มรดกมารสวรรค์ - บทที่30 มุ่งหน้าสำนักเซียน
ผ่านมาหลายเดือน ลั่วเหอในตอนนี้นั้นก็ยังไม่สามารถเลื่อนระดับการบ่มเพาะของตนเองได้ จักรพรรดิมารสวรรค์ก็ไม่ปรากฏตัวหรือออกเสียงใด ๆ มาหลายเดือนแล้ว ลั่วเหอในตอนนี้ยังคงสวมใส่หมวกที่สานจากไม้ไผ่ มีผ้าขาวปิดบังใบหน้า ข้างเอวมีถุงมิติสีขาวที่สลักลวดลายดอกบัวที่ลั่วเหอเป็นคนเย็บไว้
หลายเดือนที่ผ่านมา การเดินทางที่ยาวนานผ่านภูเขา แม่น้ำ และลมแห่งชีวิตมากมาย เพียงไม่กี่เดือนที่ลั่วเหอได้ชมทิวทัศน์ของโลกธรรมชาติรอบตัวที่งดงาม เมื่อเขาหยุดยืนมอง มันช่างงดงาม มันทำให้จิตใจของลั่วเหอสงบอย่างมาก เรื่องราวมากมายล้วนจางหายไปชั่วครู่ แต่ความแค้นยังฝังลึก เพียงชั่วครู่ก็กลับมา
“ท่านพ่อ…”
“อีกไม่นานข้าจะแข็งแกร่งขึ้น พวกคนเมืองอินทรีขาวต้องชดใช้ให้เรา!”
ลั่วเหอคำนับหุบเขาสูงที่งดงาม ทะเลหมอกที่บดบังพื้นด้านล่าง ลมเย็น ๆ พัดผ่านตัวของลั่วเหอ อาภรณ์ขาวพริ้วไหว ผ้าขาวก็สะบัดขึ้น ทำให้เห็นใบหน้าที่โศกเศร้าของลั่วเหอ เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นก็พบกับบิดาของเขาที่อ้าแขนเหมือนเมื่อครั้งอดีต ลั่วเหอเมื่อจะเข้ากอดบิดาตนเอง บิดาของเขาก็สลายไป
น้ำตาหนึ่งหยดไหลออกมาจากดวงตาข้างซ้าย ใบหน้าที่โศกเศร้าเพียงชั่วครู่ก็จางหาย น้ำตาหยดลงพื้นก็จางหายไปเช่นกัน
3 เดือนต่อมา
ลั่วเหอเดินผ่านป่าไผ่มากมาย ยิ่งเดินก็ยิ่งพบกับผู้คนมากมายที่เดินมาจากคนละทิศคนละทาง ทุกคนนั้นล้วนเดินมาประจบที่ทางเดินเดียวกัน เป็นทางเดินที่ดูยาวไม่มีที่สิ้นสุด มีหมอกขาวลงตลอด คนรอบด้านของลั่วเหอล้วนแบกอาวุธเซียนระดับ 1 ของตนไว้ด้านหลัง บางคนก็ไว้ข้างเอว ครึ่งหนึ่งล้วนมีตบะระดับเปลี่ยนลมหายใจขั้นเริ่มต้น
คนหลายคนเดินไปด้านหน้าของลั่วเหอและสลายหายไปราวกับไม่เคยอยู่ตรงหน้าเขามาก่อน เมื่อลั่วเหอก้าวขาแรก ขาของเขาได้หายไป ลั่วเหอเดินทะลุไปทั้งตัวก็มาปรากฏในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย ด้านหน้าคือประตูขนาดยักษ์ที่มีหินขนาดใหญ่เทียบเท่าประตู สลักชื่อสำนักไว้ ลั่วเหอเพ่งมองและกล่าวออกมา
“สำนักศึกษาชี้ฟ้า…”
ผู้คนมากมายไปรวมกันอยู่หน้าประตูสำนักศึกษาชี้ฟ้า พวกเขาทั้งหลายกำลังรุมล้อมผู้คุมกฎสำนักศึกษาชี้ฟ้า เป็นชายหน้าตาราว 30 ปี ไว้หนวดดำไม่ยาวนักเหนือริมฝีปากบน แววตาสีฟ้าดูมีชีวิตชีวา แต่มีรอยย่นบนใบหน้าหลายจุด สวมใส่อาภรณ์ฟ้าขาวประจำสำนัก ข้างแขนซ้ายของชายผู้นี้มีกระบี่บินระดับ 2 ที่มีปราณสีฟ้าลอยอยู่
ผู้คนมากมายต่างตะโกนกล่าวถามหลายเรื่องแก่ผู้คุมกฎสำนักศึกษาชี้ฟ้า ทำให้เขานั้นหงุดหงิดอย่างมาก จึงสะบัดแขนเสื้อด้านซ้าย กระบี่บินได้บินขึ้นและแยกออกเป็นกระบี่ปราณสีฟ้าชี้ไปทางผู้คน เสียงตะโกนดังลั่นจนทำให้ทุกคนหยุดปาก
“เงียบ!…พวกเจ้าเห็นสำนักเซียนเป็นตลาดหรือไม่?”
ลั่วเหอกอดอกและตั้งใจฟังสิ่งที่ผู้คุมกฎกล่าวออกมา
“ในทุก ๆ 10 ปี จะมีการสอบคัดเลือกศิษย์ฝ่ายนอก ก็คือพวกเจ้าที่มากันวันนี้ เพื่อให้ง่ายต่อการคัดกรอง ใครที่มีหยกแนะนำจากสำนักให้แยกไปด้านซ้าย คนที่ต้องการสอบให้แยกไปด้านขวา”
ผู้คนมากมายเดินไปด้านซ้าย มีเพียงไม่กี่คนที่เดินแยกมาด้านขวา คนเหล่านั้นที่น้อยนิดก็คือลั่วเหอ หยกขาวในมือของลั่วเหอเป็นสิ่งที่แสดงถึงการตอบแทนและการคัดเลือกจากศิษย์ในสำนักที่ออกไปทำภารกิจด้านนอกและพบผู้มีวาสนาเซียน
ผู้คุมกฎเดินมาหาลั่วเหอและจับแขนของลั่วเหอ เขาหลับตาลงก็พบว่าลั่วเหอมีเพียงรากวิญญาณระดับ 3 เท่านั้น ผู้คุมกฎถอนหายใจออกมาอย่างเบื่อหน่ายและมองลั่วเหออย่างเย็นชา
“เฮ้อ! เจ้าชื่ออะไร?”
ลั่วเหอคำนับผู้คุมกฎอย่างสุภาพ
“แซ่ลั่ว นามลั่วเหอขอรับ”
ผู้คุมกฎยื่นมือไปด้านหน้าลั่วเหอ ถุงมิติของผู้คุมกฎเปิดออก ได้มีป้ายเหล็กสลักเลข 859 แสดงถึงว่าลั่วเหอเป็นศิษย์คนที่ 859 ของสำนักศึกษาชี้ฟ้า ด้านหลังของผู้คุมกฎได้สลักชื่อลั่วเหอเอาไว้ และได้มอบถุงมิติให้กับลั่วเหอ ผู้คุมกฎกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่เรียบเฉย
“ในนี้มียากลั่นปราณ 1 เม็ด และศิลาวิญญาณ 25 ก้อน และ 1 อาทิตย์เจ้าสามารถเข้าถ้ำฝึกปราณได้เพียง 1 ครั้ง อย่าทำให้สำนักผิดหวัง”
ผู้คุมกฎเดินไปหาชายผมดำยาวหน้าตาหล่อเหลา ใส่เสื้อน้ำตาลเปิดอก ทำให้เห็นกล้ามเนื้อส่วนอกที่แข็งแรง ใบหน้าของชายผู้นี้ดูสดใสร่าเริงอย่างมาก ดวงตาสีฟ้าของเขาช่างโดดเด่นและงดงาม ผู้คุมกฎเมื่อจับแขนของชายผู้นี้เพื่อตรวจรากวิญญาณ ก็ส่ายหัวและถอนหายใจออกมาอย่างเบื่อหน่ายอีกครั้ง
“รากวิญญาณระดับ 3 อีกคน เฮ้อ!…เจ้าชื่ออะไร?”
ชายคนนั้นคำนับด้วยรอยยิ้ม
“ผู้อาวุโส ข้าน้อยแซ่หลิน นามหลินเทียนขอรับ!”
ผู้คุมกฎพยักหน้าเข้าใจและมอบป้ายเหล็กกับถุงมิติที่ดูเก่าให้กับหลินเทียน ก่อนเดินจากไปอย่างรวดเร็ว หลินเทียนได้คำนับผู้คุมกฎและมองไปที่อีกคนที่ผู้คุมกฎกำลังเดินไปหา เป็นหญิงสาวที่งดงาม ผมสีดำยาว สวมใส่อาภรณ์ขาวที่ดูหรูหรางดงาม
“เจ้าแบมือซ้ายและยื่นออกมา”
“เข้าใจแล้ว!”
นางทำตามที่ผู้คุมกฎกล่าว เขายื่นมือซ้ายห่างจากมือของนางไม่มาก ผู้คุมกฎตาเบิกกว้าง เพราะรากวิญญาณของแม่นางผู้นี้คือรากวิญญาณระดับ 5 ซึ่งเป็นรากวิญญาณที่มีโอกาสเติบโตสูง ทำให้ผู้คุมกฎดีใจอย่างมาก ปรากฏรอยยิ้มออกมาและกล่าวด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลและจริงใจ
“ไม่ทราบว่าเจ้าชื่ออะไร?”
นางตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่เรียบเฉย
“ข้าแซ่ไป๋ นามไป๋อวิ๋น”
ลั่วเหอขมวดคิ้ว เพราะสงสัยในแซ่ของนาง ลั่วเหอมองตาไม่กะพริบและคิดในใจ
“แซ่ไป๋อีกแล้ว แถมยังรากวิญญาณระดับ 5 แต่น่าแปลก ทำไมจึงเลือกสำนักนี้….”
สิ่งที่ลั่วเหอสงสัย เป็นสิ่งที่ผู้คุมกฎก็สงสัยเช่นกัน เขามองไปที่ไป๋อวิ๋นและกล่าวออกมา
“ข้าขอถาม เจ้าเกี่ยวข้องกับตระกูลนักบำเพ็ญแซ่ไป๋หรือไม่?”
“ไม่…”
สิ้นสุดคำนั้น ผู้คุมกฎได้มอบป้ายเหล็กที่ด้านหลังสลักคำว่า “ไป๋อวิ๋น” และถุงมิติที่ดูสลักงดงามและสะอาดอย่างมาก ด้านในมีรากโสม 200 ปี ยากลั่นปราณ 10 เม็ด และป้ายปริศนาสีแดง ผู้คุมกฎยิ้มและกล่าวออกมาพร้อมควบคุมป้ายสีแดงลอยขึ้น
“นี่คือป้ายถ้ำฝึกปราณพิเศษ เจ้าสามารถใช้เมื่อใดก็ได้ เพียงชูป้ายนี้เพื่อยืนยัน และรากโสม 200 ปี ที่เก็บพลังฟ้าดินมานาน จะช่วยเร่งการบำเพ็ญของเจ้าสองเท่า”
ไป๋อวิ๋นพยักหน้าเข้าใจ และผู้คุมกฎได้หันไปหาลั่วเหอกับหลินเทียน เขาตะโกนออกมา
“พวกเจ้าทั้งสามคนนับว่าเป็นศิษย์ฝ่ายนอกอย่างเป็นทางการ รออยู่ตรงนี้ อีกไม่นานจะมีศิษย์พี่มารับพวกเจ้า!”
ทั้งสามคำนับผู้คุมกฎและกล่าวออกมาพร้อมกัน
“ขอรับ!”
ระหว่างที่ลั่วเหอกำลังยืนมองป้ายเหล็กของตนและกำลังคิดเรื่องถ้ำฝึกปราณ หลินเทียนได้เดินมาอยู่ข้างแขนซ้ายของลั่วเหอโดยที่ลั่วเหอไม่รู้ตัว หลินเทียนมองไป๋อวิ๋นก็ยิ้มออกมา จากนั้นหันไปหาลั่วเหอ
“นี่ เจ้าลั่วเหอสินะ”
“ใช่ ท่านคือหลินเทียน”
หลินเทียนเดินมาใกล้ลั่วเหอและส่งสายตาให้ลั่วเหอมองไปที่ไป๋อวิ๋น
“ถูกต้อง! ดูนั่นสิ สาวงาม ไม่ผิดหวังเลยที่ข้าเลือกสำนักศึกษาชี้ฟ้า เห้อ!…นี่เจ้าไม่ต้องเสียใจไป ใบหน้าของเจ้าต้องมีทางรักษาเป็นแน่”
ลั่วเหอมึนงงกับสิ่งที่หลินเทียนกล่าวออกมา
“ใบหน้าของข้า?”
หลินเทียนทำหน้าเศร้าและลูบหลังลั่วเหอ ทำให้ลั่วเหอเดินไปข้างหน้าเพื่อไม่ให้หลินเทียนสามารถลูบหลังได้ หลินเทียนยิ้มและกล่าว
“ที่เจ้าต้องสวมหมวก ก็เพื่อปิดบังใบหน้าที่เสียโฉมของเจ้า ข้าเข้าใจ”
ลั่วเหอส่ายหัวและคิดในใจ
“เพิ่งเข้าสำนักเซียนเพียงไม่นาน ก็พบคนแปลกเช่นนี้แล้ว…ช่างเถอะ ถึงอย่างไรตอนนี้ก็ไม่มีเหตุจำเป็นต้องปิดบังตัวตน”
“ท่านเข้าใจผิดแล้ว ข้าเพียงบังแดดเท่านั้น!”
ลั่วเหอถอดหมวกออก ใบหน้าที่งดงามราวเทพเซียนที่ถูกจารึกในตำนานเซียนของชาวบ้าน ทำให้หลินเทียนตาค้างทันที ราวกับถูกมนต์สะกดไว้ หลินเทียนเดินถอยหลังทีละก้าวและชี้ไปที่หน้าของลั่วเหอ
“นี่…นี่…นี่เจ้าเป็นผู้หญิงงั้นหรือ? เหตุใดเสียงไม่ใช่…นี่มันอะไรกัน ข้ามองผิดหรือ?”
หลินเทียนผู้นี้สามารถทำลายกำแพงสีหน้าของลั่วเหอได้ ลั่วเหอแสดงสีหน้าที่เบื่อหน่าย ช่างน่าแปลก เพราะทั้งคู่เพิ่งเจอกันไม่นาน แต่หลินเทียนกลับมีบางอย่างที่สามารถทำให้ลั่วเหอรู้สึกหนักใจได้ ทำให้ลั่วเหอส่ายหัวและคิดในใจ
“คนผู้นี้แปลกจริง ๆ….”