มรดกมารสวรรค์ - บทที่58 หอหลอมกระบี่
เหล่าศิษย์ในสำนักทั้งศิษย์พี่และศิษย์น้องต่างพูดถึงการประลองยุทธ์ของทั้งสองกลุ่ม เรื่องนี้รู้ไปถึงเหล่าอาจารย์และผู้อาวุโสต่างๆ ในสำนัก การประลองครั้งนี้สำหรับศิษย์ที่อยู่ในตำหนักต่างๆ ทุกคนต่างมองว่าเป็นศึกการประลองของเหล่าผู้อ่อนแอ
แต่ในมุมมองของหลินเทียนและตานเจานี่ไม่ต่างกับกระบอกเสียงสำคัญในการสร้างฐานอำนาจและความแข็งแกร่ง ความเชื่อมั่นของเหล่าศิษย์ใหม่ที่จะเลือกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ว่าเรื่องนี้กลับโด่งดังอีกครั้งเมื่อมีหนึ่งชื่อเข้าร่วมนั่นคือ โม่อิง
เมืองสะพานชี้ฟ้า
ศาลาภารกิจสำนัก
ศาลาไม้ธรรมดาที่ด้านในมีชายชราคนหนึ่งกำลังนั่งนอนอยู่บนเก้าอี้ ชายชราคนนี้คืออาจารย์ในสำนัก เขานั้นหมดหนทางในการทะลวงขั้นก่อกำเนิดขั้นกลาง เขานั้นจึงเลือกที่จะมาทำหน้าที่ที่แห่งนี้
เพื่อป้องกันปัญหาที่จะทำให้ลั่วเหอลำบาก รอบนี้นั้นเขาถอดหมวกออกทำให้คนของตานเจาไม่สนใจเขา เพราะตอนนี้พวกของตานเจาต่างตามหาชายลึกลับที่หลังหมวกนั้นก็คือลั่วเหอ
เขานั้นสวมใส่อาภรณ์ขาวผ้าคลุมสีฟ้าอ่อนที่พลิ้วไหว ลั่วเหอเดินไปหาชายชราและคำนับ
“คำนับท่านอาจารย์”
ชายชราเงยหน้ามองจากนั้นพยักหน้าและชี้ไปที่ป้ายไม้ที่มีกระดาษภารกิจติดไปหมด
“เด็กน้อย… นั่น เจ้าอยากรับภารกิจอะไรก็ไปดูเองเถิด…”
“ศิษย์ไม่ได้มาทำภารกิจแต่อย่างใดแต่อยากมอบภารกิจ”
ชายชราเงยหน้ามองและหยีตามองลั่วเหอ เขานั้นยิ้มมุมปาก
“โห… เจ้ามีศิลาวิญญาณหรือ?”
ลั่วเหอวางถุงที่ใส่ศิลาวิญญาณเต็มถุง “ห้าสิบศิลาวิญญาณพอหรือไม่?”
ชายชราลุกขึ้นและเปิดถุง เขานั้นมองด้วยตาก็พยักหน้า ชายชราหันไปมองลั่วเหอและหยิบกระดาษที่เนื้อหยาบออกมา พร้อมกับยื่นพู่กันพร้อมหมึกให้กับลั่วเหอ
“เจ้าฝนหมึกเป็นใช่หรือไม่? ข้าจะรับห้าสิบหินวิญญาณไว้ เจ้าเขียนเสร็จก็เอาไปแปะที่ป้ายนั่นได้เลย”
“ศิษย์เข้าใจแล้ว ขอบคุณท่านอาจารย์” ลั่วเหอคำนับชายชราและเดินออกไปจากจุดนั้น และเริ่มเขียนข้อความในกระดาษใบนั้น
(ต้องการยาปรับลมปราณ 10 เม็ด ค่าตอบแทนศิลาวิญญาณ 50 ก้อน)
หลังจากที่ลั่วเหอไปแปะกระดาษภารกิจของตนเองและเดินออกจากร้านไป คนลึกลับคนหนึ่งสวมใส่ผ้าคลุมสวมหัวปิดบังตัวตนเดินเข้ามาและตรงไปที่ภารกิจของลั่วเหอ คนลึกลับเปิดผ้าคลุมหัวออกก็พบว่าเขานั้นคือตู๋อี๋หนิง
“ยาง่ายๆ เช่นนี้ตั้งราคาสูงจริงๆ”
นางนั้นหยิบภารกิจของลั่วเหอและคำนับชายชรา
“ท่านอาจารย์ข้ารับภารกิจนี้เจ้าค่ะ”
“ฮ่าๆ… คนรู้จักหรือ? ข้าเห็นเจ้ามองเจ้าหนูนั่นมานานแล้วตั้งแต่เริ่มเข้าร้าน… เฉวียนเฉวียนเป็นอย่างไรบ้าง”
ตู๋อี๋หนิงคำนับชายชรา “ข้าไม่ทราบเลยท่านอาจารย์ ออกไปทำภารกิจของสำนักตอนนี้ก็ยังไม่กลับ”
ชายชราหัวเราะเบาๆ และยิ้มออกมา จากนั้นเขาก็สะบัดมือออกไล่ตู๋อี๋หนิง
“ข้าไม่ถามแล้ว เจ้าไปเถอะ ฮ่าๆ”
“ข้าเข้าใจแล้ว ท่านอาจารย์ข้าขอลา”
ตู๋อี๋หนิงคำนับชายชราและหันหลังเดินออกจากร้านไป
………..
หอตำหนักหลอมกระบี่ (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
หอสูงสิบชั้นที่มีขนาดใหญ่โตแบ่งแยกตามความสามารถและตบะของคนในตำหนัก ชั้นแรกส่วนมากเป็นศิษย์ที่เพิ่งเข้าตำหนัก ชั้นสองถึงชั้นห้าเป็นศิษย์ที่สามารถสร้างหรือหลอมอาวุธที่แข็งแกร่งระดับ 1 ได้ ชั้นห้าถึงชั้นแปดล้วนเป็นศิษย์ที่สามารถหลอมอาวุธระดับ 2 ขึ้นไปได้ และชั้นเก้าเป็นชั้นที่อาจารย์เหยียนอยู่ เป็นชั้นของอัจฉริยะและนักบำเพ็ญระดับก่อกำเนิด
อาจารย์เหยียนที่กำลังเดินตรวจเหล็กที่เหล่าศิษย์ตีขึ้น เขานั้นมองไปชั้นบนชั้นที่สิบ นั่นคือชั้นที่เก็บของล้ำค่ามากที่สุดในสำนัก เป็นของวิเศษและอาวุธระดับ 3 ขึ้นไปล้วนอยู่ที่นั่น อีกทั้งยังมีตำราวิชาหลอมธาตุมากมายที่อาจารย์อ่านมา 100 ปีก็ไม่สามารถเข้าใจได้เกิน 6 หน้า นั่นคือตำราหลอมธาตุ ‘หลอมกฎสวรรค์’
อาจารย์เหยียนมองไปที่ชายคนหนึ่ง ใบหน้าราวกับคนอายุ 20 ปี ชายคนนี้กลิ่นอายล้วนมีแต่กลิ่นสมุนไพรกำลังนั่งหลับอยู่ โดยที่ในมือได้ถือกระบี่แดงที่แดงด้วยความร้อนจากบางอย่าง ร้อนจนสามารถละลายเหล็กได้ อาจารย์เหยียนเดินไปใกล้ๆ ชายคนนั้นลืมตาขึ้น ชายคนนั้นมองไปที่กระบี่ในมืออย่างตกใจ
(ถังเซ่อ – ระดับกลั่นลมปราณขั้นกลาง)
“นี่เสี่ยวเหยียน ทำไมไม่รีบปลุกข้า ข้าเกือบโดนความร้อนนี้ฆ่าตายแล้ว เจ้านี่นะ!”
อาจารย์เหยียนมองและส่ายหัว
“เจ้าฝึกวิชากายทองคำ ความร้อนแค่นี้ฆ่าเจ้าไม่ได้ มากสุดแค่มีแผลเท่านั้น”
ถังเซ่อทำหน้าไม่พอใจและทำหน้าขู่อาจารย์เหยียน หน้าของเขาเหมือนสุนัขที่กำลังขู่เหยื่อไม่มีผิด ถังเซ่อตั้งดัชนีสองนิ้วและชี้ไปที่กระบี่ที่ร้อนระอุ ทันใดนั้นก็เกิดความเย็นแช่แข็งกระบี่นั้น
“ว่าแต่เจ้ามีอะไร? 4 ปีมานี้เจ้าไม่แม้แต่มาเหยียบที่นี่สักครั้ง มัวแต่ขี่กระบี่ตามผู้หญิง”
อาจารย์เหยียนมองด้วยสายตาไม่พอใจ คลื่นรัศมีพลังปราณซัดร่างถังเซ่อ แต่ว่าทันใดนั้นสร้อยคอสีทองที่ถังเซ่อใส่เกิดส่องแสงสร้างม่านสีทองป้องกัน
“หรือไม่จริง! เจ้าปล่อยให้ข้าเฝ้าศิษย์รุ่นใหม่พวกนี้”
“เฮ้อ… เสี่ยวเซ่อข้าขอโทษ… ข้ากลับมาครั้งนี้เพื่อข้ามขีดจำกัดของตนเองก็เท่านั้น”
ถังเซ่อยิ้มมุมปากและมองอาจารย์เหยียนด้วยสายตาที่เจ้าเล่ห์ ถังเซ่อแตะถุงมิติหยิบต้นผักกาดเอาออกมากินหนึ่งคำ
“เสี่ยวเหยียนเจ้าอย่าโกรธข้าเลยนะ! เจ้าน่ะควรยอมรับความจริง ทุกคนต่างรู้ว่าเจ้าฝืนฝึกเรียนวิชาจนตบะลดลงแต่ว่าจริงเพียงครึ่งเดียว เจ้านะไม่สามารถประคองระดับก่อกำเนิดขั้นกลางได้ ชีวิตเจ้าถูกกำหนดให้อยู่ได้เพียงระดับก่อกำเนิดขั้นเริ่มต้น”
อาจารย์เหยียนถอนหายใจด้วยความผิดหวัง
“เสี่ยวเซ่อเจ้ายอมรับระดับตบะของตนเองจริงหรือ? เจ้าเข้าออกตำหนักโอสถทุกวันเพราะอะไรกัน เจ้าก็มีหวัง เจ้าสัมผัสได้ถึงจุดสูงสุดของร่างกายที่พร้อมก้าวไปอีกก้าว… ข้าทนยอมรับมาหลายปีแล้วแต่สิ่งที่ข้าเห็นคือความอ่อนแอของตัวข้าเองที่ไม่อาจปกป้องหรือช่วยเหลือคนที่ข้าอยากปกป้อง”
“เฮ้อ… เจ้าพูดขนาดนี้ข้าห้ามเจ้าข้าคงเป็นคนไร้หัวใจเกินไป แต่ว่าเจ้าควรรู้ไว้คนที่ฝืนชะตาสวรรค์ล้วนมีจุดจบเช่นไร นั่นคือหมดเส้นทางให้ย้อนกลับ”
ถังเซ่อจับไหล่ของเหยียนเฉาและยิ้มออกมา
“ดูแลตนเองด้วย!”
เหยียนเฉาพยักหน้าและเดินมุ่งหน้าไปที่ชั้นที่สิบ ถังเซ่อยิ้มและแตะไปที่ถุงมิติเรียกดาบใหญ่ออกมา ลักษณะของมันเป็นดาบที่ใหญ่โตดูเหมือนไม่มีจุดคม เป็นเหมือนแท่นไม้ที่ถูกผ่ามาอย่างหนา แต่ว่าดาบนี้ไม่ธรรมดาเพราะเป็นดาบใหญ่ที่หนักหมื่นชั่ง!
“เฮ้อ… ไม่ได้ออกจากชั้นเก้ากี่สิบปีแล้วนะ เหยียนเฉาถ้าเจ้าไม่พัฒนาข้าจะตามมาตีเจ้าซะ”
เหยียนเฉาเข้าไปชั้นสิบ ด้านนั้นราวกับอยู่คนละสถานที่ รอบด้านนั้นเป็นเหมือนท้องฟ้าที่ใต้เท้าเป็นพื้นเมฆสีทองอ่อน ของวิเศษมากมายลอยอยู่บนอากาศแต่เหยียนเฉาไม่สนใจ มุ่งหน้าไปที่ใจกลางมันคือตำราที่เหยียนเฉาอ่านได้เพียง 5 หน้า เหยียนเฉานั่งสมาธิตำราเปิดไปวรรคที่ 6 อักษรมากมายเข้าไปที่จิตของเหยียนเฉา เขานั้นคิดในใจ
“เสี่ยวซูรอข้าก่อนนะ ข้าจะไปช่วยเจ้าแน่นอน!”
คนลึกลับสวมใส่ผ้าคลุมดำ เขานั้นก้าวเข้ามาที่ชั้นสิบ คนลึกลับผู้นี้ตบะไม่อาจหยั่งรู้ คนลึกลับตั้งดัชนีสองนิ้วที่มือข้างซ้ายสร้างค่ายกลบางอย่าง ของวิเศษทั้งหมดในชั้นสิบมาบินวนรอบตัวของคนลึกลับ เขานั้นเอื้อมมือไปด้านหน้าของวิเศษทั้งหมดหยุดลง เขานั้นหยิบกำไลสีน้ำตาลมาไว้ที่มือ ของวิเศษทั้งหมดบินกลับที่เดิม
จากนั้นคนลึกลับได้หยิบกำไลที่มีลักษณะเหมือนกัน เพียงแค่มีรัศมีพลังระดับสยบฟ้าที่ปลดปล่อยออกมาอย่างชัดเจน แต่กำไลวิเศษไม่มีออร่าหรือรัศมีใดๆ
(ของวิเศษ – กำไลแปรวิถี)
“ศิษย์พี่ข้าขอฝืนกฎสำนักสักครั้ง เด็กคนนี้อนาคตมิอาจหยั่งรู้!”
คนลึกลับคนนั้นได้หายไป ที่หอหมื่นคัมภีร์ตำราบันทึกของวิเศษสำนักได้เปิดไปที่กำไลแปรวิถี
(กำไลแปรวิถี รูปลักษณะเป็นกำไลลูกปัดสีน้ำตาล ความสามารถสร้างค่ายกลเพียงนึกคิด อานุภาพของค่ายกลเกี่ยวกับพลังวิญญาณของผู้ใช้)