มรดกมารสวรรค์ - บทที่52 สองปีสำนักศึกษาชี้ฟ้า
สำนักศึกษาชี้ฟ้า
เรือนส่องดารา
(2 ปีต่อมา)
ชายรูปร่างผอมบาง ตัวสูง สวมใส่อาภรณ์ขาว ผ้าคลุมฟ้าอ่อน ผมดำยาว ดวงตาเรียบเฉย แววตานั้นและท่าทางดูเรียบร้อย ดูสะอาดตาไปหมด แม้แต่ท่าทางการนั่งยังดูเรียบร้อย ลั่วเหอในวัย 18 ปี เขานั้นกำลังอ่านตำราเซียนเรื่องค่ายกลเวทย์ร้อยอักษร
ลั่วเหอตั้งดัชนีสองนิ้วและใช้พลังปราณเขียนอักษรเวทย์บนอากาศ อักษรเวทย์สีม่วงปรากฏและแตกสลายไปในทันที ลั่วเหอถอนหายใจ
“เห่อ…สองปีแล้ว ข้าก็ยังไม่สามารถก่อร่างอักษรเวทย์ได้นานเกิน 2 ลมหายใจ วิชาตราประทับสัตว์ร้ายคงหมดหวังแล้ว”
ตอนนี้นั้นลั่วเหอได้ศึกษาตำราเซียนหลายแขนงมากมาย เล่าเรียนหลายเรื่อง แต่เขานั้นก็ยังไม่สามารถทำตามได้สักอย่าง ในหนึ่งปีนอกจากจำอักษรเวทย์สำหรับเขียนยันต์ได้ทั้งหมด ลั่วเหอยังสามารถพัฒนาวิชาทำนองคลื่นพยักฆ์ให้แข็งแกร่งกว่าเดิม
“อาวุธเซียนแม้มี 10 ระดับ แต่ยังมีจำพวกของวิเศษที่ไม่อาจนับเป็นอาวุธเซียน ความสามารถแตกต่าง เป็นของวิเศษที่ฝืนกฏธรรมชาติมากมายเช่นเดียวกับถุงมิติ”
ลั่วเหอจ้องไปที่ใบไม้ที่กำลังล่วงลง แววตาของลั่วเหอจ้องใบไม้ด้วยความมุ่งมั่น ทำให้ไอแค้นของลั่วเหอปรากฏออกมา เขานั้นไม่อาจลืมความแค้นหมื่นปีที่ฝังรากลึกในสายเลือดมารสวรรค์ได้ แต่เขาก็เปลี่ยนไอแค้นนั้นเป็นจิตสังหารที่หลอมรวมความแค้นของลั่วเหอและความแค้นผ่านสายเลือดมารสวรรค์เผ่าเทวะจูยี่
(รัศมีไอสังหาร)
ใบไม้นั้นร่วงลงพื้นเพียงเสี้ยววินาที มันถูกไอสังหารแช่แข็งและระเบิดออกเป็นเสี่ยง ๆ ลั่วเหอจับหัวของตนเอง ใบหน้าของลั่วเหอซีดเซียว เขานั้นยังไม่สามารถควบคุมจิตสังหารและจิตไอแค้นสองจิตพร้อมกันได้อย่างสมบูรณ์ แม้ความแค้นทั้งสองจะมาจากห้วงจิตในตัวของลั่วเหอก็ตาม
ลั่วเหอมองมือตนเองและนึกถึงผู้คนที่เคยสังหารเพียงหยิบมือ ทำให้ลั่วเหอเข้าใจดีว่า ผู้คนที่เขาสังหารยังไม่อาจเทียบเท่าความแค้นของเผ่ามารสวรรค์ได้ หากต้องการเข้าใจวิชาอย่างแท้จริงต้องฆ่ามากขึ้น
ปราณสีฟ้าได้ก่อร่างเป็นเส้นใยพุ่งเข้าไปวนรอบศีรษะของลั่วเหอ เส้นใยปราณสีฟ้านั้นช่วยบรรเทาอาการปวดหัวของลั่วเหอได้ เสียงของเมิ่งอู๋ดังขึ้น
“เด็กน้อย เจ้าอย่าได้ฝืนใช้มันโดยไม่จำเป็นอีก ถึงอย่างไรมันก็เป็นวิชาชั่วร้าย…”
ลั่วเหอคำนับเมิ่งอู๋
“ท่านอาจารย์ ท่านกลับมาแล้ว…แม้ท่านจะให้ข้าร่ำเรียนวิชาค่ายกลสร้างยันต์ แม้แต่วิชาตราประทับสัตว์ร้าย ศิษย์ก็ไม่อาจบรรลุสักอย่าง ศิษย์โง่เขลาเสียจริง”
เมิ่งอู๋ส่ายหัว ไม่ตอบสิ่งที่ลั่วเหอกล่าว เขานั้นเพียงโยนยารูปร่างกลมสีน้ำตาลให้ลั่วเหอ
“อย่าได้ใส่ใจ ครั้งก่อนอาจารย์ตรวจเส้นปราณในกายของเจ้า เจ้าใกล้เลื่อนขั้นตบะแล้ว เอานี่ไป มันคือยาระดับ 2 ช่วยลดภาระร่างกายเมื่อเจ้าจะเลื่อนระดับการบำเพ็ญเซียน”
ลั่วเหอรีบเก็บเข้าถุงมิติและคำนับเมิ่งอู๋ด้วยสีหน้าที่เรียบเฉย แต่ในใจดีใจอย่างมาก
“ขอบคุณขอรับ ท่านอาจารย์”
ลั่วเหอก้มหัวและคิดในใจ
“ด้วยยาระดับ 2 ที่ท่านอาจารย์มอบให้ครั้งนี้ ต้องสำเร็จเป็นแน่!”
ลั่วเหอที่คิดได้ดังนั้น เขาแตะถุงมิติของตนและหยิบหมวกมาสวมปิดบังตัวตน ซึ่งทุกครั้งที่ลั่วเหอออกไปด้านนอกเขาก็จะทำเช่นนี้ เพื่อไม่ให้ใครรู้ตัวตนของเขา เพราะตลอด 2 ปี ลั่วเหอไม่สามารถกำจัดไอแค้นได้หมด บางครั้งก็จะมีหลุดรอดออกมา
ทำให้การบำเพ็ญเซียนของลั่วเหอที่เชื่องช้าอยู่แล้วนั้นเชื่องช้าไปอีกหลายขั้น ลั่วเหอมองไปที่เมิ่งอู๋และคำนับเมิ่งอู๋ด้วยความเคารพอย่างมาก
“ศิษย์ขอตัวลา ขอบคุณท่านอาจารย์ที่สั่งสอน...ศิษย์จะกลับมาเยี่ยมท่านอาจารย์อีกครั้ง ท่านอาจารย์ดูแลสุขภาพ”
“อืม…โชคดี”
“ขอบคุณขอรับ ท่านอาจารย์ ข้าจะรีบกลับมาช่วยท่านอาจารย์ดูแลเรือนนี้ขอรับ”
เมิ่งอู๋ยิ้มและหัวเราะออกมาอย่างเบา ๆ
“รีบไปได้แล้ว”
ลั่วเหอพยักหน้า หันหลังเดินจากไป ทำให้เมิ่งอู๋นั้นยิ้มออกมาและเริ่มระลึกถึงเรื่องเก่า ๆ ของลั่วเหอและตัวของเขาเอง แม้จะไม่ได้อยู่ด้วยกัน 2 ปีเต็มตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ตัวเขานั้นก็ได้เอ็นดูลั่วเหอไปแล้ว เสียงของลั่วเหอดังขึ้น
“ท่านอาจารย์ ข้าชงชามาให้ท่าน...แม้รสชาติอาจสู้ท่านไม่ได้ก็ตาม”
เมิ่งอู๋หันไปมองที่มาของเสียง ก็พบลั่วเหอที่กำลังรินชาที่เขานั้นชงเองให้กับเมิ่งอู๋ แต่มันก็แค่ภาพฝันชั่วครู่ของเมิ่งอู๋เท่านั้น ลั่วเหอได้จางหายไป เมิ่งอู๋หัวเราะออกมา เมิ่งอู๋มองไปที่มือของตนและกำแน่น คลื่นพลังปราณกระจายตัวไปทั่วทิศ พลังนั้นทรงพลังอย่างมาก
(เมิ่งอู๋ – อายุ 2761 ปี)
(เมิ่งอู๋ – ระดับสยบฟ้าขั้นกลาง ใกล้บรรลุ)
“น่าเสียดาย แต่ถึงเวลาที่ต้องจากกันแล้ว”
……….
หอพักศิษย์ใหม่
ลั่วเหอเดินแบกสัมภาระมาที่นี่อีกครั้ง แม้ตัวเขาจะไม่ใช่ศิษย์ใหม่ก็ตาม แต่ระดับการบำเพ็ญของลั่วเหอนั้นถือว่าต่ำอย่างมากเมื่อเทียบกับผู้บำเพ็ญทั่วไป ลั่วเหอสวมอาภรณ์สีขาว เสื้อคลุมสีฟ้าอ่อน ซึ่งเป็นชุดแรกที่ลั่วเหอนั้นเข้าสำนัก เดินไปลั่วเหอก็เดินวนไปหนึ่งรอบเพราะไม่คุ้นเคยที่พักนี้แม้แต่น้อย
ห้องพักที่เป็นถ้ำตอนนี้ถูกแทนด้วยหอพักศิษย์ที่ทำมาจากไม้ขนาดใหญ่โตอย่างมาก แต่ว่าด้านหน้านั้นมีคนเก็บเงินค่าที่พัก ลั่วเหอกล่าวออกมา
“หนึ่งปีที่ไม่ได้ออกมาจากเรือน นึกไม่ถึงสำนักจะพัฒนาขึ้นขนาดนี้ หอพักต้องจ่ายเงินแล้ว”
ลั่วเหอเดินไปที่ศิษย์ที่นั่งรอเก็บเงินค่าที่พัก เขานั้นเดินไปเคาะโต๊ะและมองหน้าศิษย์คนนั้นที่กำลังนั่งอยู่ ทั้งคู่มองหน้ากัน ศิษย์เก็บเงินนั้นเพ่งมองลั่วเหอ เพราะเขาใส่หมวกผ้าขาวปิดบังใบหน้าดูเด่นอย่างมาก
“หน้าตาคงอัปลักษณ์สินะ ที่พักมีสามระดับ ระดับแรกธรรมดา 5 ก้อน ระดับสองธรรมดามีโต๊ะ 10 ก้อน ระดับสามธรรมดามีทุกอย่างที่ห้องพักควรมี 15 ก้อน”
ศิษย์เก็บเงินมองไปเห็นจี้หยกที่ข้างเอวและตาเบิกกว้าง ศิษย์คนนี้เดินออกไปส่องจี้หยกอย่างรวดเร็ว “โห้!…นี่มันหยกชั้นดีเลย แต่ว่านะศิษย์น้อง ที่พักนั้นไม่รับเงินหรอกนะ รับเพียงศิลาวิญญาณ”
ลั่วเหอคำนับขอบคุณและหันหลังเดินจากไป ลั่วเหอคิดในใจ “ช่างเถอะ! เรื่องห้องพักเอาไว้ทีหลัง ตอนนี้ต้องรีบทะลวงตบะขั้นต่อไป…”
ศิษย์ร่างกายกำยำ ใบหน้ายิ้มแย้ม จ้องมองลั่วเหอ ชายคนนั้นยืนพิงต้นไม้และจ้องมองลั่วเหอตาไม่กะพริบ และอีกสามคนก็ยืนพิงต้นไม้จ้องมองลั่วเหอเช่นกัน ลั่วเหอไม่ได้สนใจ กำลังจะเดินผ่านไป แต่ก็ถูกทั้งสามคนมายืนขวางทางไว้ และเดินวนดูรอบ ๆ ตัวของลั่วเหอ ตาของทั้งสามนั้นจ้องไปที่หยกขาวไม่กะพริบ
ชายที่ดูเป็นผู้นำกลุ่มกอดอกและกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่เข้มแข็ง “หยกสวยนี่ ศิษย์น้องสนใจแลกหยกนั้นกับศิลาวิญญาณสามก้อนหรือไม่? ดูเหมือนหยกนั้นจะเป็นของปลอม ข้าจะใจดีรับซื้อมันเอง”
ชายคนนั้นพุ่งมือจะคว้าหยกเอาไว้ แต่ลั่วเหอก็หลบอย่างรวดเร็วและคำนับทั้งสาม
“หยกนี่ข้าขายไม่ได้ ทั้งสามโปรดหลีกทาง…”
ทั้งสามขำออกมาและมองไปที่ลั่วเหอที่นิ่งเงียบ คนรอบ ๆ ก็เริ่มมุมดูสถานการณ์นี้ ต่างกล่าวกันไปมาเกี่ยวกับวีรกรรมของสามคนนี้ และที่ทำให้ลั่วเหอสนใจจนต้องหันไปฟัง
“ศิษย์น้อง เจ้ายอมเถอะ สามคนนี้เป็นคนของตานเจา เจ้าทำอะไรไม่ได้หรอก!”
“ใช่ ๆ ยอมเถอะ ศิษย์น้อง…ศิษย์พี่หลินเทียนดันไม่อยู่ในเวลานี้เห่อ!”
ทั้งสามเดินไปหาลั่วเหอช้า ๆ พร้อมปลดปล่อยรัศมีตบะระดับเปลี่ยนลมหายใจขั้นกลางข่มขู่ลั่วเหอ โดยผู้นำของทั้งสามคนปลดปล่อยรัศมีตบะระดับเปลี่ยนลมหายใจขั้นปลายออกมาข่มร่างกายของลั่วเหอ
ลั่วเหอยืนนิ่งในสมองของลั่วเหอคิดอะไรมากมาย “ฆ่าเลยดีไหม? แต่คนมากมายเช่นนี้หากทำไปก็มีคนรู้เห็นเยอะแยะ…เราจะลำบากเอา”
“ศิษย์น้อง เจ้าไม่ได้ยินหรือ? เอามาให้ข้าได้แล้ว”
“รากฐานดี เหตุใดต้องมาทำเรื่องไร้สาระเช่นนี้ น่าเสียดายวาสนาเซียนจริง ๆ”
ลูกน้องของคนที่ดูเป็นผู้นำเอาเสื้อขึ้นและรวบรวมพลังปราณจะซัดลั่วเหอ เขานั้นเดินไปจับไหล่ลั่วเหอและยื่นหน้าไปที่หมวกและกำจะใช้มืออีกข้างเปิดหมวกขึ้น
“เจ้าว่าอะไรนะ? เจ้าคนอัปลักษณ์!”
หมัดของลั่วเหอต่อยไปที่กลางท้องจนชายคนนั้นล้มลงไปอย่างง่ายดาย ลั่วเหอจ้องมองด้วยสายตาเย็นชา ลมพัดผ้าขาวปลิวเปิดภายใบหน้าครึ่งหนึ่งของลั่วเหอที่มีสายตาที่น่ากลัวอย่างมาก ลูกน้องอีกคนวิ่งเข้าไปใช้วิชาเซียนเสกบอลไฟโจมตี แต่บอลพวกนั้นกลับถูกแช่แข็งและระเบิดแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ
“ตาย!”
คำกล่าวเบา ๆ ของลั่วเหอนั้นทำเอาคนที่โจมตีด้วยบอลไฟชะงักไปชั่วครู่ สีหน้าของเขาดูเกรงกลัวลั่วเหอ ทำให้ผู้นำกลุ่มไม่พอใจ ได้แตะถุงมิติ เรียกค้อนหินอาวุธเซียนระดับ 2 ออกมา ค้อนหินกระแทกพื้น รัศมีพลังประทุระจายไปทั่วทิศ เขานั้นยกค้อนหินชี้หน้าลั่วเหอและหัวเราะออกมา
“ข้าจะสั่งสอนเด็กไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงอย่างเจ้าเอง เจ้าสองโจมตีอยู่ตรงนี้คอยช่วยข้า!”
“ขอรับหัวหน้า!”
ลั่วเหอจ้องมองด้วยสายตาเรียบเฉย “เจ้านี่คงเป็นลูกหลานของตระกูลนักบำเพ็ญเป็นแน่ ช่างเถอะ…ไม่สำคัญแล้ว”
ค้อนหินและบอลไฟพุ่งเข้าโจมตีลั่วเหอพร้อมกัน ลั่วเหอกระโดดลอยตัวเพื่อหลบทั้งสองการโจมตี ทำให้บอลไฟโจมตีค้อนหิน ทั้งสองคิ้วขมวดจึงเร่งความเร็วของค้อนหินให้บินเร็วขึ้นและเร่งเพิ่มจำนวนบอลไฟให้มากขึ้น ลั่วเหอกระโดดและกลิ้งหลบ ระหว่างกลิ้งหลบได้แตะถุงมิติเรียกกระบี่บินระดับ 2 ออกมาช่วยทำลายบอลไฟที่มากมายและโจมตีรอบทิศ
มีดบินพุ่งเข้าโจมตีคนที่เสกบอลไฟโจมตี แต่ผู้นำได้เรียกค้อนหินมาปกป้องได้ทัน “เจ้าสองระวังหน่อย” ผู้นำกลุ่มคิ้วขมวดและคิดในใจ “เจ้าเด็กนี่ฝีมือไม่ธรรมดา แถมยังมีอาวุธเซียนระดับ 2 เหมือนเราอีก น่ารำคาญจริง”
สายตาของผู้นำกลุ่มมองไปเห็นคนที่ถูกลั่วเหอซัดล้ม ส่งสายตาให้กับผู้นำ พวกเขาพยักหน้าตอบโต้สื่อสารกัน ผู้นำควบคุมค้อนหินบินโจมตีให้ลั่วเหอหลบไปที่ที่เขาต้องการ ลั่วเหอยิ้มมุมปากและโยนหินที่ถ่ายทอดพลังปราณ 10 หินโจมตีทั้งสอง แต่ก็ถูกบอลไฟทำลายอย่างง่ายดาย
“คิดว่าปาหินมันจะทำร้ายเราได้งั้นรึ…ฮ่า ๆ”
ลั่วเหอหลบมาถึงจุดที่ผู้นำต้องการ เขานั้นใช้หางตาขยับหัวมองด้านหลัง ชายคนแรกที่ลั่วเหอจัดการสวมกอดตัวลั่วเหอล็อคร่างของลั่วเหอเอาไว้ ชายคนนี้ใช้วิชาเซียนสั่นตัวเองจนทำให้ลั่วเหอมึนหัวด้วยแรงสั่นมหาศาล มันนั้นสั่นกระดูกทั้งร่างกายของลั่วเหอและตัวผู้ใช้วิชาเอง แต่คนใช้วิชากลับไม่เป็นสิ่งใดเลย
“หัวหน้าข้าจับมันได้แล้ว จัดการเลยขอรับ!”
“จะหักกระดูกส่วนไหนดีนะ? ฮ่า ๆ”
คนที่มุงดูก็ส่ายหัวเพราะไม่อยากเห็นภาพต่อไปที่ผู้นำคนนี้จะทำการหักกระดูก ลั่วเหอที่สลบไปชั่วครู่ เมื่อตั้งสติเขานั้นตั้งดัชนีสองนิ้วใช้วิชา (คืนสภาพ) คืนสภาพหินที่ถูกทำลาย เจ้าสองของกลุ่มที่ลดการป้องกันก็ถูกโจมตีเข้าเต็ม แขนของคนที่ล็อคลั่วเหอไว้เริ่มถูกไอเย็นกัดเซาะแขนทีละน้อย ชายคนนั้นปล่อยลั่วเหอ
“อ้า!…นี่มันอะไรกัน เจ้า ทำอะไรแขนของข้า”
“จะหักกระดูกส่วนไหนดี?”