มรรคาสู่สวรรค์ - ตอนที่ 68 เจ้ามาเขาอวิ๋นเมิ่งไหม?
ฉานจึมองเขาอย่างเงียบๆ กล่าวว่า “นักพรตจะไปเมืองอวิ๋นจี๋ ชิงซานคงจะวิตกกังวล เช่นนี้โลกนี้คงไม่สวยงามแล้ว”
นักพรตถานกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ก็เพื่อโลกที่สวยงาม ข้าถึงต้องไปที่นั่น”
ฉานจึนิ่งเงียบไปครู่ ก่อนกล่าวว่า “อาตมาพอจะรู้ว่าท่านคิดจะทำอะไร อาตมาตกใจอย่างมาก แล้วก็รู้สึกนับถืออย่างมาก ดังนั้นอาตมาจะเขียนจดหมายให้”
นักพรตถานกล่าวว่า “ลำบากท่านแล้ว”
ผ่านไปไม่นานเขาก็ได้จดหมายฉบับนั้นมา ก่อนจะออกมาจากวัดกั่วเฉิง
วิชาหลบหนีฟ้าดินของสำนักจงโจวเป็นหนึ่งใต้หล้า ด้วยสภาวะที่ล้ำลึกอย่างเขาย่อมไม่จำเป็นต้องนั่งเรือเมฆ หากแต่เหยียบอากาศทะยานออกมา
ทุ่งหญ้าในฤดูใบไม้ผลิเขียวขจี แต่ความสมบูรณ์ของพืชพรรณธัญญาหารกลับมีไม่มากเท่าไร ข้าวใหม่ยังเติบโตขึ้นมาไม่ทัน
สองข้างทางที่อยู่ด้านนอกวัดกั่วเฉิงยังคงเต็มไปด้วยรถม้า เพิงตั้งเรียงราย ไกลออกไปหน่อยสามารถมองเห็นแผงที่มาแจกข้าวต้มให้แก่ชาวบ้าน
นี่คือธรรมเนียมที่ปฏิบัติกันมาเป็นเวลานานของมั่วชิว มีผู้ว่าเขตเป็นผู้นำ อีกทั้งยังมีเศรษฐีภายในเขตคอยสนับสนุน ในช่วงนี้จะต้องมีเสบียงอย่างพอเพียงให้เหล่าชาวบ้านอย่างแน่นอน
นักพรตถานยืนอยู่บนท้องฟ้า มองดูภาพเบื้องล่าง แผงแจกข้าวต้มเหล่านั้นมีควันลอยขึ้นมา ในใจครุ่นคิดโลกมนุษย์ควรจะสวยงามเช่นนี้
……
……
บนท้องฟ้ามียอดคน ต่อให้วิชาหลบหนีจะยอดเยี่ยมแค่ไหนก็ไม่สามารถซ่อนเร้นจนมองไม่เห็นได้ อย่างน้อยตอนที่เข้าใกล้ข่ายพลังชิงซานก็ไม่อาจทำเช่นนั้นได้
ลำแสงกระบี่ที่แข็งแกร่งและดุดันสองสายพุ่งออกมาจากในส่วนลึกของชิงซาน
ฟางจิ่งเทียนและนักพรตกว่างหยวนที่กลับมาจากทะเลตะวันตกอยู่ห่างกันสองร้อยกว่าลี้ คอยป้องกันท้องฟ้าทั้งสองด้านเอาไว้
พายุหิมะสายหนึ่งเคลื่อนที่เข้ามาใกล้ด้วยความเร็วที่ยากจะจินตนาการได้
กระบี่สามฉื่อบินออกมาจากในพายุหิมะ
หยวนฉีจิงยืนอยู่บนกระบี่ มองไปทางตะวันออก
คนสามคนที่แข็งแกร่งที่สุดในชิงซานออกมากันหมด แน่นอนว่าย่อมไม่ได้ออกมาต้อนรับ แล้วก็มิใช่ออกมาแสดงความเคาระ
หมู่เมฆสลายตัว เผยให้เห็นร่างของนักพรตถาน
หยวนฉีจิงกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย “นักพรตถานมาโดยไม่เชิญ นี่คิดจะเปิดศึกกับชิงซานหรือ?”
นักพรตถานกล่าวว่า “ที่นี่มิใช่ชิงซาน ถึงแม้จะอยู่ค่อนข้างใกล้ก็ตาม”
หยวนฉีจิงกล่าว “ใกล้ก็คือปัญหา”
นักพรตถานกล่าว่า “เมืองเจาเกออยู่ใกล้เขาอวิ๋นเมิ่ง พวกท่านไปเมืองเจาเกอก็ไม่เคยขอความเห็นด้วยจากข้าก่อน”
หยวนฉีจิงนิ่งเงียบไปครู่ ก่อนกล่าวถามว่า “นักพรตมาที่นี่มีธุระอะไร?”
นักพรตถานกล่าว “มาพบคนคนหนึ่ง”
……
……
นักพรตถานมายังเมืองอวิ๋นจี๋ ไปกินหม้อไฟที่ขึ้นชื่อของเหลาสุราแห่งนั้น
เขารับรสที่อยู่นอกหม้อไม่ได้ แล้วก็รับรู้ถึงอะไรอย่างอื่นไม่ได้ จากนั้นลุกขึ้นเดินออกนอกเมืองไป
ด้านนอกเมืองมีทางอยู่เส้นหนึ่ง มุ่งหน้าไปยังหน้าผาที่ถูกเมฆหมอกปกคลุมตลอดทั้งปี
ผู้บำเพ็ญพรตจำนวนมากได้จากไปแล้ว ผู้บำเพ็ญพรตที่มีความมุ่งมั่นที่สุดเหล่านั้นก็ไม่กล้าเข้าไปใกล้หมอกแห่งนั้นเพราะคำเตือนของชิงซาน พวกเขาทำได้เพียงมองดูหมอกแห่งนั้นจากภายในเมือง ดูคล้ายหญิงสาวที่งมงายในความรัก มองดูนักพรตถานเดินเข้าไปในเมฆหมอก ผู้บำเพ็ญพรตเหล่านั้นคิดในใจว่าชายชราชุดเทาผู้นี้เป็นบ้าหรือเปล่า?
ไอหมอกจับตัวหนาบางไม่เท่ากัน ก็เหมือนสีสันของปลาจิ๋นหลี่[1] ที่อยู่ในลำธารและไม้ดอก
ทิวทัศน์เช่นนี้ย่อมไม่สามารถรั้งฝีเท้าของนักพรตถานเอาไว้ได้ เขายังคงมุ่งหน้าเข้าไปในหมอกต่อ
ไอหมอกค่อยๆ สลายไป ไม้ดอกพลิ้วไหวตามลม มีปลาจิ๋นหลี่บางตัวที่หวาดกลัวจนหลบหนีไป แต่ปลาจิ๋นหลี่ส่วนใหญ่เดินตามฝีเท้าของเขา คล้ายผู้ติดตามอย่างไรอย่างนั้น
เมื่อเดินทวนน้ำขึ้นไป เขามองเห็นเรือนแห่งหนึ่ง
เหล่าผู้บำเพ็ญพรตที่อยู่ในเมืองมองเห็นภาพนี้ ต่างคนต่างรู้สึกตกตะลึงจนพูดไม่ออก
สิ่งที่ทำให้พวกเขารู้สึกตกตะลึงยิ่งกว่านั้นก็คือประตูหน้าของเรือนนั้นเปิดออก!
หลังจากศิษย์อาจารย์จากสำนักเสวียนเทียนคู่นั้นแล้ว เรือนจิ่งหยวนก็มีแขกมาเยือนอีกคนหนึ่ง ยิ่งไปกว่านั้นเจ้าล่าเยวี่ยยังออกมาต้อนรับด้วยตัวเองอีกด้วย!
ชายชราชุดเทาผู้นี้เป็นใครกันแน่?
……
……
ทิวทัศน์ภายในเรือนยิ่งงดงาม แต่สำหรับนักพรตถานแล้ว มันกลับไม่รื่นตาเท่าหนุ่มสาวที่อยู่ข้างกายเหล่านี้
โดยเฉพาะเจ้าล่าเยวี่ยและจัวหรูซุ่ยที่นับเป็นสิ่งที่น่าดูที่สุดในโลกนี้สำหรับเขา
นี่คืออนาคตของชิงซาน แล้วก็ย่อมต้องเป็นอนาคตของแผ่นดินเฉาเทียน
ถ้าสามารถเปลี่ยนพวกเขาให้กลายเป็นอนาคตของสำนักจงโจวได้ นั่นมิกลายเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมที่สุดบนโลกหรอกหรือ?
พวกเจ้าล่าเยวี่ยไม่รู้ว่านักพรตถานกำลังคิดอะไรอยู่ พวกนางรู้สึกว่าสายตาของยอดคนผู้นี้ดูแปลกๆ จึงรู้สึกตึงเครียดเหมือนศัตรูที่แข็งแกร่งเป็นอย่างมากกำลังบุกเข้ามา
เจ้าสำนักจงโจวเป็นคนระดับไหน คิดไม่ถึงว่าเขาจะเดินทางมายังเมืองอวิ๋นจี๋ด้วยตัวเอง นี่เขาคิดจะทำอะไรกันแน่?
อย่าว่าแต่ศิษย์หนุ่มสาวของชิงซานเหล่านี้เลย กระทั่งจิ๋งจิ่วก็ยังแสดงความเคารพอย่างมากต่อนักพรตถาน
เขาลุกขึ้นมาจากเก้าอี้ไม้ไผ่ล่วงหน้า
นักพรตถานเอาจดหมายของฉานจึส่งให้จิ๋งจิ่ว จากนั้นกล่าวเปิดประเด็นตรงๆ ว่า “ข้ามาขอแต่งงาน”
เห็นได้ชัดว่าเขาอยากจะแสดงออกให้อ่อนโยนหน่อย เพื่อให้ดูเหมือนบิดาที่อยากจะให้ลูกสาวมีความสุข แต่ด้วยนิสัยที่เฉยชาไม่ค่อยพูดจาจึงทำให้เขายิ้มไม่ออก สีหน้าจึงดูค่อนข้างประหลาด
สีหน้าของจัวหรูซุ่ย กู้ชิงและหยวนฉวี่ยิ่งดูแปลกประหลาด คล้ายเพิ่งกลืนกระบี่เข้าไปสามพันเล่มไป จากนั้นพวกเขาก็มองไปทางเจ้าล่าเยวี่ยทันที
การตอบสนองของเจ้าล่าเยวี่ยเหนือไปจากที่ทุกคนคาดคิดเอาไว้ นางถามตรงๆ ว่า “เงื่อนไขอะไร?”
นักพรตถานมองนางอย่างชื่นชม พลางกล่าวกับจิ๋งจิ่วว่า “หากท่านไป ข้าจะยกเจ่าเอ๋อร์ให้ท่าน แล้วก็จะยกตำแหน่งเจ้าสำนักให้ท่านด้วย “
เจ้าล่าเยวี่ยครุ่นคิด ก่อนกล่าวกับจิ๋งจิ่วว่า “ข้าคิดว่าไม่เลว”
นักพรตถานจะให้จิ๋งจิ่วไปเป็นเจ้าสำนักจงโจวที่เขาอวิ๋นเมิ่งหรือนี่?
นี่มันใช่การขอแต่งงานที่ไหนกัน นี่กำลังมาแย่งคนจากชิงซานชัดๆ ยิ่งไปกว่านั้นเงื่อนไขนี้…ในประวัติศาสตร์ของโลกบำเพ็ญพรตจะต้องไม่เคยมีมาก่อนอย่างแน่นอน!
สำนักจงโจวแสดงความจริงใจและความเด็ดเดี่ยวเช่นนี้ หากเปลี่ยนเป็นผู้บำเพ็ญพรตคนอื่น ต่อให้เป็นลมสลบไปพวกเขาก็ต้องรับปากอย่างแน่นอน อย่างน้อยก็น่าจะครุ่นคิดอย่างจริงจัง
แต่จิ๋งจิ่วกลับปฏิเสธโดยไม่ครุ่นคิดเลยแม้แต่น้อย เขากล่าวว่า “ข้าเป็นเจ้าสำนักชิงซาน ขอบคุณ”
เหตุผลนี้ยิ่งใหญ่เป็นอย่างมาก เจ้าสำนักชิงซานมีอะไรด้อยกว่าเจ้าสำนักจงโจวหรือ ทำไมข้าถึงต้องไปเป็นเจ้าสำนักจงโจวด้วย?
แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า….นอกจากตัวเขาแล้ว ยังมีใครที่คิดว่าเขาเป็นเจ้าสำนักชิงซานอยู่อีก?
“นักพรตไท่ผิงจะต้องหาวิธีฆ่าท่านอย่างแน่นอน คนที่อยู่ในชิงซานเหล่านั้นก็คงไม่อยากให้ท่านมีชีวิตรอด”
นักพรตถานกล่าวว่า “ยิ่งไปกว่านั้นท่านมีปัญหาเรื่องการบำเพ็ญเพียร ยากที่จะแก้ไขได้ เช่นนั้นหลังหยวนฉีจิงจากไปแล้ว ท่านจะทำอย่างไร?”
เมื่อได้ยินประโยคนี้ เจ้าล่าเยวี่ยและคนอื่นๆ ต่างมองไปทางจิ๋งจิ่ว ท่าทางค่อนข้างเป็นกังวล
นักพรตถานเป็นยอดคนของโลกบำเพ็ญพรตบนแผ่นดินเฉาเทียน หากเขาบอกว่าการบำเพ็ญเพียรของจิ๋งจิ่วมีปัญหา เช่นนั้นก็ต้องมีปัญหาจริง
“หากท่านยอมรับเงื่อนไขของข้า พวกข้าจะให้ยันต์เซียนท่านแผ่นหนึ่ง น่าจะพอให้ท่านใช้ได้”
นักพรตถานกล่าวว่า “วางใจได้ ย่อมไม่ใช่ยันต์เซียนอย่างที่ท่านได้ไปในตอนงานชุมนุมแสวงมรรคาแน่นอน”
จิ๋งจิ่วยังคงไม่มีการครุ่นคิดใดๆ กล่าวว่า “ตอนนี้ข้าสบายดี”
นักพรตถานกล่าวว่า “ที่ข้าพูดก็มิใช่เรื่องตอนนี้ หากต่อไปท่านเปลี่ยนความคิดก็บอกข้าได้ทุกเมื่อ”
เมื่อกล่าวจบประโยคนี้ เขาก็ออกไปจากเรือน เท้าแตะปลายดอกไม้ ทะยานขึ้นไปบนอากาศ
เขายืนอยู่บนปลายเมฆ พยักหน้าทำความเคารพไปทางชิงซาน ก่อนจะหมุนตัวมุ่งหน้าไปทางเหนือ ไม่นานก็กลายเป็นจุดดำเล็กๆ อยู่บนท้องฟ้า
พายุหิมะที่อยู่บนท้องฟ้าค่อยๆ หายไป หยวนฉีจิงเหยียบกระบี่สามฉื่อกลับไปยังยอดเขาซั่งเต๋อ
ฟางจิ่งเทียนและนักพรตกว่างหยวนมารวมตัวกัน มองดูจุดดำที่ค่อยๆ หายลับไปจุดนั้นก่อนจะถอนใจออกมา
“บอกจะมาก็มา บอกจะไปก็ไป นี่ไม่เห็นชิงซานของเราอยู่ในสายตาจริงๆ อย่างนั้นหรือ?”
ฟางจิ่งเทียนกล่าวว่า “ข้าจะไปดูทางนั้นหน่อย”
นักพรตกว่างหยวนกล่าวเตือนขึ้นมา “เมืองอวิ๋นจี๋เป็นเขตหวงห้ามของเจ้าแห่งยอดเขา”
ฟางจิ่งเทียนกล่าวว่า “เจ้าสำนักจงโจวมายังชิงซานเพื่อพบกับปีศาจตัวนั้น หรือว่าไม่ควรระวัง?”
นักพรตกว่างหยวนจ้องมองดวงตาของเขาพลางกล่าวว่า “ศิษย์พี่ใหญ่บอกเอาไว้ ไม่ว่าใครก็ห้ามทำอะไรทางนั้น”
คิ้วสีขาวของฟางจิ่งเทียนพลิ้วไหวขึ้นมาเล็กน้อย พลางกล่าวด้วยสายตาเฉยชาว่า “ไป๋กุ่ยอยู่ทางนั้น ข้าจะทำอะไรเขาได้หรือ?”
นักพรตกว่างหยวนถอนหายใจ ในใจคิดว่าต่อให้ตอนนี้ท่านทำอะไรจิ๋งจิ่วไม่ได้ แต่ท่านก็ทำคนอื่นได้มิใช่หรือ?
……
……
นักพรตถานมา
จากนั้นเขาก็ไป
พูดแค่ไม่กี่ประโยค
ในคำพูดไม่กี่ประโยคนั้นมีเรื่องขอแต่งงาน เรื่องนักพรตไท่ผิง แล้วก็ยังมีเรื่องเจ้าสำนักจงโจว
สายฟ้ามักจะแอบซ่อนอยู่ในวันเวลาเงียบสงบเช่นนี้
ผ่านไปครู่ใหญ่ กู้ชิงกับหยวนฉวี่ก็ยังไม่ได้สติกลับมา
“จริงอยู่ที่นักพรตถานเป็นเจ้าสำนักจงโจว แต่ทั่วทั้งแผ่นดินเฉาเทียนต่างรู้ดีว่าในเขาอวิ๋นเมิ่ง คนที่มีอำนาจตัดสินใจคือนักพรตไป๋”
จัวหรูซุ่ยกล่าวว่า “ข้าคิดว่านักพรตถานคงไม่อยากให้สำนักจงโจวเป็นของสกุลไป๋ไปตลอด ถึงได้คิดจะให้ปรมาจารย์อาไปเป็นเจ้าสำนัก”
เจ้าล่าเยวี่ยลังเลไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวว่า “ข้าคิดว่าเรื่องนี้น่าจะเป็นความคิดของไป๋เจ่า”
นางรู้ดี หญิงสาวที่ดูอ่อนแอผู้นั้นดูเหมือนเฉยชา แต่ความจริงกลับมีจิตที่ปฏิพัทธ์ต่อจิ๋งจิ่วอย่างลึกซึ้ง
ไม่ว่าในคำเชิญของนักพรตถานจะแอบซ่อนแผนการอะไรเอาไว้ ในนั้นก็จะต้องมีแผนการส่วนหนึ่งที่ไป๋เจ่าคิดเผื่อเอาไว้ให้จิ๋งจิ่วอย่างแน่นอน
จิ๋งจิ่วไม่อยากสนใจเรื่องนี้ เขาย่อมไม่ไปครุ่นคิดอะไร แต่เมื่อเห็นพวกเขาตั้งใจขนาดนี้ เขาจึงกล่าวว่า “ไปลองถามถงเหยียนดู”
หากจะบอกว่าใครรู้จักสถานการณ์ภายในสำนักจงโจวดีที่สุด คนผู้นั้นย่อมต้องเป็นถงเหยียน
“รับเอาเจ้าเด็กดินแดนหมิงผู้นั้นออกมาด้วย หลังถามถงเหยียนเสร็จแล้วก็ดูว่าเขาจะออกมาด้วยหรือเปล่า” เขากล่าวกับหยวนฉวี่
หยวนฉวี่รับคำ ก่อนจะคิดถึงอีกเรื่องหนึ่งขึ้นมา จึงกล่าวถามว่า “ศิษย์น้องเล็กยังอยู่บนยอดเขากระบี่ จะให้แจ้งเขาด้วยหรือเปล่าขอรับ?”
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “รอเขาตื่นขึ้นมาเอง”
กู้ชิงกล่าวว่า “ทางข้ามีธุระเล็กน้อยต้องไปจัดการเสียหน่อยขอรับ”
จิ๋งจิ่วรู้ว่าเขาหมายถึงเรื่องอะไร จึงกล่าวว่า “จัดการเสร็จแล้วก็กลับมา”
……
……
จิ๋งจิ่วเป็นคนวางตำแหน่งข่ายพลังในเรือนจิ่งหยวน ส่วนกู้ชิงเป็นคนดำเนินการตั้งข่ายพลัง นักพรตถานสามารถมองข้ามข่ายพลังเหล่านี้ได้ แต่ถ้าหากตัวพวกเขาเองจะออกไปกลับค่อนข้างยุ่งยาก
เมื่อมาถึงบนก้อนหินก้อนหนึ่งที่อยู่ริมลำธาร กู้ชิงเตรียมจะคลายข่ายพลัง เจ้าล่าเยวี่ยพลันกล่าวถามขึ้นมาว่า “เจ้าคนเดียวจัดการได้ไหม?”
เมื่ออยู่ต่อหน้านาง กู้ชิงย่อมไม่ต้องปิดบัง เขากล่าวอย่างค่อนข้างกังวลว่า “อาจจะค่อนข้างยุ่งยากขอรับ”
เจ้าล่าเยวี่ยมองจัวหรูซุ่ยกล่าวว่า “เจ้าไปช่วยเขา”
จัวหรูซุ่ยรู้ว่าเรื่องนั้นค่อนข้างยุ่งยาก จึงกล่าวอย่างไม่พอใจ “ได้ยังไง? ข้าเป็นศิษย์ยอดเขาเทียนกวง ไม่ใช่คนของยอดเขาเสินม่อเสียหน่อย”
เจ้าล่าเยวี่ยกล่าวว่า “ตอนนี้เจ้าเป็นคนของเรือนจิ่งหยวน”
……
……
นักพรตถานบอกว่าเรื่องที่เขาจะคุยนั้นมิใช่เรื่องในตอนนี้ นั่นก็หมายความว่าเขารู้ดีว่าเรือนจิ่งหยวนไม่มีทางที่จะเงียบสงบเหมือนอย่างตอนนี้ไปได้ตลอด
นี่คือคำพยากรณ์
การมาถึงของอนาคตมักจะเร็วกว่าที่ทุกคนคาดคิดเอาไว้
ความวุ่นวายมักจะมาเยือนโดยไม่มีสัญญาณเตือน
หลังจากความวุ่นวายในครั้งนั้น สำนักชิงซานก็ค่อยๆ กลับคืนสู่ความสงบ
หยวนฉีจิงอยู่ในยอดเขาซั่งเต๋อ คอยควบคุมกฎระเบียบและข้อบังคับของสำนักเหมือนอย่างที่ผ่านมา
กฎที่จิ๋งจิ่ววางเอาไว้เหล่านั้นได้ถูกฟางจิ่งเทียนแก้ไขไปหลายอย่าง
เหล่าศิษย์ยอดเขาเหลี่ยงว่างสามารถเข้าออกสำนักได้อย่างอิสระ เจี่ยนหรูอวิ๋นและศิษย์ที่เคยคัดค้านเรื่องที่จิ๋งจิ่วจะรับตำแหน่งเจ้าสำนักอย่างรุนแรงเหล่านั้นก็ถูกปล่อยตัวออกมาจากคุกกระบี่เช่นเดียวกัน เพียงแต่ไป๋หรูจิ้งแขนขาดทั้งสองข้าง เส้นปราณถูกเจตน์กระบี่ของกระบี่มิคำนึงปิดผนึกเอาไว้ ไม่สามารถรักษาให้กลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ จึงได้แต่ต้องกลายเป็นคนพิการที่ไร้ประโยชน์
คนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือพวกตระกูลที่มียอดเขาเสินม่ออยู่เบื้องหลังเหล่านั้น อย่างเช่นตระกูลกู้และเรือนเป่าซู่
หลังกู้ชิงและจัวหรูซุ่ยออกไปจากเมืองอวิ๋นจี๋ พวกเขาก็ขี่กระบี่ตรงไปยังมณฑลหนานเหอ ก่อนจะบินลงไปยังชั้นบนสุดของอาคารสีเหลืองน้ำตาลที่อยู่ในเมืองเฉาหนานแห่งนั้น
เจ้าแห่งเรือนเป่าซู่คุกเข่าอยู่ตรงหน้าทั้งสองคน ก่อนจะกล่าวรายงานสถานการณ์ในช่วงสิบกว่าวันนี้ออกมาอย่างรวดเร็ว
จากที่จิ๋งจิ่วได้ทำข้อตกลงเอาไว้กับอาต้า เรือนเป่าซู่จะเป็นของยอดเขาเสินม่อและยอดเขาปี้หูคนละครึ่ง แต่แน่นอนว่ายอดเขาปี้หูนั้นได้แค่เพียงส่วนแบ่งและผลประโยชน์ ไม่มีสิทธิ์ออกเสียงอะไร หลังคนของยอดเขาเสินม่อออกไปจากชิงซานแล้ว ทางยอดเขาปี้หูก็ไม่ได้ก่อเรื่องอะไร กลับกลายเป็นยอดเขาอื่นๆ ที่เสนอข้อเรียกร้องอย่างชัดเจนว่าผลผลิตทุกอย่างของเรือนเป่าซู่และยาวิเศษกับของล้ำค่าที่เก็บรวบรวมมาจากที่ต่างๆ ในโลกห้ามไม่ให้ส่งไปยังยอดเขาเสินม่ออีก หากแต่ต้องส่งให้ยอดเขาทั้งเก้าทำการจัดสรรกันอีกทีหนึ่ง
“พรุ่งนี้จะทำการกำหนดสัดส่วนของแต่ละตระกูล แล้วก็เป็นเส้นตายสุดท้ายที่ทางสำนักให้ข้าเอาไว้”
เวลาเพียงแค่สิบกว่าวัน เจ้าแห่งเรือนเป่าซู่ผอมจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม เขากล่าวด้วยเสียงที่แหบพร่าเล็กน้อยว่า “ตอนนี้ข้าจบสิ้นแล้วขอรับ”
……………………………………………………….
[1]ปลาจิ๋นหลี่ คือปลาคาร์ฟ