มรดกมารสวรรค์ - บทที่27 ทดสอบรากวิญญาณ
สำหรับโลกของนักบำเพ็ญเซียน สิ่งที่จะเป็นตัววัดความก้าวหน้าในอนาคต ไม่ใช่ร่างกายที่แข็งแกร่งเทียมฟ้า ไม่ใช่พรสวรรค์แต่กำเนิดในด้านวิชาเซียน การเรียนรู้ การเข้าใจ ไม่ใช่ทั้งนั้น ตัวที่ชี้วัดความรวดเร็วในการฝึกฝนของการบำเพ็ญก็คือรากวิญญาณ มนุษย์ทุกคนเกิดมาพร้อมกับรากวิญญาณ จะสมบูรณ์หรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
รากวิญญาณนั้นแบ่งได้ 11 ระดับ ซึ่งทวีปเซวียนเทียน รากวิญญาณสูงสุดที่ถูกจารึกไว้ก็คือรากวิญญาณระดับ 7 คือรากวิญญาณของบรรพชนสำนักเมฆาม่วง ที่ปัจจุบันบรรพชนสำนักเมฆาม่วงได้เข้าสู่ระดับจิตเต๋าอย่างสมบูรณ์ ยกระดับสำนักเมฆาม่วงเป็นอันดับหนึ่งของทวีปเซวียนเทียน ซึ่งรากวิญญาณสมบูรณ์ก็คือรากวิญญาณระดับ 4 ขึ้นไป จึงเหมาะสมแก่การบำเพ็ญเซียนระยะยาว
ซุนต้าและลั่วเหอมองไปที่ลูกแก้วสีฟ้าขนาดใหญ่ที่ลอยอยู่กลางห้องโถงของหอประกายเซียน จั่วหยางได้สะบัดมือ แสดงถึงเริ่มการทดสอบ แสงสีฟ้าส่องสว่างจากลูกแก้วสีฟ้าขนาดใหญ่ จั่วหยางกล่าวขึ้นมาดังลั่น
“ลูกแก้วจะเรียงการวัดระดับรากวิญญาณตั้งแต่ 1 ไปถึง 7 ผู้ที่มีรากวิญญาณในแต่ละระดับ แสงสีฟ้าจะวิ่งไปหยุดหน้าคนผู้นั้น รากวิญญาณระดับ 1!”
ทุกคนต่างหันซ้ายหันขวา แต่ก็ไม่พบว่าแสงสีฟ้าที่วนเวียนอยู่รอบลูกแก้วฟ้าขนาดใหญ่ จะมีการขยับเขยื้อนหรือเกิดอะไรขึ้น ซุนต้าหันไปหาลั่วเหอและกล่าวออกมา
“รากวิญญาณระดับ 1 ก็เปรียบเทียบได้กับชาวบ้านธรรมดาที่ไร้วรยุทธ์”
แสงสีฟ้าที่วนเวียนอยู่รอบลูกแก้วสีฟ้าได้ส่องสว่างขึ้น แสดงถึงการตรวจวัดรากวิญญาณระดับ 2 รอบนี้นั้นก็ไม่เกิดสิ่งใดขึ้น เซียวฮวานั้นได้หาวออกมา แสดงถึงความเบื่อหน่าย เพราะครอบครัวของเซียวฮวาก็มีสมบัติตรวจรากวิญญาณแบบนี้เช่นกัน แต่ขนาดนั้นจะมีขนาดเล็ก เหมาะแก่การพกพา และตรวจได้เพียงทีละคน
ซุนต้านั้นกล่าวออกมาเพื่ออธิบายความต่างชั้นของแต่ละระดับรากวิญญาณ
“รากวิญญาณระดับ 2 ก็เปรียบได้กับคนที่มีวรยุทธ์เล็กน้อยเท่านั้น อีกทั้งยังไร้พรสวรรค์ในการฝึกวรยุทธ์”
“รากวิญญาณระดับ 3 สามารถบำเพ็ญได้ แต่ก็แล้วแต่วาสนาว่าจะสามารถข้ามผ่านขอบเขตมนุษย์มาได้หรือไม่”
เมื่อพูดจบ แสงสีฟ้าได้ลอยมาส่องแสงที่หน้าของลั่วเหอ ทำให้ซุนต้าตกใจอย่างมาก เพราะเขานั้นไม่คิดว่าลั่วเหอที่ดูหน้าตาเยาว์วัย จะสามารถข้ามขอบเขตมนุษย์มาได้ด้วยรากวิญญาณระดับ 3 แตกต่างจากผู้มีวาสนาคนอื่นที่อายุราว 40 ถึง 50 ปี ที่จะสามารถก้าวผ่านขอบเขตมนุษย์มาได้
แต่ว่าลั่วเหอนั้นเด็กอย่างมาก เมื่อเทียบกับผู้มีวาสนาคนอื่น ทำให้ซุนต้าส่ายหัวออกมา
“นี่เจ้ารากวิญญาณระดับ 3 จริงๆ หรือ?”
“ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกัน”
ลั่วเหอคิดในใจ
“แน่นอนว่าใช่ หากไม่ได้วิชาจากจักรพรรดิมารสวรรค์ เราคงไม่อาจมาถึงจุดนี้ได้ด้วยแค่รากวิญญาณระดับ 3 ของข้า!”
แต่ในห้องโถงของหอประกายเซียน ก็ไม่ใช่ว่าจะมีเพียงลั่วเหอ แต่ยังมีชายอายุราว 40 ปีที่มาเข้าร่วมการทดสอบครั้งนี้เช่นกัน จั่วหยางมองไปที่คนเหล่านั้น และหยุดมองที่ลั่วเหอเล็กน้อย ก่อนตะโกนออกมาว่า
“ผู้ใดที่มีอายุมากกว่า 45 ปีก็ออกไปเสียเถอะ พวกเจ้าไม่อาจบำเพ็ญได้แล้ว”
ลั่วเหอที่ทำหน้าสงสัยก็กล่าวถามซุนต้าที่ยืนอยู่ข้างๆ
“พี่ซุนต้า เหตุใดจึงไม่อาจบำเพ็ญได้ ถึงจะอายุมาก แต่ก็ก้าวผ่านขอบเขตมนุษย์ อายุไขเพิ่มหลายสิบปี”
ซุนต้าถอนหายใจออกมา ทำหน้าเสียดายในตัวลั่วเหอ และจับไหล่ซ้ายของลั่วเหอ
“สิ่งที่เจ้าพูดถูกต้อง แต่ว่ารากวิญญาณระดับ 3 เมื่อเข้าขอบเขตเซียน การบำเพ็ญจะเชื่องช้าอย่างมาก หากนักพรตรากวิญญาณระดับ 4 ใช้เวลาเลื่อนระดับ 10 ปี นักพรตรากวิญญาณระดับ 3 ก็จะใช้เวลา 40 ปี ซึ่งคนพวกนั้นอาจจะหมดอายุไขก่อน”
ลั่วเหอนั้นตกใจอย่างมากในสิ่งที่ซุนต้ากล่าวออกมา และมันยังทำให้ลั่วเหอกังวลเรื่องการบำเพ็ญของตนเองอย่างมาก เพราะลั่วเหอไม่รู้สึกว่าตนเองจะสามารถเลื่อนระดับต่อไปได้ภายในสี่หรือห้าปี หลายเดือนมานี้ความรู้สึกยังเหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง จึงทำให้ลั่วเหอไม่อาจเบาใจได้ แม้จักรพรรดิมารสวรรค์จะคอยให้กำลังใจอยู่บ้างก็ตาม
ซุนต้าตบไหล่ลั่วเหอเบาๆ เพื่อเป็นการปลอบใจ ลั่วเหอถอนหายใจออกมา เขานั้นคงยากที่จะสามารถเข้าร่วมสำนักเซียนได้จริงๆ
การทดสอบยังคงเริ่มต่อไป เมื่อถึงรากวิญญาณระดับ 4 แสงสีฟ้าต่างลอยไปหยุดที่หน้าหลากหลายคน รวมถึงซุนต้าด้วย เป็นรากวิญญาณที่คนมีกันมากที่สุดรองจากรากวิญญาณระดับ 3
เพียงไม่นาน การทดสอบก็ไปถึงรากวิญญาณระดับ 5 มีเพียงสองคนที่แสงสีฟ้าลอยไปหยุดตรงหน้า
คนแรกก็คือเซียวฮวา ซึ่งเขานั้นรู้รากวิญญาณของตนเองมานานแล้ว แน่นอนว่าเหล่าอาจารย์ทั้งสี่ของแต่ละสำนักก็รู้เรื่องนี้ดี แต่พวกเขาก็ต้องตัดใจ เพราะเซียวฮวาเป็นอัจฉริยะของตระกูลเซียว ซึ่งเป็นตระกูลผู้บำเพ็ญ และลูกหลานทุกรุ่นล้วนเข้าร่วมกับสำนักเวียนสวรรค์ ที่เป็นอันดับ 1 ในทวีปเซวียนเทียน
แต่ว่าคนที่สอง ไม่อาจรู้ได้ว่าเป็นชายหรือหญิง คนผู้นี้สวมใส่ผ้าคลุมดำปิดบังตัวตน ลั่วเหอเพ่งมองส่องระดับการบำเพ็ญ แต่เพียงคนผู้นี้หันมาหาลั่วเหอ ก็เกิดแสงสีขาวในตาของลั่วเหอ ปิดการมองเห็นชั่วครู่ อาจารย์ทั้งสี่สำนักก็ไม่อาจเข้าถึงการบำเพ็ญของคนลึกลับผู้นี้
อาจารย์ผู้หนึ่งหนวดเครายาวได้สะบัดผ้าคลุม และจ้องไปที่คนลึกลับ พร้อมกล่าวออกมา
“ข้าไม่รู้เหตุผลที่เจ้าปิดบังตัวตน แต่หากเจ้ายังปิดซ่อนตบะของตน ข้าก็จะไม่เกรงใจแล้ว!”
อาจารย์หญิงกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่เรียบเฉย แต่แฝงด้วยไอเย็นประหลาด
“หยุด! ถึงอย่างไรก็รู้รากวิญญาณแล้ว อนาคตไปได้ไกล ภายใน 500 ปีอาจเลื่อนระดับสยบฟ้าก็ได้”
ทุกคนต่างเห็นด้วยกับที่อาจารย์หญิงกล่าว ทำให้อาจารย์หนวดเครายาวไม่กล่าวสิ่งใดต่อ ในขณะที่ทุกคนเลิกสนใจ ลั่วเหอมองเห็นว่าคนลึกลับและอาจารย์หญิงมีการส่งสัญญาณบางอย่างทางสายตา ลั่วเหอที่ไม่อยากสนใจจึงหันไปทางอื่น และรู้สึกเศร้า
ซุนต้าที่เห็นลั่วเหอมีสีหน้าที่เรียบเฉย แต่แววตานั้นดูเศร้าไม่น้อย จึงจับไหล่และกล่าวออกมา
“ไม่เป็นไร ข้าพอจะคุยกับอาจารย์จั่วหยาง แนะนำเจ้าเข้าสำนักได้ แต่…ทรัพยากรเจ้าจะได้ไม่เท่ากับคนอื่นที่ผ่านการทดสอบ หวังว่าเจ้าจะเข้าใจ”
ลั่วเหอที่ได้ยินเช่นนั้นก็คำนับซุนต้าในทันที แม้จะไม่ได้ทรัพยากรที่เต็มที่ แต่ลั่วเหอก็จะได้เข้าสำนักเซียน ซึ่งจะเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาตนเองในอนาคต
“พี่ซุนต้า ขอบคุณขอรับ ข้าจะไม่ลืมบุญคุณครั้งนี้”
ซุนต้าตบหลังลั่วเหอและหัวเราะออกมาดังลั่น
“ฮ่าๆ ไม่เป็นไร ข้าถูกชะตาเจ้า อนาคตเจ้าก็จงตั้งใจหมั่นฝึกฝนก็พอ”
“ขอรับ!”
เสียงหัวเราะที่ดังลั่นทำเอาทุกคนต่างหันไปมองที่ซุนต้า จั่วหยางที่มองอยู่ก็ส่ายหัวให้กับศิษย์น้องของตน แม้จะมีศักดิ์เป็นอาจารย์ แต่จั่วหยางกลับมองเป็นศิษย์น้องที่ไว้ใจมากที่สุด งานสำคัญของสำนักจึงมอบหมายให้กับซุนต้า ซึ่งเป็นลูกศิษย์เพียงคนเดียวที่จั่วหยางดูแลเป็นพิเศษ