มรดกมารสวรรค์ - บทที่8 ข่าวสัตว์อสูรระดับสูง
ผ่านมาหลายวัน เยี่ยนเผิงก็ฟื้นขึ้นมา ทุกคนนั้นดีใจอย่างมาก เยี่ยนเผิงนั้นพอเห็นหน้าลั่วเหอก็ไม่พอใจ เพราะเยี่ยนเผิงจำได้เพียงว่า เขานั้นกับพี่สาวของเขาช่วยกันต่อสู้กับโจวซิน ส่วนลั่วเหอนั้นวิ่งหนีไป ลั่วเหอนั้นไม่เสียเวลาในการอธิบาย เพราะเยี่ยนเผิงไม่ยอมฟัง ลั่วเหอจึงเดินจากไป
เสียงเคาะประตูหน้าบ้านคนแซ่เยี่ยนดังขึ้น
ลั่วเหอที่กำลังจะเดินเข้าไปที่ห้องของตนเอง เมื่อได้ยินเสียงเคาะประตู จึงเดินไปเปิดประตู เมื่อเปิดออกก็พบกับชายอายุราว 35 ปี คนนี้นั้นถือถุงเงินโยนไปโยนมา เมื่อลั่วเหอเห็นก็จำได้ทันที
ลั่วเหอนั้นรีบปิดประตู และวิ่งไปเอาทวนเหล็กที่หยิบมาเมื่อวานโดยยังไม่ได้จ่ายเงิน ลั่วเหอนั้นเอาเสื้อเช็ด ๆ ทวนเหล็ก แล้วเปิดประตูยื่นทวนให้กับเจ้าของทวน
“ข้าขอโทษด้วย มันจำเป็นจริง ๆ นี่ทวนเหล็กของท่าน” ชายผู้นั้นถอนหายใจและรับมา
เขานั้นดูทวนไปมา เมื่อพบว่าไม่มีจุดไหนเสียหาย จึงพยักหน้าและกอดอก เขานั้นโยนถุงเงินขึ้นลงก่อนจะเปิดถุงเงินดู
“ถึงจะไม่เสียหายตรงไหน แต่ว่าเจ้าหยิบทวนที่ร้านข้าไปใช้ มันก็ควรมีค่าใช้ทวนหน่อยสิ?” ชายคนนั้นจ้องไปที่ลั่วเหอ และยื่นมือเข้ามาใกล้หน้าลั่วเหอ ทำเอาลั่วเหอถอยหลัง สีหน้าไม่ดีอย่างมาก เพราะลั่วเหอนั้นไม่มีเงินติดตัวแม้แต่น้อย
เย่เซียนฮวานั้นหยิบศิลามา 45 ก้อน มันคือสิ่งที่ใช้แลกเปลี่ยนในภพเสวียนเทียน เย่เซียนฮวานั้นนำไปวางที่มือของชายร้านขายทวน
“ข้าซื้อทวนของเจ้า ไปซะ”
“ขอบคุณคุณหนู”
ชายร้านขายทวนคำนับเย่เซียนฮวาและลั่วเหอ ก่อนจะนำศิลานั้นใส่ถุงเงินแล้วเดินจากไปอย่างยิ้มแย้ม
ลั่วเหอนั้นคำนับเย่เซียนฮวาและกล่าว
“ขอบคุณมากแม่นางเซียนฮวา แต่ท่านไม่จำเป็นต้องซื้อทวนให้ข้าเลยก็ได้ มันแพงมาก”
เย่เซียนฮวากล่าวออกมา“ท่านเรียกข้าเสี่ยวฮวาเถอะ ถึงอย่างไรท่านก็ช่วยข้าและน้องข้าไว้ พวกเรานับว่าเป็นสหายกัน”
ลั่วเหอนิ่งเงียบ คำว่า “สหาย” ทำให้เขานึกถึงหน้าของซูมู่หรง ลั่วเหอคิดว่าซูมู่หรงจะนับเป็นสหายได้หรือไม่ แม้เขาจะใจร้ายไปบ้าง แต่คนที่ใจร้ายผู้นี้ กลับเป็นคนเดียวที่เข้าช่วยเหลือลั่วเหอตอนลำบากที่สุด คิดได้ดังนั้นจึงรีบลาเย่เซียนฮวา และเข้าไปในห้องของตนเพื่อบ่มเพาะ
ลั่วเหอนั่งรวบรวมพลังลมปราณ คลื่นปราณแท้สีขาวปรากฏรอบตัว ในห้วงความคิดของเขา เขานึกถึงแก่นลมปราณของตนเองที่ตอนนี้เหมือนบ่อน้ำที่ไร้ก้นบึ้ง การบ่มเพาะของเขาเชื่องช้า ราวกับมีเพียงน้ำหนึ่งหยดตกใส่บ่อน้ำที่แห้งเหือด
ลั่วเหอรู้ได้ทันทีว่า แม้จะมีวิชากลืนดาราที่ช่วยในการดูดซับลมปราณ แต่มันเชื่องช้าเกินไป พลังปราณบริสุทธิ์แถวนี้ไม่มากพอ และด้วยรากฐานของเขาเป็นเพียงคนธรรมดา จึงดูดซับปราณบริสุทธิ์ได้เพียงเล็กน้อย ครั้งนั้นเป็นเพียงการฝืนเลื่อนระดับ หากใช้วิชากลืนดาราดูดซับมากกว่านั้น ผู้ที่จะตายคือเขาเอง
อาจารย์ยังไม่ตื่นจากการพักผ่อน ไม่อาจทำอะไรที่ผลีผลามได้ คนที่จะแย่ก็คือลั่วเหอเอง
ลั่วเหอหายใจเข้าออก ก่อนจะลืมตาขึ้น คลื่นปราณระเบิดออกกระจายไปทั่วทิศ เขาลุกขึ้นและจับที่อกของตน สัมผัสเส้นลมปราณทั่วร่างที่ไหลมารวมที่จุดเดียว ลั่วเหอปล่อยมือและส่ายหัว
เขานึกถึงคำพูดของอาจารย์ หรือจักรพรรดิมารสวรรค์“หากมีโอกาส ก็ไปดูดซับปราณอสูรซะ”
ลั่วเหอตาเบิกกว้าง และมองไปที่มุมห้อง ทวนเหล็กวางพิงกำแพงอยู่“เยี่ยนอวี้เจิน ใช่แล้ว… ติดตามเขาไปล่าสัตว์อสูรก็หมดเรื่อง”
เสียงเคาะประตูห้องของลั่วเหอดังขึ้น
“พี่ชาย!”
ลั่วเหอลุกขึ้นเดินไปเปิดประตู ก็พบว่าเยี่ยนเผิงมายืนอยู่ตรงหน้า สีหน้าดูเศร้า
“เยี่ยนเผิง…”
เยี่ยนเผิงพุ่งเข้ากอดลั่วเหอและร้องไห้ เขารู้สึกผิดที่เข้าใจลั่วเหอผิด
“พี่ชาย… ข้าขอโทษ ข้าพึ่งฟื้นก็ตัดสินท่านแล้ว… งื้อ ๆ… ข้าขอโทษ”
ลั่วเหอลูบหลังเยี่ยนเผิงเบา ๆ แต่เยี่ยนเผิงยิ่งกอดแน่นขึ้น
“นี่เจ้าเป็นผู้ชายแท้ ๆ อย่าให้น้ำตามันไหลออกมาง่าย ๆ เช่นนี้…”
ลั่วเหอพูดจบก็พลันนึกถึงบิดาของตน สมัยเด็กมีเพียงสองคนพ่อลูก เวลาที่เขาร้องไห้ บิดาก็มักพูดเช่นนี้เสมอ
เย่เซียนฮวาที่เห็นก็ยิ้มออกมา ลั่วเหอส่งสายตาให้เย่เซียนฮวาช่วยดึงเยี่ยนเผิงออก แต่หญิงสาวกลับส่ายหน้าเบา ๆ แล้วเดินไปจัดการธุระของตน
……….
หมู่บ้านเหล็กดำ
บ้านคนแซ่โจว
เป็นบ้านขนาดใหญ่ แตกต่างจากบ้านแซ่เยี่ยนที่เป็นกระท่อมสามหลังติดกัน มีรั้วกั้นและประตูอีกชั้น ภายในเป็นโถงประชุมของกลุ่มล่าสัตว์อสูรที่มีโจวเมิ่นเป็นผู้นำ คนจำนวนมากมารวมตัวกันเพื่อรอหัวหน้าของตน
โจวเมิ่นเดินมานั่งด้านหน้า พร้อมกับโจวซินที่เดินตามหลังมา ทุกคนต่างคำนับ
“ท่านหัวหน้า!”
โจวเมิ่นนั่งลงและมองทุกคนอย่างเรียบเฉย ก่อนจะกล่าว“ทุกคนคงสงสัย ว่าข้าป่าวประกาศเรื่องนั้นทำไปทำไม”
ทุกคนพยักหน้าและตอบพร้อมกัน“ใช่”
“ข้านั้นไม่เข้าใจ ทำไมต้องเสียศิลาจำนวนมากเพื่อสัตว์อสูรระดับสูง ทั้งที่เราเป็นคนพบมันเอง ไม่แน่ว่าซากมันอาจไม่มีค่าถึงห้าพันศิลา”
เสียงโหวกเหวกดังขึ้นอีกครั้ง“ใช่ ๆ ท่านหัวหน้าโปรดไตร่ตรองด้วย”
โจวเมิ่นเคาะนิ้วลงบนเก้าอี้ ทันใดนั้นคลื่นพลังลมปราณกดทับทุกคนจนเงียบลง
“เงียบ! โจวซิน พูดต่อ”
โจวซินจึงก้าวออกมา“ทุกคนฟัง แผนนี้คือการบังคับหัวหน้าหมู่บ้านแต่ละแห่ง ให้ส่งยอดฝีมือมาเข้าร่วม และให้พ่อข้าเป็นคนจัดการเป็นคนสุดท้าย เท่ากับเราไม่ต้องเสียศิลาแม้แต่ก้อนเดียว อีกสองเดือน ทุกคนจงเร่งพัฒนาตนเอง”
ทุกคนปรบมือให้กับแผนของโจวเมิ่น
โจวซินยิ้มมุมปากในใจ“พวกเจ้าในสองเดือน จะไปได้ไกลแค่ไหนกัน ก็เป็นแค่หนอนที่ไว้ถ่วงเวลาเท่านั้น”
ข่าวค่าหัวสัตว์อสูรระดับสูงแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว หมู่บ้านต่าง ๆ ได้รับข่าวและบังคับนักล่าสัตว์อสูรฝีมือดีเข้าร่วม บางหมู่บ้านพยายามรวมกลุ่มแอบลงมือก่อน แต่กลับถูกโจวซินและพวกขัดขวางอย่างง่ายดาย เพราะพลังของสัตว์อสูรระดับสูงนั้นห่างจากระดับกลางราวฟ้ากับดิน…