มรดกมารสวรรค์ - บทที่26 หอประกายเซียน
กระท่อมผ้าขาวกระท่อมหนึ่งส่องแสงไฟในยามราตรี ที่มีเสียงของสัตว์ที่ออกหาอาหารในช่วงกลางคืน เสียงของใบไม้ที่ขยับตามลม เสียงของหยดสุราที่ไหลออกมาจากขวดน้ำเต้าของยามสามคนที่นั่งกินสุราและหลับไป พร้อมกับมือที่กำขวดน้ำเต้าไว้แน่น บนโต๊ะยังคงมีถั่ววางไว้บนจานไม้มากมาย
เพียงไม่นาน รอบด้านที่หนาวเย็นในช่วงกลางคืนกลับหนาวเย็นกว่าปกติ เก้าอี้ไม้ที่ยามสามคนนั่ง ใต้ขาเก้าอี้มีน้ำแข็งเล็กน้อยที่เริ่มกัดกินขาเก้าอี้ทีละเล็กทีละน้อย แสงละอองสีขาวฟ้าได้ลอยผ่านหน้ายามคนหนึ่ง จนตกเก้าอี้ ยามคนนี้หน้าตาดูมึนงง แถมยังมีใบหน้าที่แดงก่ำ ยามคนนี้สะอึกออกมาหนึ่งครั้ง และหลับลงไปที่พื้น
แสงละอองสีขาวฟ้านั้นมีความหนาวเย็นมาก ก่อรวมกันไปยังที่กระท่อมผ้าขาวที่ส่องแสงสว่าง ด้านในนั้นคือลั่วเหอที่กำลังนั่งบำเพ็ญ รอบตัวมีละอองสีฟ้าขาวมากมาย เขานั้นตั้งมือทั้งสองข้างควบคุมพลังไอเย็นตรงกลางอก ซึ่งมีมุกอำนาจธาตุน้ำแข็งที่กำลังลอยอยู่ตรงกลางอกของลั่วเหอ เขานั้นกำลังดูดซับพลังอำนาจธาตุ มือของลั่วเหอเริ่มถูกแช่แข็งเล็กน้อย
จากนั้นไม่นาน คลื่นพลังไอเย็นรอบตัวของลั่วเหอได้ระเบิดออก ดับเทียนที่ลั่วเหอจุดไว้
ลั่วเหอเขานั้นก้มหน้า ใช้มือซ้ายปิดปากและกระอักเลือดออกจำนวนหนึ่ง เมื่อเงยหน้าขึ้น ก็พบกับมุกอำนาจธาตุน้ำแข็งที่ลอยอยู่ตรงหน้าของเขา ลั่วเหอส่ายหัวเบาๆ และล้มตัวนอน พร้อมชูมือซ้ายและปลดปล่อยระดับเปลี่ยนลมหายใจขั้นเริ่มต้นออกมา ความรู้สึกการบำเพ็ญของลั่วเหอ ราวกับหนอนที่ถูกแรงกดดันจนไม่สามารถขยับตัวได้
“ผ่านมาหลายเดือน ก็ยังไม่สามารถดูดซับ คงต้องตัดใจจริงๆ”
ลั่วเหอแสดงสีหน้าที่ไม่พอใจนัก และหลับตาลง
………..
เมืองหมอกขาว – หอประกายเซียน
นักพรตผู้บำเพ็ญมากมายต่างมารวมตัวกันที่แห่งนี้ หอประกายเซียนด้านนอกอาจเป็นหอไม้สูงธรรมดา แต่เมื่อเข้ามาด้านใน ราวกับอยู่อีกที่ เป็นกำแพงหินที่ทั่วกำแพงสลักอักษรเวทไว้มากมายเป็นล้านๆ ตัว อักษรเวทรอบหอประกายเซียน ด้านในสุดเป็นห้องโถงขนาดใหญ่ ที่มีห้องพิเศษอยู่ด้านบน ที่สามารถมองลงมาข้างล่าง และคนข้างล่างก็สามารถมองเห็นคนที่นั่งอยู่ด้านบน
ลั่วเหอสวมใส่อาภรณ์สีขาว ผ้าคลุมขาว แต่ครั้งนี้ไม่ได้ปิดบังใบหน้าแต่อย่างไร ทั้งโล่และทวนประกายเพลิงก็ไม่ได้พกติดตัวมา มีเพียงมีดบินระดับ 2 ใต้แขนเสื้อข้างขวาเท่านั้น คนมากมายนั้นได้ยืนกันเป็นกลุ่ม มีเพียงส่วนน้อยเช่นเดียวกับลั่วเหอที่เดินทางมาคนเดียว กลุ่มชายสามคนยืนอยู่ใกล้ประตูทางเข้า ทั้งสามนั้นดูสนิทกันอย่างมาก
กลุ่มของคนผู้หนึ่งเดินมา เป็นชายผมดำยาว ใบหน้าหล่อเหลา แววตาดูเย่อหยิ่งเหมือนกับลั่วเหอ แต่ไม่ใช่เพียงแววตา แต่ยังเป็นทั้งใบหน้าที่ดูถูกทุกคนในห้องโถงของหอประกายเซียน เขานั้นสวมใส่อาภรณ์แดงที่มีลวดลายดอกบัวทองงดงาม ซึ่งเดินมากับหญิงสาวที่มีใบหน้างดงามสามคน ที่เดินกอดแขนของชายผู้นี้
ชายคนนี้นั้นเดินชนอย่างไม่เกรงกลัว ชายสามคนนั้นดูไม่พอใจ แต่พอดูตราดอกบัวทองหลังอาภรณ์ชายผู้นี้ ก็ก้มหัวและปล่อยผ่านไป ซึ่งลั่วเหอก็สงสัยอย่างมากว่าชายคนนี้เป็นใคร ลั่วเหอเพ่งมองไปที่ชายผู้นี้ แต่ก็ถูกแสงสีขาวในตัวส่องสว่างจนแสบตา จักรพรรดิมารสวรรค์กล่าวออกมา
“สมบัติซ่อนระดับ 2 ต้องมีตบะมากกว่าระดับเปลี่ยนลมหายใจขั้นปลายจึงจะใช้ได้ ศิษย์ข้า ระวังด้วย ชายผู้นี้ไม่ควรยุ่งเกี่ยว”
“ขอรับท่านอาจารย์”
ลั่วเหอหันหลังให้กับชายผู้นั้น เมื่อหันไปด้านหลังก็พบกับซุนต้าที่สวมใส่อาภรณ์ขาวของสำนักตนเอง พร้อมกับเดินออกมากับชายผมดำยาวที่มีกล้ามใหญ่โต สวมใส่เพียงผ้าคลุมขาวที่สลักตราสำนักรูปดาบใหญ่ไว้ เปิดเผยกล้ามเนื้อที่ใหญ่โตและดูแข็งแรง และศิษย์ร่วมสำนักอีกสามคน
ทุกคนที่เห็นชายที่เดินกับซุนต้าก็ต่างคำนับ ชายที่เดินกับซุนต้าทุกคนต่างคำนับพร้อมกัน และกล่าวออกมาพร้อมกัน
“คำนับท่านจั่วหยาง”
ลั่วเหอที่เห็นทุกคนทำเช่นนั้นก็ทำตาม คนผู้นี้ไม่ได้เก็บซ่อนตบะของตนเองแม้แต่น้อย แสดงตบะระดับก่อกำเนิดขั้นปลายอย่างภูมิใจ ซุนต้านั้นได้คำนับจั่วหยางและเดินออกจากแถว จั่วหยางหันไปมองลั่วเหอเล็กน้อย เพราะซุนต้านั้นเดินไปหาสหายที่เคยพูดถึงให้จั่วหยางฟัง ลั่วเหอคำนับซุนต้า
“พี่ซุนต้า เขาคือใคร?”
“อาจารย์ของข้าเอง นามว่าจั่วหยาง เป็นผู้คุมการทดสอบครั้งนี้กับอีกสามสำนัก ปีนี้ตารางสอบแปลกกว่าทุกปี จะมีการสอบต่อสู้ ไม่เหมือนแต่ก่อนที่แค่ทดสอบรากวิญญาณ”
ลั่วเหอพยักหน้าเข้าใจ และเกิดความกังวลในใจเล็กน้อย เพราะวิชาตราประทับดาวมารยังไม่ควรนำมาใช้ในตอนนี้
“นี่น้องลั่วเหอ เจ้าพอได้ยินชื่อคนผู้นั้นหรือไม่?”
ซุนต้าชี้ไปที่ชายก่อนหน้านี้ ที่ตอนนี้กำลังกอดสาวงามทั้งแขนซ้ายและแขนขวา
ลั่วเหอส่ายหัว
“ไม่เลยขอรับ”
ซุนต้ายิ้มและเดินไปกระซิบข้างหูของลั่วเหอ
“คนผู้นั้นคือเซียวฮวา แม้รากวิญญาณจะไม่สูงมาก แต่ฝีมือเรียกได้ว่าอัจฉริยะ อีกทั้งยังเป็นตระกูลนักบำเพ็ญ ทั้งวิชาและทรัพยากรสูงกว่าคนปกติมาก หากเจ้ามีโอกาสควรสร้างมิตรภาพไว้”
ลั่วเหอพยักหน้าเข้าใจ และกล่าวออกมา
“ข้าเข้าใจแล้วขอรับ”
ลั่วเหอนั้นเริ่มคิดในใจ
“เป็นไปได้ ไม่ควรเข้าไปยุ่งมากกว่า”
เสียงฝีเท้าจำนวนมากดังมาจากหน้าประตู ประตูนั้นเปิดออก ปรากฏอีกสามสำนัก คนที่ถูกเรียกว่าอาจารย์ ล้วนเป็นนักพรตระดับก่อกำเนิดขั้นปลายทั้งหมด ชายคนแรกนั้นเป็นชายหัวโล้น สวมใส่อาภรณ์เหลือง ชายคนที่สองเป็นชายผมขาวยาว มีหนวดเคราขาวยาว สวมใส่อาภรณ์ขาวผ้าคลุมฟ้า ข้างกายมีกระบี่ลอยอยู่ คนสุดท้ายเป็นนักพรตผู้หญิง เป็นผู้หญิงที่งดงามอย่างมาก สวมใส่อาภรณ์ขาวผ้าคลุมชมพูอ่อนงดงาม มีวิชาเสน่ห์อยู่รอบตัว ทำให้คนรอบด้านหลงใหล แต่ไม่สามารถทำอะไรลั่วเหอได้ เพราะจิตของลั่วเหอมีจักรพรรดิมารสวรรค์อยู่
ภาพลวงตามนต์เสน่ห์ การโจมตีทางจิต ล้วนไร้ประโยชน์ นอกจากจะเป็นผู้แข็งแกร่งระดับจ้าวดินแดน ที่สามารถโจมตีถึงจิตวิญญาณของลั่วเหอได้ ทุกคนนั้นต่างซุบซิบกัน แน่นอนว่าซุนต้าก็ไม่รีรอที่จะบอกเล่าเรื่องนี้ของสำนักหญิงผู้นี้ ให้กับลั่วเหอได้รับรู้
“ที่ทุกคนดูตื่นเต้น ก็เพราะสำนักของอาจารย์หญิงผู้นี้ เมื่อสี่สิบปีก่อน บรรพชนของสำนักบรรลุระดับจิตเต๋าแล้ว ซึ่งเป็นสำนักเดียวที่มีนักพรตระดับจิตเต๋าอยู่ ได้ยินว่าหุบเขาที่บรรพชนผู้นั้นเลื่อนระดับจิตเต๋า ล้วนมีไอวิญญาณที่บริสุทธิ์ และสามารถช่วยเพิ่มความเร็วในการบ่มเพาะหนึ่งร้อยเท่า”
ดวงตาของลั่วเหอเปิดกว้าง เมื่อได้ยินสิ่งที่ซุนต้ากล่าวออกมา หนึ่งร้อยเท่า มันรวดเร็วอย่างมาก ซึ่งจะช่วยให้การบำเพ็ญของลั่วเหอก้าวกระโดดอย่างมาก หากได้ไปบำเพ็ญที่แห่งนั้น จะมีประโยชน์ต่อลั่วเหออย่างมาก
เหล่าอาจารย์ของแต่ละสำนักได้ไปนั่งยังเก้าอี้ไม้ด้านบน อาจารย์จั่วหยางได้กระทืบพื้น จนเกิดแรงกดดันมหาศาลกระจายเป็นวงกว้าง
“เงียบ!”
ทุกคนต่างหันไปมองที่เหล่าอาจารย์ทั้งสี่ของแต่ละสำนัก ซึ่งทุกคนต่างแบกความหวังและวาสนาในการบำเพ็ญของตนเองมาที่แห่งนี้ เพื่อที่จะพัฒนาตนเอง และเป็นก้าวแรกของเส้นทางแห่งเซียนที่ไม่อาจย้อนกลับได้อีก