มรรคาสู่สวรรค์ - ตอนที่ 67 อย่าแยกจาก
อารมณ์ของจิ๋งจิ่วนั้นเป็นเหมือนอย่างความจริงของตัวเขา ยากที่จะมีใครมองออกได้
เขาเคยชินกับการไม่แสดงสีหน้าใดๆ แล้วก็ไม่มีความชื่นชอบใดๆ บางครั้งเล่นทรายในจานกระเบื้อง บางครั้งไม่เล่น นั่นก็มิได้หมายถึงอะไร
แต่เจ้าล่าเยวี่ยรับรู้ได้จริงๆ ว่าเขาอารมณ์ไม่ดี ความสามารถเช่นนี้เกิดขึ้นจากการที่อยู่ด้วยกันมานานหลายปี แล้วก็เป็นเหมือนพรสวรรค์อย่างหนึ่ง
ในคืนวันปีใหม่ ภายในเรือนจิ่งหยวนกินหม้อไฟกันมื้อหนึ่งก่อนจะแยกย้ายกันไป จัวหรูซุ่ย กู้ชิงและหยวนฉวี่ไปบำเพ็ญเพียรต่อ เหมือนเป็นวันธรรมดาวันหนึ่ง
เจ้าล่าเยวี่ยยังคงทำเหมือนอย่างทุกปี นางไปคุกเข่าอยู่ตรงหน้าจิ๋งจิ่วแล้วกอดเขาเอาไว้
จิ๋งจิ่วตบไหล่ของนาง
เจ้าล่าเยวี่ยกล่าวว่า “ตอนหกขวบข้าเริ่มอ่านคัมภีร์เต๋า ตอนนั้นข้าก็รู้แล้วว่าคนเราต้องมีแยกจาก เดิมนึกว่าตัวเองเคยชินแล้ว คิดไม่ถึงว่ายังคงหวั่นไหวอยู่”
นางหมายถึงเรื่องของบัณฑิตวัยกลางคนผู้นั้นและภรรยาที่เป็นคนธรรมดาของเขา
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “เรื่องที่สามารถเคยชินได้อย่างแท้จริงล้วนแต่เป็นเรื่องดี เรื่องร้ายไม่สามารถเคยชินได้ ทำได้เพียงเฉยชา จากนั้นก็ไม่คิด”
เจ้าล่าเยวี่ยเบิ่งตาที่สดใส มองเขาพลางกล่าวถามอย่างจริงจัวว่า “ท่านเองก็ทำได้เพียงเท่านี้เหมือนกันหรือ?”
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “ตอนเด็กๆ ข้าเคยมีเพื่อนสนิทอยู่คนหนึ่ง ข้าเห็นเขาแก่ ป่วย จากนั้นก็ลงไปนอนในหลุมกับตาตัวเอง แต่กลับไม่สามารถทำอะไรได้”
เจ้าล่าเยวี่ยกล่าวว่า “หลังจากนั้นล่ะ?”
“เดิมเรื่องนี้มันก็ไม่มีความหมายอะไรอยู่แล้ว เพราะว่าเขาตายไปแล้ว”
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “สิ่งที่ข้าอยากจะบอกก็คือเรื่องนี้มันทำให้ข้าคิดอยู่ทุกวันว่าทำอย่างไรถึงจะไม่ต้องแยกจาก”
เฉยชาถึงจะไม่คิด ขอเพียงคิดก็ไม่มีทางเฉยชา ถึงแม้อาจจะต้องเจ็บปวดก็ตาม
เจ้าล่าเยวี่ยกล่าวว่า “ดังนั้นท่านจึงพบศิษย์กับอาจารย์คู่นั้น แล้วก็ยังดูบันทึกการรักษาเหล่านั้น”
จิ๋งจิ่วกล่าว “ข้าหวังว่าทุกคนบนโลกจะมีอายุยืนขึ้นอีกสักหลายปี”
ความตายต่างหากถึงเป็นการแยกจาก
หลิ่วฉือจากไปแล้ว
คนในเมืองเจาเกอคนนั้นก็ใกล้จะจากไปแล้ว
อีกไม่กี่ปีหยวนฉีจิงเองก็ต้องจากไปเช่นกัน
พวกซื่อบื้อที่อยู่ด้านนอกเรือนจิ่งหยวนเหล่านั้น แล้วก็พวกซื่อบื้อที่อยู่ในเรือนจิ่งหยวนเหล่านี้ก็ต้องมีสักวันที่ต้องจากไป
จิ๋งจิ่วไม่ชื่นชอบความวุ่นวาย แต่เขาไม่ชอบการแยกจากยิ่งกว่า
เจ้าล่าเยวี่ยมองดวงตาของเขา ก่อนกล่าวอย่างจริงจังว่า “ข้าเองก็ไม่อยากแยกจากท่าน”
“รับปากข้า…”
จิ๋งจิ่วมองดูนางพลางกล่าวว่า “ตั้งใจบำเพ็ญเพียร อย่างน้อยก็ต้องอยู่ไปอีกสองสามพันปี จากนั้นก็พยายามอยู่ไปสองสามหมื่นปี ขอเพียงมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ ก็จะมีชีวิตอยู่ไปได้ตลอด”
หากเป็นบทสนทนาของคู่รัก คำพูดประโยคต่อไปในเวลานี้ก็น่าจะเป็น ‘ได้โปรดอย่าจากข้าไป’ แต่เขาไม่มีทางพูดเช่นนี้
ต่อให้รักกันมากแค่ไหน เมื่อแก่ตัวไป สุดท้ายก็ต้องแยกจากกัน ต่อให้ตายจากไปพร้อมกัน ความจริงแล้วก็เป็นการแยกจากเหมือนกัน
มีแต่มีชีวิตอยู่ ถึงจะไม่ต้องแยกจากกันอย่างแท้จริง
ถึงแม้จะอยู่กันคนละฟากของจักรวาล ห่างไกลกันจนชั่วชีวิตนี้ไม่มีวันที่จะก้าวข้ามไปหากันได้ แต่ขอเพียงรู้ว่าอีกฝ่ายยังมีชีวิตอยู่ เช่นนั้นก็คือการอยู่ด้วยกัน
บัณฑิตวัยกลางคนผู้นั้นกับภรรยาของเขาก็น่าจะคิดเช่นนี้เหมือนกัน
แสงดาวที่พร่างพราวเต็มท้องฟ้าส่องสว่างเรือน ส่องสว่างชายหลังคา ส่องสว่างดวงตาของเจ้าล่าเยวี่ย เปล่งประกายระยิบระยับ
นางมองจิ๋งจิ่วพลางกล่าวอย่างจริงจังว่า “ข้ารับปาก”
อาต้าเหยียบแสงดาวลงมาบนชายหลังคา มองดูชายหญิงคู่นี้ที่กำลังอยู่ในบรรยากาศแปลกๆ อย่างเห็นได้ชัด มันลังเลอยู่ครู่ ก่อนจะเดินมาฟุบหมอบอยู่บนตักของจิ๋งจิ่ว
จิ๋งจิ่วลูบแผ่นหลังของมัน กล่าวว่า “เจ้ายังอยู่ไปได้อีกหลายปี ไม่ต้องกลัว”
อาต้าถอนใจออกมา ในใจครุ่นคิดว่าต่อให้อยู่ไปได้อีกหลายพันปี แต่เมื่อเทียบกับความเป็นอมตะแล้ว มันก็เป็นแค่เพียงฟองคลื่นที่เกิดขึ้นแล้วสลายหายไปในชั่วพริบตา เช่นนั้นจะมีประโยชน์อะไรล่ะ?
……
……
เจ้าล่าเยวี่ยรู้ว่าจิ๋งจิ่วอารมณ์ไม่ดี แล้วก็รู้ว่าเหตุใดเขาถึงอารมณ์ไม่ดี แต่คนอื่นๆ ที่เหลืออีกสามคนไม่รู้ จัวหรูซุ่ยครุ่นคิดอยู่เพียงครู่ก็ไม่ได้คิดเรื่องนี้อีก แต่กู้ชิงกับหยวนฉวี่กลับพูดคุยถึงเรื่องนี้อยู่ครึ่งค่อนวัน ก่อนจะเกิดความคิดบางอย่าง จึงได้ส่งข่าวออกไปนอกเรือนจิ่งหยวน
พวกเขามองว่าจิ๋งจิ่วออกมาจากชิงซานก็เพื่อที่จะได้ใช้ชีวิตอยู่อย่างสงบ แต่ผลสุดท้ายตอนนี้ในเมืองอวิ๋นจี๋กลับเต็มไปด้วยผู้คน ภายในป่าที่อยู่ด้านนอกหมอกล้วนแต่เต็มไปด้วยผู้บำเพ็ญพรต ผู้บำเพ็ญพรตบางคนโขกศีรษะคำนับไม่หยุด จนน้ำในลำธารถูกย้อมเป็นสีแดง ผู้บำเพ็ญพรตบางคนร่ายรำกระบี่ไม่หยุด ทำเอานกที่อยู่ในป่าพากันตกใจจนบินหนีไปหมด แล้วจิ๋งจิ่วจะมีความสุขได้อย่างไร?
ไม่นานโลกแห่งการบำเพ็ญพรตก็รู้ว่าศิษย์อาจารย์ที่เคยได้เข้าไปในเรือนจิ่งหยวนคู่นั้นกลับไปถึงสำนักเสวียนทียนแล้ว ว่ากันว่ากลุ่มผู้บำเพ็ญพรตวิถีมารที่ยังหลงเหลืออยู่เกิดความคิดที่จะเล่นงานสำนักเล็กๆ สำนักนี้ แต่ผลปรากฏว่ายังไม่ทันที่จะได้ลงมือ พวกเขาก็ถูกทำลายลงไปเสียก่อน ยิ่งไปกว่านั้นคนที่ลงมือก็มิใช่สำนักชิงซาน หากแต่เป็นกลุ่มทางวิถีมารที่ลึกลับกลุ่มหนึ่ง
หลังจากนั้นสำนักเสวียนเทียนก็เริ่มปิดสำนัก เห็นได้ชัดว่าพวกเขาคิดจะใช้เวลามาย่อยสลายสิ่งที่ได้รับมาจากในเรือนจิ่งหยวน ทำให้ผู้คนในโลกแห่งการบำเพ็ญพรตพากันอยู่ไม่สุขอีกครั้ง
เมื่อฤดูใบไม้ผลิค่อยๆ เคลื่อนผ่านไป ผู้บำเพ็ญพรตที่เดินทางมายังเมืองอวิ๋นจี๋ก็มีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
กู้ชิงและหยวนฉวี่ยิ่งรู้สึกเป็นห่วงอารมณ์ของจิ๋งจิ่ว พวกเขาจึงส่งข่าวออกไปนอกเรือนจิ่งหยวนเป็นครั้งที่สอง
ในวันที่แสงแดดสดใสมากที่สุดวันหนึ่ง มวลหมู่ไม้นับพันเบ่งบาน ไอหมอกไหลเอื่อยคล้ายก้อนเมฆ ทิวทัศน์ด้านนอกเมืองอวิ๋นจี๋งดงามเป็นยิ่งนัก
จู่ๆ บนท้องฟ้าพลันมีหิมะตกลงมา
หิมะมิได้รุนแรง รู้สึกมิได้หนาวเย็นอะไรเป็นพิเศษ ไม่อาจถือเป็นลมหนาวในฤดูใบไม้ผลิได้ด้วยซ้ำ ชาวบ้านธรรมดาภายในเมืองนั้นมิได้รู้สึกทุกข์ทรมานอะไร กลับกลายเป็นว่ารู้สึกน่าสนใจ ทว่าผู้บำเพ็ญพรตเหล่านั้นกลับพบว่ามีบางอย่างแปลกๆ เกล็ดหิมะที่กระทั่งคนธรรมดายังไม่หวาดกลัว แต่ในตอนที่ตกลงมาบนร่างกายของเขา มันกลับน่าหวาดกลัวเหมือนดั่งใบมีด แม้นพวกเขาจะใช้พลังคุ้มกันร่างกาย แต่ก็ยังไม่อาจหยุดยั้งเกล็ดหิมะที่เชือดเฉือนลงมาบนเสื้อผ้าของพวกเขาได้ ความหนาวเย็นรุกคืบเข้าไปในเส้นลมปราณ
มีผู้บำเพ็ญพรตบางคนคิดจะฉวยโอกาสนี้มาแสดงความแน่วแน่ของตนเองเพื่อสร้างความประทับให้แก่คนในเรือนจิ่งหยวน แต่ผลสุดท้ายกลับเกือบจะต้องถูกหิมะแช่แข็งตายภายในคืนเดียว
กระทั่งในเวลานี้ถึงได้มีคนเข้าใจว่านี่มันเกิดอะไรขึ้น
นี่มันใช่หิมะในฤดูใบไม้ผลิที่เป็นเหมือนเกลือหรือปุยของดอกหลิวที่ไหนกัน ที่มันคือความโกรธเกรี้ยวของท่านกฎแห่งกระบี่ของชิงซานต่างหาก!
ในโลกแห่งการบำเพ็ญพรตจะมีสักกี่คนที่สามารถแบกรับความโกรธของหยวนฉีจิงได้? เหล่าผู้บำเพ็ญพรตพากันแยกย้ายกันหนีไปเหมือนสัตว์ป่า คนส่วนใหญ่ต่างพากันกลับไปยังบ้านเกิดของตน ไม่กล้าเหยียบเข้าไปในเมืองอวิ๋นจี๋แม้แต่เพียงก้าวเดียว แต่ก็ยังมีผู้บำเพ็ญพรตอีกสิบกว่าคนที่จิตใจมีความกล้า ทว่าก็กล้าแค่เพียงรั้งอยู่ที่เมืองอวิ๋นจี่ ไม่กล้าเข้าไปในหมอกแห่งนั้นอีก
ในที่สุดเรือนจิ่งหยวนก็สงบขึ้นมาบ้าง
เหล่าศิษย์ยอดเขาเหลี่ยงว่างเหล่านั้นก็ว่างขึ้นมาหน่อย ไม่ต้องคอยลาดตระเวนทั้งวันเพื่อตามฆ่าคนของวิถีมารที่คิดจะทำเรื่องชั่วร้ายพวกนั้นอีก
……
……
มีผู้อาวุโสของชิงซานบางคนที่ไม่ค่อยพอใจกับเรื่องนี้เหมือนอย่างพวกกู้หาน หรือกระทั่งอาจจะรู้สึกมากกว่านั้นเสียด้วยซ้ำ สำนักอื่นๆ อย่างสำนักคุนหลุนเองก็เช่นเดียวกัน
ผู้บำเพ็ญพรตไร้สำนักและสำนักเล็กๆ เหล่านั้นไปยังเมืองอวิ๋นจี๋ กราบไหว้บูชาเรือนจิ่งหยวนที่่ว่านั่น ทำให้พวกเขารู้สึกโกรธเกรี้ยวเป็นอย่างมาก
คนที่พักอยู่ในนั้นมันเป็นปีศาจกระบี่ ใช่นักพรตจิ่งหยางที่ไหนกันเล่า!
สุดท้ายความไม่ขุ่นเคืองใจและความโกรธเหล่านั้นก็กลายเป็นความไม่พอใจต่อวัดกั่วเฉิง
ในงานฉลองของชิงซานตอนนั้น หากมิเป็นเพราะฉานจึก้าวออกมา จิ๋งจิ่วก็คงจะตายไปตรงนั้นแล้ว ต่อให้หยวนฉีจิงจะเปิดทางให้จิ๋งจิ่วออกไปจากชิงซาน เขาก็เหมือนเป็นแค่หมาที่ไร้บ้านตัวหนึ่งที่ต้องแอบซ่อนตัวอยู่บนแผ่นดินเฉาเทียน หลบหนีการไล่ฆ่า ไหนเลยจะเหิมเกริมเช่นนี้ได้ แล้วก็ไหนเลยจะก่อเรื่องมากมายขนาดนี้ได้?
ช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิ วัดกั่วเฉิงมีแขกคนสำคัญมาเยือน
สมณะแห่งตำหนักแสดงธรรมต้มชาด้วยตัวเอง อีกทั้งยังยกชาเข้าไปให้ก่อนจะถอยออกไป ทิ้งห้องภาวนาเอาไว้ให้ฉานจึและแขกคนสำคัญผู้นั้น
ชายชราที่สวมชุดสีหน้าใบหน้าดูธรรมดา ท่าทีเรียบง่ายจริงใจ มีเพียงจุดเดียวที่มีความพิเศษก็คือหน้าผากที่กว้างเป็นอย่างมากของเขา คล้ายสามารถใส่มหาสมุทรและฟ้าดินเข้าไปได้
“นักพรตจะมาตำหนิอาตมาหรือ?”
ฉานจึมองดูชายชราชุดเทาผู้นี้ ยิ้มหรี่ตาพลางกล่าว นิ้วหัวแม่เท้าที่เปลือยเปล่าที่นั่งทับอยู่ใต้ก้นทั้งสองข้างขยับขึ้นมาเล็กน้อย
ไม่ว่าจะรอยยิ้มหรือว่านิ้วหัวแม่เท้าที่อยู่ไม่สุขก็ล้วนแต่แสดงให้เห็นถึงปัญหาหนึ่ง นั่นคือตอนนี้เขาค่อนข้างตื่นเต้น
ทั่วทั้งแผ่นดินเฉาเทียนในตอนนี้ คนที่สามารถทำให้ฉานจึรู้สึกตื่นเต้นหรือพูดอีกอย่างก็คือระมัดระวังถึงขนาดนี้ได้นั้นมีอยู่กี่คน?
“ฉานจึกล่าวหนักไปแล้ว ข้าเพียงแต่กลับมาจากเผิงไหล ผ่านทะเลตะวันออกพอดี ก็เลยแวะมาคุยด้วยเล็กน้อย ไม่ทราบว่าช่วงนี้ท่านเจ้าอาวาสสบายดีหรือไม่?”
การพูดจาของชายชราชุดเทาค่อนข้างเชื่องช้า ไม่มีน้ำเสียงอะไรที่ชัดเจน แต่กลับให้ความรู้สึกจริงใจน่าเชื่อถืออย่างน่าประหลาด
ฉานจึหุบยิ้ม กล่าวอย่างเศร้าเสียใจเล็กน้อยว่า “หากเจ้าอาวาสอยากจะออกมาจากการเก็บตัวคงจะเป็นไปได้ยาก ได้แต่หวังว่าสุดท้ายแล้วจะได้หลุดพ้นอย่างสงบ”
ชายชราชุดเทานิ่งเงียบไปครู่ ก่อนกล่าวว่า “ท่านเจ้าอาวาสธรรมะล้ำลึก เขาจะต้องจากไปอย่างสงบแน่”
ฉานจึยกถ้วยชาขึ้นมา กล่าวว่า “ขอบคุณท่านนักพรต หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น”
ชายชราชุดเทากล่าวต่อว่า “หลังเกิดเรื่องในคุกสะกดมาร ข้าก็เก็บตัวอยู่ที่อวิ๋นเมิ่งมาโดยตลอด ฉีหลินออกมาจากสำนักมาก่อเรื่องที่วัดกั่วเฉิง จริงอยู่ที่มันไม่เหมาะสม แต่เพราะว่ามันเป็นสัตว์เทพประจำสำนัก แล้วก็ไม่มีกฎสำนักที่สามารถควบคุมมันได้ ยิ่งไปกว่านั้นร่างศักดิ์สิทธิ์ของมันก็ได้รับบาดเจ็บไม่น้อย เรื่องนี้ข้าก็เลยคิดว่าแล้วๆ กันไปก็แล้วกัน”
ฉานจึวางถ้วยชาลง มุมปากคล้ายมีรอยยิ้มปรากฏขึ้นมา กล่าวว่า “นักพรตถานไม่คิดเล็กคิดน้อยเช่นนี้ นับว่าไว้หน้าทีเดียว”
ที่แท้ชายชราชุดเทาผู้นี้ก็คือนักพรตถานแห่งสำนักจงโจว
ว่ากันว่านักพรตไป๋เป็นผู้มีอำนาจตัวจริงของสำนักจงโจว แต่นางมิใช่เจ้าสำนัก
หลังจากหลิ่วฉือจากไปแล้ว นักพรตถานต่างหากถึงจะเป็นผู้ที่อยู่ในจุดสูงสุดของแผ่นดินเฉาเทียนอย่างแท้จริง
ไม่ว่าจะเป็นสภาวะหรือว่าสถานะ แต่ละด้านก็ล้วนแต่เป็นที่หนึ่ง
แต่แน่นอนว่านี่ย่อมไม่ได้นับรวมผู้ที่อยู่ในเรือนจิ่งหยวนผู้นั้นเข้าไปด้วย
ฉานจึกล่าวต่อว่า “วัดด้านหลังเสียหายไปหนึ่งในสาม เมืองเจาเกอส่งทองคำในคลังครึ่งหนึ่งมา ถึงได้ซ่อมจนกลับมาเหมือนเดิมได้ ทองคำเหล่านั้นหนักจริงๆ”
นักพรตถานกล่าวว่า “นั่นควรจะเป็นปัญหาของนักพรตไท่ผิงของสำนักชิงซาน”
ฉานจึโบกมือเพื่อบอกว่าไม่ต้องพูดถึงเรื่องนี้อีก เขากล่าวว่า “นักพรตมาหาอาตมามีเรื่องใด?”
นักพรตถานกล่าวตรงๆ “ข้าอยากฟังความจริงจากท่าน เขาเป็นผู้อาวุโสจิ่งหยางจริงๆ หรือว่าเป็นกระบี่ปีศาจเล่มนั้น”
ยอดฝีมือระดับชั้นอย่างพวกเขา รายละเอียดและหลักฐานต่างๆ นั้นไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป
ฉานจึมองดวงตาเขาอย่างเงียบๆ พลางกล่าวว่า “ขอเพียงเขาสืบทอดกรรมทุกอย่างของนักพรตจิ่งหยางมา เช่นนั้นเขาก็คือนักพรตจิ่งหยาง”
ตอนที่อยู่บนยอดเขาเทียนกวงจิ๋งจิ่วเคยกล่าวเอาไว้ว่าข้าคือผลกรรมทั้งหมดของตัวข้า
คำพูดประโยคนี้ของฉานจึกับคำพูดประโยคนั้นของจิ๋งจิ่วมีความหมายไม่เหมือนกัน แต่มันกลับมีความเชื่อมโยงลางๆ ระหว่างกันอยู่ คล้ายหิมะบนภูเขาสูงและน้ำในทะเลสาบต้าเจ๋อ
หากฉานจึทราบถึงบทสนทนาของหยวนฉีจิงกล่าวกับซือโก่วในคุกกระบี่ครั้งนั้น เขาก็จะรู้ว่าความจริงแล้วความคิดของพวกเขานั้นเหมือนกัน
นักพรตถานนิ่งเงียบไปครู่ ก่อนกล่าวว่า “ข้าให้โลกมองข้าอย่างไร ข้าก็เป็นอย่างนั้น คนในกระจกก็คือคนนอกกระจก”
ฉานจึชื่นชมคำพูดประโยคนี้อย่างมาก
นักพรตถานกล่าวต่อว่า “แต่นักพรตไท่ผิงไม่มีทางปล่อยให้เขากลับชิงซาน และหยวนฉีจิงก็ไม่มีทางอยู่ไปได้ตลอด”
วันที่หยวนฉีจิงตายก็คือวันตายของจิ๋งจิ่ว
ฉานจึกล่าวว่า “เขาตายยาก”
นักพรตไป๋กล่าวว่า “กระบี่สวรรค์กลายเป็นปีศาจ ในการบำเพ็ญเพียรช่วงแรกจะได้เปรียบอย่างมาก แต่ถ้าอยากจะทะลวงสวรรค์กลับยากลำบากยิ่งนัก เพราะพลังวิญญาณในฟ้าดินมีไม่เพียงพอ”
ในโลกแห่งการบำเพ็ญพรตตอนนี้ คนที่เข้าใจสถานการณ์ในการบำเพ็ญเพียรของจิ๋งจิ่วมากที่สุดนั้นหาใช่เจ้าล่าเยวี่ยไม่ เพราะสภาวะของนางยังไม่สูงพอ หากแต่เป็นอาต้า
อาต้าเคยเห็นจิ๋งจิ่วดึงเอาสายฟ้ามาใช้ในการบำเพ็ญเพียรหลายครั้ง ตอนนั้นมันเคยแสดงความเป็นห่วงด้วย
นักพรตถานไม่เคยเห็นแม้กระทั่งหน้าของจิ๋งจิ่ว แต่กลับทราบถึงปัญหาที่สำคัญที่สุดของเขา
ตอนนี้เรือนจิ่งหยวนที่อยู่ด้านนอกเมืองอวิ๋นจี๋ดูเหมือนจะกลายเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของโลกบำเพ็ญพรต แต่ถ้าเกิดหยวนฉีจิงตายไปล่ะ?
ฟางจิ่งเทียนจะปล่อยเขาหรือเปล่า?
เมื่อถึงตอนนั้นจิ๋งจิ่วและคนรอบกายเขาเหล่านั้นจะต้องตายอย่างแน่นอน
หรือไม่ก็ได้แต่ต้องออกไปจากชิงซานจริงๆ
ฉานจึกล่าวถามว่า “เหตุใดนักพรตถึงกล่าวเรื่องเหล่านี้กับอาตมา?”
นักพรตถานกล่าวว่า “ข้าอยากจะขอให้ฉานจึด้วยข้าเขียนจดหมายฉบับหนึ่ง”
ฉานจึแปลกใจเล็กน้อย กล่าวว่า “จดหมาย?”
นักพรตถานกล่าวว่า “ข้าอยากจะไปเมืองอวิ๋นจี๋เสียหน่อย แต่กังวลว่าจะไม่ได้รับความเชื่อใจจากคนผู้นั้น ก็เลยได้แต่ต้องมาขอจดหมายจากท่านก่อน”
……………………………………………………………………..