มรดกมารสวรรค์ - บทที่57 กลุ่มของหลินเทียน
เรือนอาจารย์ซู
ศาลาด้านใน
ชายทั้งสองกำลังนั่งคุยเรื่องราวที่โต๊ะ ด้านหน้าพวกเขานั้นมีถ้วยชาและกระดานหมากขาวดำ ทั้งคู่ไม่ได้แตะต้องเพราะหมากนั้นกำลังเดินไว้มานานแล้ว เป็นหมากของอาจารย์เหยียนและอาจารย์ซูที่เดินทิ้งไว้ก่อนหน้านี้
หลินเทียนใช้พลังเซียนควบคุมกาน้ำชาลอยขึ้นและรินชาร้อนให้กับโม่อิง ทั้งคู่มองหน้ากัน หลินเทียนถอนหายใจ โม่อิงก็ยิ้มมุมปาก โม่อิงจิบชาและชี้ไปที่หลินเทียน
“ไม่พบกันนาน ดูเหมือนเราจะสลับบุคลิกกันหรือไม่? ครั้งนั้นท่านอาจารย์รับเจ้ามารักษาที่เรือนเพราะบำเพ็ญผิดพลาด ตอนนั้นเจ้าดูจะสดใสกว่านี้นะ”
หลินเทียนแตะไปที่ถุงมิติ หยิบขวดสุราออกและรินในถ้วยของตนเอง จากนั้นเขาก็ดื่มไปอึกใหญ่ โม่อิงถึงกับส่ายหัว
“ศิษย์พี่โม่อิง พูดตามตรงข้านั้นยิ้มไม่ออก เป็นเพราะข้า ไป๋อวิ๋นนางถึงได้…”
โม่อิงถอนหายใจและส่ายหัว พร้อมกับแตะถุงมิติของตนหยิบหีบไม้เก็บกระบี่ออกมา
“เจ้าควรปล่อยวางได้แล้ว ท่านอาจารย์ซูก็บอกเจ้าแล้วว่านางแค่พักผ่อนเท่านั้น… นี่! การลงเขาครั้งนี้ของข้ามีของมาฝากเจ้าด้วย”
“มันคือ?”
“เปิดดูเจ้าก็รู้เอง”
หลินเทียนรับไว้และเปิดออก ด้านในนั้นคือกระบี่เงินที่มีออร่าพลังวิญญาณสูงอย่างมาก เพียงอยู่ใกล้ก็ทำให้ผ่อนคลายอย่างแปลกประหลาด หลินเทียนยืนขึ้นและใช้นิ้วลูบกระบี่ จากนั้นก็ดีดกระบี่นั้นสั่นไหวอย่างงดงาม หลินเทียนฟันกระบี่ออกไปที่บ่อน้ำ คลื่นกระบี่ทำเอาน้ำในบ่อกระจายออกมา
โม่อิงหยิบขวดสุราของหลินเทียนมายกดื่ม พร้อมเดินไปกอดคอหลินเทียน
“เป็นไงชอบหรือไม่? นี่คือกระบี่สงบจิต ข้าลงเขาจัดการสัตว์อสูร นึกไม่ถึงว่าในป่าที่สัตว์อสูรหลบซ่อนอยู่จะมีกระบี่วิเศษเช่นนี้อยู่”
“สัตว์อสูรเติบโตด้วยไอสิ้นหวัง ความตาย ความเสียใจและความแค้น ก็น่าแปลกที่กระบี่นี้ไม่เป็นกระบี่มาร ท่านซื้อมาใช่หรือไม่?”
โม่อิงดีดหน้าผากของหลินเทียน
“ไม่ต้องรู้ที่มาหรอก! เข้าเรื่องเถอะเจ้าจะเอายังไง เรียกข้ากลับมาคงไม่ใช่แค่จะข่มขู่กลุ่มของตานเจาเป็นแน่”
หลินเทียนพยักหน้าและเก็บกระบี่สงบจิตเข้าถุงมิติของตนเอง
“ข้าคิดไว้แล้วตอนนี้กองกำลังก็มากพอ คนเก่งในกลุ่มก็มีมากมาย สำนักทอดทิ้งคนที่ไม่สามารถเข้าตำหนักได้ ตานเจาก็ใช้จุดอ่อนนี้ในการรวบรวมคน”
หลินเทียนวางถ้วยชาลงโต๊ะเกิดรัศมีปราณที่แข็งแกร่ง หลินเทียนตาเบิกกว้างด้วยความแค้น
“ขอเพียงทำลายกลุ่มของตานเจา หรือไม่แค่จัดการตัวการ ปัญหาทั้งหมดก็จบลง เดิมทีก็แค่ต้องการอยู่อย่างสงบ แต่ตอนนี้กลุ่มของตานเจาต่างจากโจรป่าที่ไหน”
“ถูก! แล้วเจ้ารวบรวมใครมาบ้างนอกจากข้า…”
“เจ้ารู้จักลั่วเหอหรือไม่?”
โม่อิงยิ้มออกมาและหัวเราะ
“ฮ่าๆ รู้จักแน่นอน เจ้าสองคนชอบพูดถึงอยู่บ่อยๆ… แต่หลินเทียนจำไว้นะ ภายนอกพรรคมังกรครามอยากขึ้นปกครองสำนักเซียนจนตัวสั่น ศึกนี้ทุกคนเจ็บได้แต่ห้ามตาย”
“อืม! ข้าเข้าใจแล้วศิษย์พี่โม่อิง”
……….
ถ้ำในป่าใกล้หอพักศิษย์ใหม่
ลั่วเหอกำลังนั่งปรับลมปราณในร่างกายอยู่ในถ้ำ ไอพลังบริสุทธิ์มากมายหลั่งไหลเข้ามาในถ้ำ ลั่วเหอตั้งดัชนีสองนิ้วขึ้นมา อักษรเวทมากมายหลายหมื่นตัววนเวียนอยู่รอบตัวลั่วเหอ แต่มันก็เพียงครู่เดียวเท่านั้น อักษรเวทได้แตกสลายออก ลั่วเหอได้ลืมตา
ลั่วเหอถอนหายใจออกมารัศมีพลังกระจายไปทั่วทิศทาง เขานั้นยืนขึ้นและกำมือแน่น
“อักษรเวทพวกนี้ล้วนเป็นวิชาตราประทับสัตว์ร้าย แต่เหตุใดเรียงต่อกันสร้างวงเวทก็ไม่สามารถหาจุดเชื่อมของวิชาได้” (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
“เฮ้อ… สิ่งสำคัญควรปรับลมปราณให้ดีขึ้นกว่าเก่า แม้ร่างกายไม่เจ็บไม่ป่วย แต่ถ้าหักโหมเช่นนี้คนที่ลำบากก็คือตัวข้าเอง”
ในวิชาค่ายกลเวทหรือวิชาเซียนที่ต้องใช้อักษรเวทล้วนแต่มีจุดเชื่อมเพียงจุดเดียว หากซับซ้อนก็จะมีจุดเชื่อมหลายจุด แต่วิชาตราประทับสัตว์ร้ายแม้เลียนแบบวิชาทั้งหมด แต่เมื่อเชื่อมจุดกว่าร้อยจุดกลับไม่มีจุดไหนที่เป็นแก่นหลักของวิชาตราประทับสัตว์ร้าย
นี่คือเหตุผลหลักๆ ที่แม้แต่เมิ่งอู๋ก็หาจุดเชื่อมหลักไม่เจอ แม้จะเชื่อมจุดทั้งหมดได้แต่มันก็จะขาดจุดเชื่อมหนึ่งจุดเสมอ หูของลั่วเหอได้ยินเสียงฝีเท้าของหลายคนกำลังมุ่งหน้ามาแถวที่เขานั้นอยู่
ลั่วเหอจึงลุกขึ้นและเดินออกจากถ้ำ ลั่วเหอมองตรงไปก็พบกับหญิงสาวคนหนึ่งสวมเพียงชุดขาว ด้านหลังแบกตะกร้าฟาง ด้านในตะกร้าล้วนมีสมุนไพรใส่ไว้มากมาย โดยที่เอวนางมีจี้หยกเขียวที่แกะสลักเป็นรูปเฉพาะเป็นสิ่งแสดงตัวตนของนักโอสถ
คนกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามาหานาง คนพวกนั้นก็คือพวกของตานเจาที่ถูกส่งมาตามล่าลั่วเหอ คนพวกนี้เดินไปหาหญิงคนนั้น นางนั้นสัมผัสได้ถึงการเคลื่อนไหวของคนกลุ่มนั้นนางจึงจะวิ่งหนี แต่ชายคนหนึ่งกระโดดออกมาจากพุ่มไม้มาขวางไว้
นางนั้นสั่นกลัวและหยิบกระบี่บินออกมาจากถุงมิติ กระบี่บินบินวนอยู่รอบตัวของนาง ลั่วเหอมองก็คิด
“ควบคุมกระบี่บินได้อย่างไหลลื่น หากไม่มีตบะเทียบเท่าข้าก็คงเป็นอัจฉริยะ หญิงสาวคนนี้ไม่ธรรมดา”
หญิงสาวคนนั้นหันไปทางลั่วเหอและตั้งดัชนีสองนิ้วชี้ไปที่ลั่วเหอ กระบี่บินของนางบินอย่างรวดเร็วพุ่งไปทางถ้ำที่ลั่วเหอกำลังยืนอยู่
“ใคร?”
ลั่วเหอกระโดดไปในทิศทางของกระบี่บิน รวบรวมพลังปราณที่แขนข้างซ้าย เขานั้นกระโดดไปหากระบี่บินพร้อมกับสะบัดมือซ้าย ผ้าคลุมพลิ้วไหวด้วยคลื่นปราณจากลั่วเหอ กระบี่บินนั้นถูกคลื่นปราณลั่วเหอซัดพลังจนกระบี่บินปักลงพื้น
ลั่วเหอลอยลงพื้นและใช้มือที่รวบรวมปราณกดกระบี่บินที่ปักลงพื้นไม่ให้ขยับ นางนั้นพยายามควบคุมกระบี่บินให้ออกจากดินแต่ก็ไม่สามารถทำได้
“แม่นางเข้าใจผิดแล้วข้าไม่ใช่พวกเดียวกับคนพวกนี้! ข้าเพิ่งออกจากการบำเพ็ญจากถ้ำตรงนั้น”
นางนั้นผ่อนพลังปราณลงและคำนับลั่วเหอเพื่อเป็นการขอโทษ ลั่วเหอจึงคำนับกลับ
“ข้านามว่าตู๋อี๋หนิง เมื่อครู่ข้ารีบร้อนไป ขออภัยด้วย ศิษย์น้องคืนกระบี่ให้ข้าด้วย”
“ข้านามว่าลั่วเหอ ข้าเข้าใจแล้ว นี่กระบี่ของท่าน”
ลั่วเหอดึงกระบี่นั้นออกจากดินและโยนไปให้ตู๋อี๋หนิง นางนั้นคิ้วขมวดเพราะนางนั้นคุ้นชื่อของลั่วเหอราวกับเคยได้ยินที่ไหนมาก่อน แต่ทั้งคู่คงลืมกลุ่มคนที่จ้องจะมาโจมตีตู๋อี๋หนิงก่อนหน้านี้ พวกนั้นไม่พอใจและชี้กระบี่ไปที่ลั่วเหอและแกว่งไปชี้ที่ตู๋อี๋หนิง
“นี่! พวกเจ้ายังเห็นข้าอยู่ในสายตาหรือไม่? พวกเราจัดการ!”
คนพวกนั้นพุ่งไปโจมตีตู๋อี๋หนิงก่อน ลั่วเหอจึงกระโดดพุ่งตัว ขณะที่ลอยตัวอยู่บนอากาศก็แตะถุงมิติเรียกกระบี่ออกมาขัดขวางการโจมตีของคนพวกนี้ทั้งหมด ลั่วเหอกระทืบพื้น คลื่นปราณรัศมีพลังข่มขู่กลุ่มคนของตานเจาทั้งหมด
“เจ้าๆ… คือคนลึกลับในข่าวลือ”
ลั่วเหอชี้กระบี่ไปที่พวกมัน จากนั้นลมได้พัดผ้าขาวเปิดขึ้นครึ่งหน้า ทำให้พวกมันมองเห็นแววตาสังหารแววตาที่น่ากลัวของลั่วเหอ
“ไปซะ!”
ทั้งหมดได้วิ่งหนีไป ลั่วเหอได้คำนับตู๋อี๋หนิงและหันหลังเดินจาก นางนั้นพยักหน้าแต่ไม่กล่าวสิ่งใด ทั้งคู่ไร้ข้อสงสัยและไร้บทสนทนาใดๆ แต่ทางที่ตู๋อี๋หนิงเดินไปเป็นทางที่พวกของตานเจาหนีไป
ลั่วเหอมองมือของตนเองที่ใช้พลังปราณกดกระบี่ของตู๋อี๋หนิง มือข้างซ้ายของลั่วเหอสั่นไม่หยุด ลั่วเหอตาเบิกกว้างและหันไปด้านหลังแต่ก็ไม่พบนางแล้ว ลั่วเหอกล่าวออกมาเบาๆ ด้วยความตกใจ
“ระดับกลั่นลมปราณ… หรือว่าแกล้งทำ!”
เสียงร้องของคนหลายคนดังขึ้นทำให้ลั่วเหอตกใจและรีบวิ่งไปในทางนั้น ลั่วเหอยืนดูคนพวกนั้นนอนอย่างเจ็บปวดอยู่ตรงพื้นทุกคน ลั่วเหอสังเกตตาของทุกคนล้วนมีละอองสีดำอยู่ที่ตา
ลั่วเหอเดินไปและโบกมือ แต่ดวงตาของคนพวกนี้ล้วนไม่ตอบสนองราวกับตาบอด ลั่วเหอสังเกตได้ว่าทุกคนจับข้อมือซ้ายของตน เมื่อลั่วเหอไปดูก็เป็นอย่างคาดไว้ เส้นเอ็นที่ข้อมือซ้ายถูกตัดออกจนขาด
“วิชาเซียนอะไรกันทำให้เหมือนกับกลายเป็นคนตาบอดเช่นนี้? ช่างเถอะหากมีคนมาเห็นจะไม่ใช่เรื่องดี”
ลั่วเหอรีบวิ่งหนีไปโดยไม่รู้ตัวเลยว่าตู๋อี๋หนิงกำลังมองลั่วเหออยู่ ตู๋อี๋หนิงยิ้มมุมปาก
“ลั่วเหอข้าจำเจ้าได้แล้ว…”