่าเป็นชายหรือว่าเป็นหญิง
“มีคนมองด้วยไอสังหาร!”
ลั่วชิงหยางเมื่อได้ยินก็ตื่นตกใจ จึงตะโกนขึ้น
“หยุดรถม้า!”
จักรพรรดิมารสวรรค์มองระดับการบำเพ็ญของคนลึกลับผู้นั้น จึงกล่าวออกมา
“ศิษย์ข้า หลบเร็ว เก็บไอแค้นของเจ้าหน่อย ในรถม้ามีอีกคนระดับเปลี่ยนลมหายใจขั้นกลาง!”
ลั่วเหอที่ได้ยิน จึงใช้พลังปราณปิดหน้าต่าง และกดจุดซ่อนตบะตนเอง จนแสดงระดับกำเนิดขั้นเริ่มต้น คนลึกลับคนนั้นมองออกไป สายตาไกลห้าสิบลี้ แต่ก็ไม่พบสิ่งใด ลั่วชิงหยางที่ยืนอยู่ คนลึกลับก็กวักมือให้นั่งลง
“หายไปแล้ว แต่ไม่ต้องห่วงไป มีข้าอยู่ คนผู้นั้นระดับต่ำกว่าข้า ไม่นับว่าเป็นตัวอะไร”
“ขอรับ ท่านเซียน”
ลั่วเหอนั้นรินชาและยกดื่มอย่างช้าๆ ลั่วเหอเขานั้นคิดในใจ
“เหมือนที่เจ้าเมืองกับโจวเมิ่นพูด จะเป็นเรื่องจริง ตระกูลลั่วเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ”
จักรพรรดิมารสวรรค์ปรากฏตัวในร่างของมนุษย์ ที่มีใบหน้าเหมือนกับลั่วเหอทุกประการ ลั่วเหอจึงใช้พลังปราณหยิบถ้วยชาของโต๊ะไม้ข้างๆ มาที่บนโต๊ะไม้ตรงหน้าของจักรพรรดิมารสวรรค์ ลั่วเหอจับกาน้ำชาและรินให้กับจักรพรรดิมารสวรรค์ช้าๆ
“ท่านอาจารย์ ศิษย์ผิดเอง ในใจก็ยังลืมความแค้นไม่ได้ ข้ารู้อนาคตต้องแก้แค้นสำเร็จ แต่ยิ่งเห็นพวกมันมีความสุขหนึ่งวัน ข้าก็เจ็บใจเหลือเกิน”
จักรพรรดิมารสวรรค์ดื่มชา และกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่เรียบเฉย
“สรรพชีวิตใดบ้างจะไม่มีเรื่องคับแค้นใจ ข้าเคยกล่าวแล้ว อย่านำความแค้นของเจ้ามาทำให้เสียเรื่อง”
จักรพรรดิมารสวรรค์ได้รินน้ำชาให้กับลั่วเหอ เขานั้นจับถ้วยชาและคำนับจักรพรรดิมารสวรรค์
“ท่านอาจารย์กล่าวถูกต้องแล้ว ศิษย์จะจำไว้ขึ้นใจ”
ลั่วเหอดื่มจนหมด และมองไปด้านหน้า ก็พบว่าจักรพรรดิมารสวรรค์ได้หายไปแล้ว เป็นเวลาเดียวกับที่ด้านล่างเกิดเสียงโครมครามน่ารำคาญ
ชายรูปร่างผอมบางกำลังหนีชายหัวโล้นที่ถือกระทะไล่ตีชายรูปร่างผอมบาง ลั่วเหอนั้นที่กำลังจะออกจากโรงเตี๊ยม ชายรูปร่างผอมบางก็วิ่งเข้าไปในโรงเตี๊ยม และชนไหล่ซ้ายของลั่วเหอ ทำให้ลั่วเหอรับรู้ว่าคนที่พึ่งวิ่งชนไหล่ซ้ายของเขาไปเมื่อครู่ มีรากฐานการบำเพ็ญระดับเปลี่ยนลมหายใจขั้นเริ่มต้น
“หยุดนะ กินแล้วไม่จ่ายหรือ?”
ชายรูปร่างผอมบางผู้นี้นั้นวิ่งหลบไปมาที่เสาของโรงเตี๊ยม ทำให้เกิดความวุ่นวาย รบกวนแขกที่เข้าพัก
“นี่เจ้าคุยกันดีๆ หน่อยก็ได้”
คนที่ถือกระทะไล่ตีผู้นี้พูดด้วยน้ำเสียงโกรธเกรี้ยว
“นี่เจ้าตลกหรือไร ให้เศษศิลาสีฟ้ากับข้า!”
ลั่วเหอที่เห็นว่านี่คือโอกาสในการได้รู้จักผู้บำเพ็ญแบบเดียวกัน จึงเข้าไปช่วยเหลือ โดยการจับแขนของชายผู้นั้นจนแน่น แม้พยายามดิ้นให้หลุด แต่ก็ไม่สามารถทำได้ ลั่วเหอได้ยื่นเงินจำนวนหนึ่งให้กับชายผู้นั้น เขานั้นยิ้มระรื่นและชี้กระทะไปที่ชายผอมบาง
“นี่เจ้าหากมีครั้งหน้าอีก เจ้าได้ตายแน่!”
ชายที่รูปร่างผอมบางได้เดินมาคำนับลั่วเหอ
“ขอบคุณท่านที่ช่วยเหลือ ข้านามว่าซุนต้า”
ลั่วเหอนั้นคำนับกลับซุนต้า
“ข้านามว่าลั่วเหอ ไม่เป็นไร แต่ข้าแค่สงสัย ผู้บำเพ็ญเช่นท่าน เหตุใดไม่มีเงินจ่าย?”
ซุนต้ายิ้มมุมปาก แววตาของเขาช่างดูแปลกประหลาด เพ่งมองไปที่ลั่วเหอ เขานั้นค่อนข้างตกใจ ที่มีผู้บำเพ็ญขอบเขตมนุษย์จะสามารถมองรากฐานการบำเพ็ญของซุนต้าได้ เพราะในสายตาของซุนต้า ลั่วเหอนั้นมีระดับกำเนิดขั้นเริ่มต้นเท่านั้น ซุนต้าได้ยื่นถุงเงินให้กับลั่วเหอ ในนั้นบรรจุหินวิญญาณระดับต่ำจำนวนมาก ซึ่งลั่วเหอนั้นไม่รู้จักแม้แต่น้อย
จักรพรรดิมารสวรรค์กล่าวออกมา
“นี่คือสิ่งที่ใช้แลกเปลี่ยนสิ่งของในโลกของผู้บำเพ็ญเซียน ด้านในนั้นมีพลังวิญญาณเล็กน้อย ที่สามารถนำมาบำเพ็ญได้ แต่มีประโยชน์เพียงแค่ผู้บำเพ็ญระดับสามัญเท่านั้น”
จักรพรรดิมารสวรรค์จ้องไปที่หินวิญญาณ ทะลุไปแกนในของมัน ที่มีพลังวิญญาณสีเขียวก่อตัวเป็นลูกแก้วเล็กๆ ลั่วเหอไม่รีรอที่จะรับมันไว้ และคำนับขอบคุณซุนต้า
“ฮ่าๆ นานๆ ทีข้าจะได้ลงจากเขาบำเพ็ญเซียน จึงลืมสิ่งที่สำคัญที่สุดไป ดูท่าทางของเจ้าแล้ว ปกปิดระดับบำเพ็ญ”
ลั่วเหอตกใจอย่างมาก แต่ก็ไม่แสดงสีหน้าใดๆ ซุนต้าที่เห็นลั่วเหอเงียบไป ก็จับไหล่ลั่วเหอและกล่าวออกมา
“ข้าเข้าใจ ไม่เป็นไร ดูจากท่าทีเจ้าแล้ว คงพึ่งผ่านขอบเขตมนุษย์มาไม่นาน ผู้บำเพ็ญแบบเจ้า ข้าเห็นได้น้อยนัก ข้าเดาว่าเจ้าไร้สำนัก แต่ตระกูลเจ้าคงเป็นตระกูลผู้บำเพ็ญเซียนใช่หรือไม่?”
ลั่วเหอคำนับและกล่าวออกมา
“ท่านกล่าวถูก เพียงข้าพึ่งผ่านขอบเขตมนุษย์มาไม่นานจริงๆ แต่ว่าครอบครัวของข้าเป็นเพียงครอบครัวล่าสัตว์เล็กๆ เท่านั้น”
ซุนต้านั้นยิ้มออกมา แต่ในใจก็รู้ดีว่าลั่วเหอนั้นโกหก หากเป็นครอบครัวนักล่าสัตว์เล็กๆ จะมีวิชาซ่อนตบะได้อย่างไร เขานั้นสนใจไปที่แซ่ของลั่วเหอ แซ่ลั่วโด่งดังมากในเมืองอินทรีขาว ยิ่งสนับสนุนความคิดของซุนต้า ว่าลั่วเหออาจเป็นตระกูลลั่วสายรอง ไม่ใช่ตระกูลลั่วสายหลัก แต่อาจได้รับวิชาบางอย่างจากตระกูลลั่วสายหลักมา
“อืม ข้าเข้าใจแล้ว ช่างเถอะ เดิมทีข้าเพียงแวะมาบ้านเกิดเท่านั้น ไหนๆ เจ้าก็ไม่มีสำนักอยู่ ไม่ลองไปทดสอบรากวิญญาณที่เมืองหมอกขาวดู อาจมีสำนักที่สนใจในตัวเจ้าก็ได้”
“เมืองหมอกขาว?”