มรดกมารสวรรค์ - บทที่25 เมืองหมอกขาว
ผ่านมาหนึ่งเดือนกว่าๆ ลั่วเหอและซุนต้าได้เดินทางผ่านหลากหลายเมืองมากมาย เพื่อไปยังสถานที่ของเหล่าผู้บำเพ็ญเซียนระดับต่ำ ที่อาศัยอยู่และใช้เป็นเมืองแลกเปลี่ยนสินค้า ระหว่างการเดินทางที่ยาวนาน ซุนต้าได้เล่าเรื่องมากมายของโลกผู้บำเพ็ญ เรื่องหนึ่งที่ลั่วเหอสนใจ คือเรื่องของพรรคหลงเย่ หรืออีกชื่อพรรคมาร ที่กำลังโด่งดังและเป็นพรรคที่เหล่าผู้บำเพ็ญเซียนไร้สำนักไม่อยากยุ่งเกี่ยว
พรรคหลงเย่ในช่วงสิบปีมานี้ มีการติดต่อกับเหล่ามนุษย์ ซึ่งเป็นเรื่องที่สำนักเซียนหรือเหล่าผู้บำเพ็ญจะไม่มีทางยุ่งเกี่ยวเป็นอันขาด เพราะนี่เป็นกฎที่รักษาความสมดุลของมนุษย์และเหล่าผู้บำเพ็ญให้แยกออกจากกัน การที่พรรคหลงเย่ทำเช่นนี้ คือการทำลายกฎและอาจส่งผลกระทบได้ในอนาคต
ซุนต้าที่เดินผ่านลำต้นไม้ยักษ์ที่ถูกตัดมาเป็นสะพานข้ามเหวลึกที่ดูอันตราย ซุนต้าเขานั้นเดินกลับหลังมองลั่วเหอและกล่าวถึงเรื่องของพรรคหลงเย่
“พรรคหลงเย่รอบนี้ทำเกินไปจริงๆ หากมนุษย์ยิ่งรับรู้เรื่องของเซียนมากเท่าไหร่ ก็จะเป็นอันตรายมากเท่านั้น มนุษย์ที่ไร้รากวิญญาณพวกนั้นไม่อาจบำเพ็ญ ถึงบำเพ็ญได้ก็ติดอยู่เพียงขอบเขตมนุษย์เท่านั้น แต่วันๆ กลับโหยหาหนทางอมตะ แม้ตนเองจะรู้ว่าไร้วาสนาเซียนก็ตาม”
ลั่วเหอนึกคิดและกล่าวออกมาเสียงเบาๆ
“แม้จะมีหวังน้อยนิด แต่ก็อยากให้เป็นจริง”
ซุนต้ายิ้มและพยักหน้าหลายครั้งกับที่ลั่วเหอกล่าวออกมา
“ใช่ๆ ไม่ว่าใครก็ต้องการให้สิ่งที่หวังเป็นจริงทั้งนั้น”
ซุนต้าได้เดินมาถึงป่าแห่งหนึ่ง ที่มีหมอกขาวหนาอย่างมาก ซุนต้าได้จับมือของลั่วเหอและใช้ (วิชาไฟ) สร้างไฟขนาดใหญ่ปรากฏที่มือของซุนต้า หมอกขาวเหล่านั้นเริ่มหลีกทางให้กับซุนต้า ลั่วเหอเดินตามซุนต้าจนไปถึงเมืองแห่งหนึ่ง เป็นเมืองที่เหมือนหมู่บ้านขนาดใหญ่ที่ไร้กำแพงเมือง แต่มีหอคอยสูงที่ด้านบนสุดปักธงสัญลักษณ์ของสำนัก ซึ่งไม่เหมือนกันแม้แต่สำนักเดียว
ลั่วเหอที่สนใจ จึงชี้ไปที่หอคอยนั้น ทำให้ซุนต้ารีบกดมือของลั่วเหอลงและกล่าว
“นี่เจ้าห้ามชี้คนที่อยู่ด้านบนหอคอย ทั้งสี่หอคอยคืออาจารย์ของแต่ละสำนักระดับก่อกำเนิด ไปชี้เช่นนี้เป็นเหมือนการท้าทาย เจ้าระวังด้วย หนึ่งในหอคอยทั้งสี่”
ลั่วเหอรีบเก็บนิ้วที่กำลังชี้ไปที่หอคอยทันที
“ข้าขอโทษ ข้าไม่รู้เรื่องนี้เลย”
“ช่างเถอะ เจ้าเห็นหอใหญ่โตนั้นไหม? พรุ่งนี้ข้าจะไปดูเจ้าทดสอบรากวิญญาณ เจ้าระวังตัวด้วย ข้ามีธุระของสำนักต้องจัดการ ข้าขอลา!”
ซุนต้าคำนับลั่วเหอและเดินจากไป ลั่วเหอก็เดินสำรวจไปเรื่อยๆ ทางซ้ายและทางขวาของเขานั้น ล้วนเป็นที่ตั้งแผงลอยขายสินค้าเกี่ยวกับช่วยเรื่องการบำเพ็ญและอื่นๆ จักรพรรดิมารสวรรค์กล่าวออกมาให้ลั่วเหอได้ยินเพียงคนเดียว
“ศิษย์ข้า ระวังตัวด้วย คนรอบตัวเจ้าต่างมีตบะระดับเปลี่ยนลมหายใจขั้นกลางกันหมด หากต้องการเอาชนะ ต้องเสียกำลังจำนวนมาก”
“ศิษย์เข้าใจแล้ว ท่านอาจารย์โปรดวางใจ”
ลั่วเหอนั้นเดินไปก็นับเปิดถุงศิลาวิญญาณที่ซุนต้าให้ ก็พบว่ามีอยู่สิบสี่ก้อน และเมื่อฟังเหล่าแม่ค้าพ่อค้าที่ตะโกนเรียกคนให้มาซื้อสินค้าของตนเอง ส่วนมากยาบำเพ็ญราคาอยู่ที่ 2 ถึง 3 ก้อน อาวุธเซียนระดับ 1 ราคาอยู่ที่ 10 ถึง 100 ก้อน ลั่วเหอเขานั้นสนใจโล่เหล็กที่ดูเก่า ซึ่งปักลงดินอยู่ด้านหน้าของร้านขายอาวุธ
โล่เหล็กที่มีลวดลายสีดำประหลาดและดูซอมซ่อ ดูมีอายุมาหลายปีและดูผ่านการใช้งานหลายครั้ง ซึ่งลั่วเหอนั้นยังไม่มีอาวุธที่จะสามารถปกป้องเขาได้ โล่เหล็กนี้แม้จะดูเก่า แต่ลั่วเหอก็แอบใช้มีดบินระดับ 2 โจมตีไปหนึ่งครั้ง โล่เหล็กนี้ก็สามารถป้องกันมีดบินของลั่วเหอได้ ทิ้งเพียงรอยมีดเล็กน้อยเท่านั้น ลั่วเหอเดินไปหาเถ้าแก่ที่กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่
“เถ้าแก่ โล่เก่าๆ หน้าร้านท่านขายเท่าไหร่?”
เถ้าแก่คนนี้ทำหน้าไม่พอใจ เพราะคิดว่าลั่วเหอนั้นมารบกวน เพราะสภาพโล่เหล็กนั้นไม่เป็นที่ต้องการ เถ้าแก่ผู้นี้นำมาปักลงดินเพื่อไม่ให้ร้านโล่งก็เท่านั้น เถ้าแก่คนนี้วางหนังสือลงและเงยหน้าขึ้นมองลั่วเหอที่มีผ้าขาวปิดบังใบหน้า
“นี่!…เจ้าจะซื้อแน่รึ?”
“ใช่ขอรับ ข้าจะซื้อมัน ไม่ทราบว่าราคาของมัน?”
ลั่วเหอนั้นลุ้นในใจอย่างมาก ว่าราคาของมันจะสูงเกินที่เขาจะจ่ายไหวหรือไม่ เพราะถึงยังไงก็ยังไม่มีที่พัก เถ้าแก่คนนั้นยิ้มและกล่าวออกมา พร้อมแบมือข้างขวาชูห้านิ้ว
“ศิลาวิญญาณ 5 ก้อน”
ลั่วเหอนั้นเงียบไปอยู่สักพัก เพราะเป็นราคาที่ลั่วเหอต้องการและสามารถจ่ายไหว แต่การเงียบนี้ เถ้าแก่โล่เก่าๆ นี้เข้าใจผิด คิดว่าลั่วเหอไม่เอา จึงลดราคาลงมาอีก
“งั้นข้าลดสุดๆ แล้ว ศิลาวิญญาณ 4 ก้อน”
ลั่วเหอยื่นศิลาวิญญาณสี่ก้อน
“ได้ ข้าเอา!”
ลั่วเหอแบกโล่ไว้ด้านหลัง พร้อมกับทวนประกายเพลิงที่พันด้วยผ้าขาว และเดินออกจากร้านไป ส่วนเถ้าแก่ก็ยิ้มออกมาและกำศิลาวิญญาณไว้แน่น เพราะเขานั้นไม่คิดว่าจะมีคนมาซื้อโล่เก่าๆ ของเขาจริงๆ
ระหว่างที่ลั่วเหอกำลังเดิน ก็มีชายคนหนึ่งกำลังมองลั่วเหอจากมุมมืด เมื่อลั่วเหอเดินออกไปไกล เขานั้นก็เดินออกมาจากมุมมืด มองลั่วเหอ
ชายคนนี้นั้นสวมใส่เสื้อผ้าขนสัตว์ สวมใส่หมวกขนสัตว์ ข้างเอวมีถุงสีดำอยู่ ชายคนนี้นั้นจ้องมองไปที่ทวนประกายเพลิงของลั่วเหอ แววตาก็เปล่งประกาย ชายคนนี้กวักมือออกมา ก็มีพรรคพวกของเขาออกมาหนึ่งคน เป็นชายตัวใหญ่หัวโล้น สวมใส่เสื้อผ้าหนังสัตว์เช่นกัน ข้างเอวก็มีถุงสีดำเหมือนกับอีกคน
“พี่ใหญ่ มันจะใช่อาวุธอำนาจธาตุจริงหรือ?”
“ข้าเคยเห็นมันมาก่อน ไม่ผิดแน่ ไอพลังเล็กน้อยที่หลุดรอดออกมาจากผ้าขาวนั่น”
ลั่วเหอขมวดคิ้วและใช้หางตามองทั้งคู่ที่กำลังยืนคุยกันอยู่ ระหว่างที่ทั้งสองคุยกันอยู่ เมื่อหันไปอีกที ลั่วเหอก็ได้หายไปแล้ว ลั่วเหอเขานั้นเดินไปที่ตรอกเล็กๆ ที่ไร้ผู้คน ลั่วเหอหยิบทวนประกายเพลิงออกมา ไอพลังของมันปรากฏออกมาจำนวนมาก อาจเป็นเพราะลั่วเหอไม่ได้ปลดปล่อยพลังของทวนประกายเพลิงมานาน
ลั่วเหอได้ใช้พลังปราณควบคุมให้ทวนประกายเพลิงลอยอยู่หน้าตนเอง และใช้ (วิชากลืนดารา) กลืนพลังอำนาจธาตุไฟ กลายเป็นมุกแดงสามเม็ด หรือมุกอำนาจธาตุไฟสามเม็ด คลื่นพลังของมันช่างทรงพลังอย่างมาก ไอพลังจากทวนประกายเพลิงก็ลดลง ลั่วเหอได้เก็บมุกอำนาจธาตุเพลิงไว้ในถุงผ้าของตน และเดินออกมาให้ทั้งสองคนนั้นเห็น
ชายคนหนึ่งในสองคนนั้นชี้ไปที่ลั่วเหอ
“พี่ใหญ่ๆ นั่นไง!”
คนที่ถูกเรียกว่าพี่ใหญ่เพ่งมองไปที่ทวนประกายเพลิงและส่ายหัวออกมา
“แปลกมาก เมื่อครู่นี้…เห้อ! ของแบบนั้นจะหาเจอได้ง่ายๆ ได้เช่นไร…ข้ามองผิดไปเอง ไปเถอะ”
เมื่อทั้งสองเดินจากไป ลั่วเหอก็ยิ้มมุมปากและเดินทางไปทั่วเมืองหมอกขาว จนมาเจอกับกระท่อมขาวที่ทำมาจากผ้าขาวที่ทนน้ำกันลม กระท่อมขาวแบบนี้นั้นมีตั้งหลายสิบจุดห่างกัน นี่คือที่พักที่ราคาถูกมากที่สุดที่ลั่วเหอจะหาได้ เพราะศิลาวิญญาณในมือของลั่วเหอนั้นน้อยนิดเกินไป ที่พักที่ดูดีก็คืนละ 10 ศิลาวิญญาณ ลั่วเหอที่ต้องประหยัดเงิน จึงเลือกที่จะอยู่ที่แห่งนี้ คืนละ 3 ศิลาวิญญาณเท่านั้น
ด้านในนั้นเป็นพื้นที่โล่ง ที่เตียงผ้าปูขาวขนาดกว้างแต่บางอย่างมากวางอยู่ ลั่วเหอได้นั่งบำเพ็ญ โล่เหล็ก มีดบิน ทวนประกายเพลิง ได้ลอยมาอยู่หน้าลั่วเหอ จากนั้นลั่วเหอก็ใช้นิ้วจิ้มไปที่โล่เหล็ก ก็เกิดปราณสีทองรอบโล่เหล็ก จักรพรรดิมารสวรรค์กล่าวออกมา
“โล่นี้ไม่ธรรมดา ถูกสลักค่ายกลวิญญาณระดับต่ำไว้ แต่ว่าสามารถป้องกันผู้บำเพ็ญระดับเปลี่ยนลมหายใจขั้นกลางได้ แต่ก็แค่ครั้งเดียวเท่านั้น”
ลั่วเหอพยักหน้าเข้าใจ
“สี่ศิลาวิญญาณสำหรับซื้อหนึ่งชีวิต นับว่าคุ้มแล้ว!”