มรดกมารสวรรค์ - บทที่42 เรือนส่องดารา
พื้นที่ลับอันเงียบสงบของสำนักศึกษาชี้ฟ้านั้นเป็นพื้นที่ป่าไม้สูงใหญ่อันเงียบสงบ อาจเป็นเพราะค่ายกลเก็บเสียงที่ถูกสร้างขึ้น อีกทั้งพื้นที่ลับอันเงียบสงบนี้นั้นเป็นส่วนที่มีสัตว์อสูรระดับสูงถึงระดับจักรพรรดิอาศัยอยู่ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์อสูรระดับไหน ต่างไม่กล้าเข้าเรือนไม้แห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่กลางค่ายกลเก็บเสียง
เรือนไม้ที่ดูสร้างอย่างประณีต คุณภาพของไม้ก็ยังเป็นระดับสูง ด้านหน้าเรือนไม้มีบ่อเลี้ยงปลาขนาดใหญ่ ปลาจิ๋วแหวกว่ายทั้งบ่อล้วนมีพลังลึกลับ ไม่ใช่เพียงบ่อน้ำ ยังเป็นทั้งเรือนไม้ที่พลังลึกลับออร่าศักดิ์สิทธิ์ที่แข็งแกร่ง
เรือนส่องดารา
ห้องพักด้านใน
เตียงไม้ธรรมดา มุมซ้ายของห้องมีช่องประตูที่ไร้ประตู ลมเบา ๆ พัดเข้ามาทำให้ชายหนุ่มบนเตียงไม้ตื่นขึ้นมา เขานั้นก็คือลั่วเหอ เขานั้นมองซ้ายมองขวา และมองเสื้อผ้าของตนที่ถูกเปลี่ยนเป็นชุดขาว ด้านหน้าของเขามีผ้าคลุมฟ้าอ่อนของสำนักเขาแขวนไว้กับไม้ยาว
ลั่วเหอคิ้วขมวดและจับไปที่ข้างเอว ก็พบว่าถุงมิติของเขายังอยู่ ลั่วเหอหลับตาตั้งสติ สาดส่องของในถุงมิติ เมื่อของอยู่ครบ เขานั้นได้เรียกมีดบินระดับ 2 มาไว้ที่มือขวา เขานั้นกำไว้แน่นและลุกออกจากเตียงไม้
“นี่คือที่ไหนกัน?”
เสียงของชายชราดังขึ้นก้องไปทั่วเรือนไม้
“ที่นี่คือเรือนส่องดารา เจ้าตื่นเร็วกว่าที่ข้าคิดไว้เสียอีก”
ลั่วเหอควบคุมมีดบินให้ลอยขึ้น ปราณสีม่วงปรากฏที่มีดบินและรอบตัวของเขา แต่สักพักลั่วเหอก็รู้สึกเหมือนมีอะไรกดทับที่หัวของเขา มีดบินตกลงพื้น ลั่วเหอจับหัวของตนเองด้วยสีหน้าที่ทรมาน
“ทำไมข้าปวดหัวเช่นนี้…ท่านทำอะไรข้า!”
ลั่วเหอสัมผัสได้ถึงพลังภายในที่เปลี่ยนไป เป็นพลังที่คุ้นเคยแต่ดูแล้วดูจะมากกว่าเมื่อก่อนหลายเท่า กลางหน้าผากปรากฏตรามารสวรรค์ออกมา จากดวงตาของลั่วเหอล้วนมีปราณสีแดงปกคลุม พลังปราณในกายลั่วเหอราวกับจะระเบิดออกมา
เมิ่งอู๋ได้รีบวิ่งเข้ามาหาลั่วเหอ และใช้ดัชนีสองนิ้วรวมปราณจิ้มไปที่หน้าผากของลั่วเหอ เขานั้นได้เริ่มสติ ลั่วเหอพยายามพยุงร่างตนเองให้มั่นคง ลั่วเหอจับแขนของเมิ่งอู๋และมองไปที่เมิ่งอู๋ด้วยสายตาที่เป็นปกติ
“ท่านคือใคร ที่นี่ที่ไหนงั้นรึ?”
เมิ่งอู๋ปลดปล่อยรัศมีพลังที่มีมากมาย ทำให้ลั่วเหอปล่อยมือ ลั่วเหอที่เริ่มได้สติดีก็รู้ทันทีว่าคนตรงหน้ามีตบะมากกว่าเหล่าอาจารย์หรือผู้อาวุโสที่พบเจอก่อนหน้านี้หลายเท่า ลั่วเหอก็พอได้ยินมาอยู่บ้าง เรื่องของผู้อาวุโสที่ซ่อนเร้นในสถานที่ลับของสำนักอันเงียบสงบ
“ท่านคือรองเจ้าสำนัก ผู้อาวุโสเมิ่งอู๋ ใช่หรือไม่?”
เมิ่งอู๋ยิ้มและโยนตำราเซียนให้กับลั่วเหอ
“เป็นเด็กที่ฉลาดจริง ๆ ถูกต้อง ข้าคือผู้อาวุโสเมิ่งอู๋อย่างที่เจ้าเรียก นี่คือตำราเซียนบันทึกเรื่องราวของผู้บำเพ็ญเซียน”
ลั่วเหอคำนับขอบคุณเมิ่งอู๋ ลั่วเหอมองตำราเซียนเพียงครู่ก็หันมาหาเมิ่งอู๋ แต่ก็ไม่พบแล้ว ลั่วเหอหันซ้ายขวาก็ไม่พบใคร ลั่วเหอจับตำราเซียนมาไว้ตรงหน้าของตนเองและคิดในใจ
“การที่ผู้อาวุโสเมิ่งอู๋ช่วยเหลือเราก็ชัดเจน ก่อนหน้านี้ไม่ใช่ความฝัน เผ่าเทพ เผ่าเทวะ และเผ่าอื่น ๆ อาวุธระดับ 9 ช่างมากเหลือเกิน”
ลั่วเหอนั่งลงรวบรวมพลังลมปราณเพื่อบำเพ็ญเซียน และใช้พลังปราณควบคุมตำราเซียนให้ลอยขึ้น ลั่วเหอเริ่มอ่านไปทีละหน้า ตอนนี้ร่างกายของลั่วเหอเปลี่ยนไปแล้ว การบำเพ็ญดีขึ้นกว่าแต่ก่อนหนึ่งเท่า แต่สำหรับลั่วเหอนับว่าเป็นเรื่องที่ดีอย่างมาก
ลั่วเหอสะดุดตากับของสิ่งหนึ่ง จึงควบคุมตำราเซียนมาไว้ที่มือและอ่านอย่างละเอียด มันเป็นภาพแผนที่ของแดนไร้นิมิต ซึ่งเมื่อเปิดหน้าถัดไปก็เป็นสัตว์อสูรและยาสมุนไพร สถานที่ลับและพิเศษในแดนไร้นิมิต
“นี่คือแดนไร้นิมิตที่ศิษย์พี่พูดถึง สมุนไพรหลากหลาย สัตว์อสูรระดับสูงและระดับจักรพรรดิ นี่ไม่ใช่แดนสมบัติและของล้ำค่าเลยหรือ?”
ลั่วเหอเปิดอ่านจนหมดเล่ม ก็ไม่มีการบันทึกถึงเผ่าเทพแม้แต่น้อย มีเพียงเผ่าเซียนและเผ่าเทวะที่บันทึกไว้เท่านั้น
“เผ่าเทวะเก่งกาจการสร้างสมบัติและสร้างค่ายกล เผ่าเซียนบำเพ็ญรวดเร็ว มีรากวิญญาณสองต้นในหนึ่งร่าง”
เมื่ออ่านถึงจุดนี้ลั่วเหอตกใจไม่น้อย รากวิญญาณสองต้นในหนึ่งร่าง ความรวดเร็วในการบำเพ็ญเหนือเผ่าพันธุ์ทุกเผ่าพันธุ์ ลั่วเหอได้อ่านต่อไป
“เผ่าเซียนใกล้เคียงเทพมากที่สุด เพราะเผ่าเซียนบำเพ็ญเป็นเทพโดยตรง… มนุษย์บำเพ็ญเซียน แต่เซียนบำเพ็ญเป็นเทพ ข้าเข้าใจแล้วนี่คือความแตกต่างของเผ่าพันธุ์”
ลั่วเหอเขานั้นลุกขึ้นและเดินออกไปด้านนอก ก็พบกับพลังฟ้าดินที่มากมาย ลั่วเหอใช้วิชา (กลืนดารา) วิชานี้นั้นดูดกลืนพลังฟ้าดินสร้างมาเป็นมุกพลังสำหรับการบำเพ็ญ ลั่วเหอสร้างมาสามเม็ด จากนั้นลั่วเหอก็เริ่มดูดซับมันเข้าไปเพื่อบำเพ็ญเซียนอีกครั้ง ปราณสีม่วงปกคลุมรอบร่างกายของลั่วเหอ
เส้นลมปราณของลั่วเหอเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง เขานั้นสัมผัสได้ว่าตนเองใกล้ถึงจุดสิ้นสุดของระดับเปลี่ยนหายใจขั้นเริ่มต้นแล้ว ลั่วเหอลืมตาขึ้นมาดวงตาปกคลุมด้วยปราณสีแดง ไอแค้นกระจายไปทั่ว แต่รอบนี้นั้นแตกต่าง ลั่วเหอสามารถควบคุมตนเองและไม่ปวดหัวเหมือนแต่ก่อน
“จูยี่!” ลั่วเหอกล่าวเสร็จก็กระอักเลือดดำออกมา ลั่วเหอเขานั้นรู้สึกสบายอย่างมาก ลั่วเหอลุกขึ้นและกำมือแน่น จากนั้นต่อยไปด้านหน้าเกิดลมปราณที่แข็งแกร่งซัดใบไม้ร่วง ลั่วเหอเดินไปนั่งที่เรือนไม้และคิดในใจ
“จูยี่…นี่คือคนที่ท่านอาจารย์ต้องการสังหารสินะ เผ่าเทวะ จูยี่ผู้นี้ตบะระดับไหนกัน!”
เสียงชายชราดังขึ้นทำให้ลั่วเหอรีบเดินออกไปด้านนอก
“ลั่วเหอ!”
เมิ่งอู๋ลอยลงมาจากฟ้า โดยในมือของเขาถือกล่องไม้ที่ปิดอยู่มาด้วย ลั่วเหอได้คำนับผู้อาวุโสเมิ่งอู๋ด้วยความเคารพ เขานั้นเพียงยิ้มให้ จากนั้นก็โยนกล่องไม้ให้กับลั่วเหอ
“ข้าไม่รู้ว่าเจ้าคุยกับบรรพชนเรื่องใด แต่ไอชั่วร้าย ไอแค้นในกายเจ้า หากไม่กำจัดออกไปให้หมดสิ้น การบำเพ็ญที่เชื่องช้าของเจ้าก็จะช้าลงไปอีก”
“ศิษย์เข้าใจแล้ว ผู้อาวุโสเมิ่งอู๋นี่คืออะไรขอรับ?”
เมิ่งอู๋กระดิกนิ้ว พลังปราณเปิดกล่องไม้ขึ้น ด้านในนั้นเป็นยาสีน้ำตาล มันคือยากลั่นจิตระดับ 3 ลั่วเหอได้หันไปมองเมิ่งอู๋ เขานั้นกล่าว
“นี่คือยากลั่นจิตระดับ 3 สำหรับศิษย์ระดับต่ำเช่นเจ้ายากมากที่จะมี แม้แต่ศิษย์ระดับสูงยังมีในถุงมิติไม่เกิน 2 เม็ด เจ้าจงเก็บไว้ดี ๆ มันจะช่วยบรรเทาอาการปวดหัวได้ ไอแค้นในกายเจ้าไม่ได้อยู่ตลอดเวลา สักวันก็จะหายไปเอง ระหว่างนี้อย่าฝืนเลื่อนระดับเด็ดขาด!”
ลั่วเหอคำนับเมิ่งอู๋ จากนั้นกล่าว
“ศิษย์เข้าใจแล้วขอรับ”
“เจ้าก็อยู่ศึกษาตำราที่นี่ไปก่อน จนกว่าไอแค้นของเจ้าจะหมดไปซะเถอะ! นี่เอาไป!”
เมิ่งอู๋โยนแผนที่ของค่ายกลป่าแห่งนี้ให้กับลั่วเหอ เพื่อหลบเลี่ยงค่ายกลที่อันตรายและสัตว์อสูรระดับสูงถึงระดับจักรพรรดิ
“ศิษย์จะตั้งใจเรียนรู้ขอรับ!”
เมิ่งอู๋มองลั่วเหอซ้อนทับกับเด็กน้อยคนหนึ่งอายุราว 8 ขวบ สวมเสื้อสีดำ คำนับที่เดียวกันกับลั่วเหอ แตกต่างเพียงคนละคน และเด็กคนนั้นมีรอยยิ้มที่สดใสอย่างมาก เมิ่งอู๋หลุดยิ้มออกมาเพียงชั่วครู่ และปรากฏใบหน้าที่เศร้าอย่างมาก ลั่วเหอเพ่งมองการแสดงใบหน้าที่แปลกประหลาดของเมิ่งอู๋ เพราะเมื่อครู่เขานั้นยังยิ้มอยู่เลย
เมิ่งอู๋มองหน้าลั่วเหอและแตะไหล่ แววตาของเขาเป็นแววตาแห่งความคิดถึง เมิ่งอู๋อ้าปากกล่าวถาม
“ข้าจะไม่อยู่ 3 เดือน ระหว่างนี้ หากไอแค้นหายไปแล้ว ว่าง ๆ ก็มาดูแลเรือนนี้แทนข้าด้วย”
“ขอรับ ท่านอาจารย์”