มรดกมารสวรรค์ - บทที่23 จากลาหมูบ้านเย่เผิง
เหล่าพวกของโจวเมิ่นต่างตะโกนดีใจ เมื่อเห็นเงาในกลุ่มหมอกฝุ่นที่ฟุ้งกระจาย พวกเขานั้นรู้ได้ทันทีว่าคนที่อยู่ภายใต้หมอกฝุ่นนั้น คือหัวหน้าของพวกเขาที่เคารพนับถือ คนพวกนั้นต่างตะโกนเรียกพร้อมกัน และลุกขึ้นปลดปล่อยระดับตบะของตนเอง เพื่อต่อสู้กับลั่วเหออีกครั้ง ความมั่นใจและกำลังใจของพวกเขาเต็มเปี่ยม
“ท่านหัวหน้า!”
โจวเมิ่นสะบัดแขนเสื้อ กลุ่มหมอกฝุ่นได้หายไป ปรากฏร่างของโจวเมิ่นและมีดบินที่บินอยู่ทางซ้ายของเขา โจวเมิ่นเพ่งมองไปที่ทวนประกายเพลิง เมื่อลั่วเหอเห็นดังนั้น ก็ไม่ทำให้โจวเมิ่นสงสัยเพิ่ม จึงปลดปล่อยอำนาจธาตุไฟ เปลวไฟปรากฏทั่วทวนประกายเพลิง
โจวเมิ่นใช้สองนิ้วควบคุมมีดบินบินวนรอบตัว และกล่าว
“ทวนประกายเพลิงของเยี่ยนอวี้เจิน เจ้าคือคนเมื่อวานที่ก่อความวุ่นวายที่หมู่บ้านเย่เผิงของข้า!”
ลั่วเหอกำทวนประกายเพลิงแน่น และกล่าวออกมา
“แค่พวกขยะไม่กี่คนของเจ้า เดินไปเดินมาที่หมู่บ้านเย่เผิง ก็นับว่าเป็นหมู่บ้านของเจ้า ช่างน่าขัน!”
โจวเมิ่นยิ้มอย่างน่ากลัว และหัวเราะออกมา
“ฮ่าๆ…หรอ! อย่างงี้นี่เอง เจ้าก็คือลั่วเหอ ความเย่อหยิ่งนี้ วิชานี้ มีผู้เดียวที่ข้าเคยเห็น”
ลั่วเหอไม่ตอบสิ่งใด เขานั้นพุ่งทวนโจมตีโจวเมิ่น ก่อนที่ทวนจะถึงตัวโจวเมิ่น ก็ถูกมีดบินระดับ 2 ของโจวเมิ่นป้องกัน มีดบินหมุนจนเกิดม่านป้องกัน ลั่วเหอใส่พลังปราณลงไปอีก ทวนประกายเพลิงแข็งแกร่งขึ้น จนม่านจากมีดบินเกิดรอยร้าว และม่านได้พังทลายลง แต่เยี่ยนอวี้เจินได้เอนตัวไปข้างหลัง ทำให้สามารถหลบทวนที่พุ่งตรงของลั่วเหอได้
แต่ว่าโจวเมิ่นนั้นคิดผิด ทวนของลั่วเหอหลุดออกจากมือและพุ่งลงพื้น แต่มีดบินของโจวเมิ่นนั้นรวดเร็วอย่างมาก เพียงชั่วครู่ก็สามารถปัดทวนประกายเพลิงปลิวไปไกล ส่วนโจวเมิ่นก็กลิ้งไปไกลเช่นกัน เพราะอานุภาพพลังที่ทั้งสองอาวุธปะทะกัน โจวเมิ่นตั้งสติและใช้วิชาฝ่ามือม่วงโจมตีลั่วเหอที่กำลังลอยอยู่ ลั่วเหอเมื่อเห็นฝ่ามือม่วง ก็ใช้สองนิ้วควบคุมทวนประกายเพลิงที่ติดยันต์บินมาปกป้องตนเองไว้
เกิดระเบิดขึ้น ทำให้เกิดควันสีดำ เมื่อควันหายไปก็พบว่าลั่วเหอไม่อยู่จุดนั้นแล้ว แต่มีเปลวไฟพุ่งมาหาโจวเมิ่น แต่เขานั้นก็ใช้วิชาฝ่ามือม่วงเพื่อทำลายมัน แต่ว่าวิชายุทธกับวิชาเซียนมีความต่างระดับที่ไม่อาจข้ามผ่าน เปลวไฟนั้นยังพุ่งไปอยู่ แต่โจวเมิ่นก็ใช้วิชาฝ่ามือม่วงอีกสี่ครั้ง ก็สามารถหยุดวิชาไฟได้ ลั่วเหอคิดในใจ
“วิชายุทธ เมื่อมาอยู่กับวิชาเซียน ก็เป็นวิชาที่อ่อนแอ นอกจากจะผสานวิชายุทธและวิชาเซียนเข้าด้วยกัน!”
ทวนประกายเพลิงลอยอยู่หน้าของลั่วเหอ มันนั้นสั่นไม่หยุด ลั่วเหอใช้วิชาอสรพิษแดงที่แฝงด้วยอำนาจธาตุไฟจากทวนประกายเพลิง และวิชาไฟที่เขานั้นเรียนมาจากคัมภีร์เซียน ทั้งสองวิชาผสานกันจนเกิดร่างของอสรพิษเขียวตัวขนาดใหญ่ ที่ผิวกายเป็นสีเขียว ดวงตาแดงก่ำ มีเปลวไฟเล็กน้อยออกมารอบๆ วิชาที่เปลวไฟควบคุมได้อย่างสมบูรณ์ ไม่ประทุจนเกินการควบคุม สามารถก่อร่างเป็นตัวที่ชัดเจน (วิชาอสรพิษเขียว)
โจวเมิ่นตกใจอย่างมาก เพราะที่เขาเห็นไม่เหมือนกับวิชาอสรพิษแดง แต่กลับต่างเพียงสีของเปลวไฟ แต่ร่างกายของมันราวกับเป็นงูยักษ์ตัวเป็นๆ ที่อยู่ด้านหลังของลั่วเหอ จักรพรรดิมารสวรรค์กล่าวในใจ
“ถึงเจ้าจะโง่งม เรียนรู้เชื่องช้า วิชาที่ควรเข้าใจได้เพียงไม่กี่วัน แต่เจ้ากลับใช้เวลามากกว่าคนอื่นหลายเท่า แต่ว่าการพลิกแพลงและดึงอานุภาพของวิชาถึงขั้นสุด นับว่าเหนือกว่าคนอื่นอยู่บ้าง!”
ลั่วเหอชี้ทวนไปที่โจวเมิ่น ท่วงท่านี้นั้นราวกับสะท้อนเงาของเยี่ยนอวี้เจิน ทำให้โจวเมิ่นตกใจไม่น้อย และเริ่มเกิดความลังเลในใจว่าคนตรงหน้าคือเยี่ยนอวี้เจิน หรือลั่วเหอ หรือใครกันแน่ อสรพิษเขียวคำรามและเลื้อยอย่างว่องไว เพียงไม่นานก็ถึงตัวของโจวเมิ่น ใบหน้าปรากฏรอยยิ้มออกมา มีดบินระดับ 2 วิชาฝ่ามือม่วง และวิชามีดบินสังหาร ไม่สามารถทำลายอสรพิษเขียวได้แม้แต่น้อย วิชานี้นั้นพุ่งชนร่างของโจวเมิ่นจนระเบิดออก
โจวเมิ่นนั้นร่างกายสะบักสะบอม ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผลและรอยถูกไฟเผา แต่ใบหน้ากลับยังยิ้มอยู่ ลั่วเหอเดินมาช้าๆ และชี้ทวนไปที่คอของโจวเมิ่น พร้อมมองด้วยสายตาที่เย่อหยิ่ง โจวเมิ่นหายใจรวยรินและมองไปที่ลั่วเหอ ลมนั้นพัดผ้าขาวที่ติดกับหมวกไม้ไผ่สาน ทำให้เห็นใบหน้าของลั่วเหออย่างชัดเจน
“ก่อนที่เจ้าจะฆ่าข้า…แค่กๆ…ข้าขอร้องเรื่องหนึ่ง?” โจวเมิ่นกล่าวไปกระอักเลือดไป
“เชิญ!”
โจวเมิ่นยิ้มออกมาอีกครั้ง และมองท้องฟ้าที่มีเมฆดำบดบัง
“เจ้าช่วยฝังข้าติดกับโจวซินได้หรือไม่?”
ลั่วเหอไม่กล่าวสิ่งใด เพียงพยักหน้าเท่านั้น แต่โจวเมิ่นก็หลับตาและยิ้มจากใจของเขา ราวกับคนที่หมดห่วง ไม่มีสิ่งใดที่ต้องการอีกแล้ว จะมาถูกฆ่าตอนนี้ก็ไม่ได้รู้สึกเสียดาย ลั่วเหอนั้นที่ไม่ได้กล่าวสิ่งใด ก็เพราะร่างและกระดูกของโจวซินถูกตราประทับดาวมารบดขยี้จนไม่เหลือสิ่งใดไว้ โจวเมิ่นกล่าวออกมาอย่างไร้เสียงเป็นคำว่า “ขอบคุณ!” ทวนของลั่วเหอได้ฟันคอของโจวเมิ่น จนเขานั้นได้ตายลง
ก่อนที่โจวเมิ่นจะตายลง เขานั้นนึกย้อนไปตอนที่โจวซินเกิด เป็นเวลาเดียวกับที่เขานั้นสูญเสียภรรยาของตนไป แม้โจวเมิ่นจะพยายามไม่โทษโจวซิน แต่ทุกครั้งที่เขานั้นมองหน้าโจวซิน ก็ย้อนนึกกลับไปเมื่อตอนที่ภรรยาของเขาตาย เขานั้นพึ่งเปิดใจยอมรับลูกของตนเองได้ไม่นาน ก็ต้องจากลากันแล้ว ยิ่งครั้งที่ปิดตนฝึกฝนด้วยกัน จนโจวซินสำเร็จวิชาดาบเลือดคลั่งของภรรยาของเขา ก็ยิ่งทำให้โจวเมิ่นรู้ใจตนเองจริงๆ ว่าเขารักลูกของตนเองมากแค่ไหน ในใจก็กล่าวคำเดิมซ้ำๆ
“พ่อขอโทษ!”
ลั่วเหอใช้วิชาไฟเผาร่างของโจวเมิ่นจนไม่เหลือกระดูก ลั่วเหอจับมีดบินระดับ 2 ขึ้นมา ก็พบว่ามีรอยร้าวเล็กน้อย แต่ลั่วเหอก็ไม่ได้สนใจ และเดินไปที่ร่างของจิ้งเผิง และได้ใช้วิชากลืนดาราสร้างมุกอำนาจธาตุไฟ และได้ถ่ายทอดพลังให้กับจิ้งเผิง พร้อมช่วยปรับสมดุลทุกอย่างในร่างของจิ้งเผิง ราวกับกำลังกลั่นยาที่ต้องควบคุมไฟให้ดี สุดท้ายก็ทำสำเร็จ จิ้งเผิงเลื่อนระดับกลับมายังระดับจอมยุทธ์ขั้นสูงสุด
“นี่คงนับได้ว่าตอบแทนท่านแล้ว”
จากนั้นลั่วเหอก็เดินไปแบกร่างของจิ้งเผิงและเย่เซียนฮวาขึ้นไหล่ซ้ายไหล่ขวา และเดินไปวางที่หน้าหมู่บ้านเย่เผิง และได้หยิบยันต์คุ้มภัยสอดไว้ใต้อกเสื้อของเยี่ยนอวี้เจิน พร้อมได้คำนับหมู่บ้านเย่เผิง คนมากมายที่ผ่านมาในช่วงชีวิตที่ได้อาศัยอยู่ที่นี่ ล้วนปรากฏออกมาเป็นภาพๆ คนในกลุ่มนักล่าสัตว์อสูร คนในหมู่บ้าน และเด่นสุดก็คือครอบครัวคนแซ่เยี่ยน เยี่ยนอวี้เจิน เย่หนิงเอ๋อร์ เยี่ยนเผิง และเย่เซียนฮวา จักรพรรดิมารสวรรค์กล่าวออกมา
“ศิษย์ข้า ด้วยพรสวรรค์การบำเพ็ญของเจ้า มันเชื่องช้าอย่างมาก เจ้าควรเข้าสำนักเซียน เพื่อหาทรัพยากรมาบำเพ็ญ”
“ศิษย์เข้าใจแล้ว”
ลั่วเหอหันหลังเดินจากไป และไม่หันกลับมาอีก