มรรคาสู่สวรรค์ - ตอนที่ 75 ผิงหย่งเจียออกมาแล้ว!
ตวามเร็วในการไหลของเวลาในคันฉ่องฟ้ากระจ่างไม่เหมือนกับในโลกแห่งความเป็นจริง ความเร็วในการไหลของเวลาบนแผ่นดินเฉาเทียนก็อาจจะไม่เหมือนกับโลกที่อยู่ด้านนอก แต่ทิศทางการไหลของเวลานั้นไม่มีวันเปลี่ยนแปลง มันมักจะเดินไปข้างหน้าอย่างเย็นชาและน่าเบื่อ ในวันเวลาที่ดูปกติธรรมดาวันหนึ่ง ในที่สุดผิงหย่งเจียก็ตื่นขึ้นมา
เวลาทำให้ทั่วทั้งร่างกายของเขาเต็มไปด้วยเศษดินและเศษฝุ่น แต่เขากลับไม่รู้สึกอะไร คล้ายว่าหลับไปอย่างสบายตื่นหนึ่ง ทั่วทั้งร่างกายโปร่งสบาย บิดขี้เกียจขึ้นมาทีหนึ่งโดยไม่รู้ตัว
เสียงเป๊าะๆ ดังเบาๆ ออกมาจากในร่างกายของเขา จากนั้นบนหน้าผาที่รอบด้านก็มีเสียงระเบิดคล้ายฝนที่จู่ๆ ก็เทลงมาอย่างไรอย่างนั้น
ตูมๆๆๆ!
เจตน์กระบี่จำนวนนับไม่ถ้วนกระจายตัวออกไปตามแขนที่เหยียดกางออกทั้งสองข้างของเขา ก่อนจะตกลงมาบนผาหินที่แข็งแกร่ง ฟันเป็นร่องรอยจำนวนนับไม่ถ้วน
เศษหินร่วงตกลงมา เพียงพริบตาก็กองเป็นชั้นอยู่บนพื้น
เขาเดินออกมาจากในถ้ำ มองดูที่รอยกระบี่ที่ลึกและชัดเจนบนผาหินเหล่านั้น รู้สึกตกใจจนพูดไม่ออก จึงมองดูดูมือทั้งสองข้างของตน ในใจครุ่นคิดว่านี่มันเกิดอะไรขึ้น?
คิดอยู่ครู่หนึ่งก็คิดไม่เข้าใจ เขาก็เองขี้เกียจที่จะไปคิดอีก จึงเดินไปเรื่อยๆ อยู่บนเขา ด้วยคิดอยากจะดูว่าจะสามารถเก็บกระบี่ที่ถูกใจได้สักเล่มหรือไม่
เสียงจำนวนนับไม่ถ้วนดังลอยออกมาจากในภูเขา เศษหินกระดอนไปมา เจตน์กระบี่ค่อยๆ พวยพุ่ง กระบี่บินและหน่อกระบี่จำนวนหลายสิบเล่มบินออกมาจากใต้พื้นดินและในร่องหิน
จะว่าไปแล้วมันก็แปลก ในตอนที่เขามายังยอดเขากระบี่เพื่อตามหากระบี่ครั้งนั้น กระบี่ที่อยู่ในยอดเขากระบี่เหล่านี้ก็บินออกมาเองเช่นกัน
แต่วันนี้มีบางอย่างที่แตกต่างออกมา ในตอนที่ผิงหย่งเจียยื่นมือออกไปด้วยอยากจะหยิบกระบี่ที่ต้องตาบางเล่มมาดู กระบี่เล่มนั้นกลับถอยไปด้านหลัง หลบมือของเขา
ผิงหย่งเจียงุนงง ยื่นมือออกไปจะคว้าจับกระบี่อีกเล่มเอาไว้ แต่กระบี่เล่มนั้นก็พลิกหมุนอยู่บนพื้นสองสามรอบ ก่อนจะหลบออกไปเช่นกัน
หากพวกเจ้าไม่อยากถูกข้าเอาไป แล้วจะออกมาหาข้าทำไม?
ผิงหย่งเจียไม่เข้าใจเป็นอย่างมาก สองเท้าก้าวต่อไปข้างหน้า กระบี่บินเหล่านั้นหลบเท้าของเขา เหมือนกระแสน้ำที่แหวกออกอย่างไรอย่างนั้น
เขาเดินไปในยอดเขากระบี่เช่นนี้ มีกระบี่บินอย่างน้อยหลายร้อยเล่มออกมาต้อนรับเขา จากนั้นก็หลบไป
เขาคล้ายจะเข้าใจขึ้นมาแล้ว กระบี่เหล่านี้ไม่ใช่ว่าไม่อยากตามเขาไป หากแต่เป็นเพราะพวกมันรู้สึกกริ่งเกรงและต่ำต้อย
“นี่มันเกิดอะไรขึ้นล่ะเนี่ย?”
ผิงหย่งเจียยืนอยู่บนก้อนหินก้อนใหญ่ก้อนหนึ่ง มองดูกระบี่บินหลายร้อยเล่มที่อยู่บนยอดเขาเหล่านั้น พลางกล่าวด้วยสีหน้าจนปัญญาว่า “ข้าก็ไม่รังเกียจพวกเจ้าแล้วไง?”
กระบี่เหล่านั้นเบี่ยงปลายกระบี่ลงเล็กน้อย ไม่รู้ว่าแสดงการยอมจำนนหรือว่าไม่เชื่อ
บนเมฆหมอกที่อยู่สูงขึ้นไปมีเสียงร้องของอินทรีเหล็กดังขึ้นมา คล้ายกำลังตอบรับผิงหย่งเจีย
ผิงหย่งเจียไม่รู้จะทำอย่างไร จึงเดินลงมาจากบนยอดเขากระบี่ทั้งๆ ที่ใบหน้าเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบฝุ่นและคราบดิน ในใจคิดว่าสุดท้ายก็ไม่ได้กระบี่ ทำให้อาจารย์ขายหน้าจริงๆ
เมื่อมาถึงด้านล่างยอดเขาอวิ๋นสิง เขาก็ได้เจอกับศิษย์ชิงซานสองสามคน จึงตะโกนเรียกศิษย์พี่ออกไปทันที
ศิษย์ชิงซานเหล่านั้นคิดว่าเขาเป็นศิษย์ในสำนักที่เพิ่งเข้ามาใหม่ จึงไม่ได้สนใจอะไร ตอบรับว่าอืมคำหนึ่งพลางเดินต่อไปข้างหน้า การพูดคุยมิได้หยุดชะงักลง
“ปีนี้มีศิษย์ที่ไปคารวะที่เรือนจิ่งหยวนเพิ่มขึ้นอีกสิบกว่าคน ก่อนหน้านี้ตอนช่วงเสียวหม่าน[1] ก็มีคนไปเหมือนกัน นี่ช่าง…”
“ศิษย์พวกนั้นบ้าไปแล้วหรือ? เห็นๆ อยู่ว่านั่นมันเป็นปีศาจ ทำไมถึงไปกราบไหว้เหมือนเป็นบรรพจารย์!”
“คำพูดแบบนี้อย่าเที่ยวพูดส่งเดชออกไป ไม่มีใครมีหลักฐาน ไม่เห็นหรือว่ากระทั่งยอดเขาซีไหลก็ยังไม่พูดเรื่องนี้?”
“หากเขาไม่ใช่ปีศาจกระบี่ ทำไมตอนนั้นถึงไม่กล้าเอากระบี่แบกสวรรค์ออกมา? แล้วยังร่างกระบี่ไร้ลักษณ์แต่กำเนิดอะไรนั่นอีก...ก็แค่กระบี่เล่มหนึ่งเท่านั้นแหละ! แล้วก็มีแต่คนบ้าพวกนั้นเท่านั้นที่เชื่อเขา”
“คนบ้า? คนของยอดเขาเสินม่อไม่ต้องไปพูดถึงหรอก แต่ศิษย์พี่จัวหรูซุ่ยนี่ก็บ้าเหมือนกันหรือ?”
ผิงหย่งเจียเดินห่างออกมาหลายสิบจ้างแล้ว แต่เขากลับได้ยินคำพูดเหล่านี้ โดยเฉพาะคำพูดประโยคหลังๆ จึงตกตะลึงจนยืนนิ่งอยู่กับที่
ลมพัดขึ้นมาแผ่วเบา เขาหมุนตัวเดินมายังด้านหลังศิษย์ชิงซานเหล่านั้น พลางกล่าวถามว่า “ศิษย์พี่ พวกท่านกำลังคุยอะไรกันอยู่หรือ?”
ศิษย์ชิงซานเหล่านั้นสบตากัน รู้สึกประหลาดใจ ในใจครุ่นคิดว่าเรื่องนี้ทั่วทั้งชิงซานไม่มีใครไม่รู้ แล้วเจ้าจะถามอะไร?
……
……
ไม่มีใครที่จะอดทนพูดคุยกับศิษย์ในสำนักที่เพิ่งเข้ามาใหม่เป็นเวลานานได้ ผิงหย่งเจียเองก็ไม่มีความอดทนพอที่จะฟังเรื่องราวทั้งหมดจนจบ ในตอนที่เขาพอจะรู้ว่างานฉลองรับตำแหน่งเจ้าสำนักชิงซานได้ผ่านไปแล้วสี่ปี แล้วก็เกิดเรื่องอะไรขึ้นในงานฉลองนั้น เขาก็หมุนตัววิ่งไปทางยอดเขาเสินม่อ ใบหน้าขาวซีดราวกระดาษ
พายุฝุ่นสายหนึ่งม้วนเอาเศษหญ้าฟุ้งกระจายขึ้นมา เขาวิ่งจากยอดเขาอวิ๋นสิงมายังด้านล่างยอดเขาเสินม่อด้วยความเร็วที่ยากจะจินตนาการได้
ข่ายพลังปิดกั้นของยอดเขาเสินม่อได้เปิดออกแล้ว ทุกที่บนยอดเขาเต็มไปด้วยเจตน์กระบี่ ขวางกั้นเส้นทางที่จะขึ้นไปบนยอดเขาเอาไว้
ผิงหย่งเจียยืนอยู่ตรงปากทางขึ้นมา รับรู้ได้ถึงความแข็งแกร่งและความน่ากลัวของข่ายพลังปิดกั้นได้อย่างชัดเจน
เขาได้ยินว่าในอดีตอาจารย์กับอาจารย์อาหญิงก็เกือบจะขึ้นไปไม่ได้ แล้วตัวเองจะขึ้นไปได้อย่างไร?
แต่เมื่อคิดถึงคำพูดที่ศิษย์พี่เหล่านั้นพูดก่อนหน้านี้ เขาก็ไม่สามารถยืนอยู่ด้านนอกยอดเขาแบบนี้ต่อไปได้เช่นกัน
อาจารย์เป็นปีศาจอย่างนั้นหรือ? เป็นไปได้อย่างไร!
ข่ายพลังปิดกั้นของยอดเขาเสินม่อเปิดทำงาน อาจารย์ของเขา อาจารย์อาหญิงกับศิษย์พี่สองคนนั้นถูกขังอยู่ในนี้แล้วอย่างนั้นหรือ? ศิษย์พี่จัวหรูซุ่ยเองก็ถูกขังเอาไว้ด้วยเหมือนกันหรือ? ตอนนี้พวกเขาเป็นอย่างไรบ้าง?
ความเป็นห่วงและความไม่สบายใจอย่างรุนแรง แล้วก็ความรู้สึกผิดอยู่ในใจทำให้เขาเกิดความกล้าขึ้นมา เขากัดฟันวิ่งขึ้นไปบนทางขึ้นเขา
เสียงฉึบเบาๆ ดังขึ้น
ผิงหย่งเจียวิ่งไปบนทางขึ้นเขาก้าวหนึ่งก็หยุดลง
เขาก้มหน้ามองดูเท้าขวาของตัวเอง พบว่าด้านล่างหัวเข่ามีบาดแผลปรากฏขึ้นมาแผลหนึ่ง เป็นเส้นตรงยาว โลหิตสดๆ ไหลออกมาจากด้านในอย่างช้าๆ ปากแผลค่อยๆ เปิดออก คล้ายมองเห็นกระดูกสีขาวด้านใน
เขางุนงงอยู่ครู่ก่อนจะตื่นขึ้นมา ความเจ็บปวดอย่างรุนแรงทำให้คิ้วของเขาขมวดขึ้นมา ปากอ้าค้าง ตะโกนอะไรไม่ออกไปครู่หนึ่ง
เบื้องหน้าไม่รู้ว่ามีเสียงร้องของวานรดังลอยมาจากไหน ผิงหย่งเจียได้สติกลับมาเล็กน้อย จึงรีบฉีกผ้าตรงแขนเสื้อออกมาชิ้นหนึ่ง พันปากแผลอย่างตั้งใจ
เขาพันแผลเสร็จเรียบร้อย ใบหน้าขาวซีดราวกระดาษ ก่อนจะตะโกนออกมาด้วยเสียงที่แหบพร่าเล็กน้อยไม่หยุดว่า “เจ็บๆๆๆๆ!”
เสียงร้องของเหล่าวานรดังขึ้นอีกครั้ง คล้ายกำลังเยาะเย้ยอยู่เล็กน้อย
ผิงหย่งเจียเกียจคร้านที่จะไปสนใจวานรพวกนั้น เขานั่งลงบนพื้น เป่าลมใส่ปากแผลไม่หยุด ขณะเดียวกันก็พูดกับตัวเองว่า “ไม่เจ็บๆๆๆๆ….”
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไร ในที่สุดความเจ็บปวดก็ค่อยๆ หายไป ในตอนที่เขามองไปยังทางขึ้นเขาที่ดูเหมือนเงียบสงบเส้นนั้นอีกครั้ง ภายในดวงตาของเขาก็ได้มีความรู้สึกหวาดกลัวปรากฏขึ้นมา
แต่ต่อให้กลัวแค่ไหนเขาก็ต้องขึ้นไป
ผิงหย่งเจียพลันหลับตา สีหน้าค่อยๆ สงบลง ดูคล้ายหลับไปอย่างไรอย่างนั้น เหมือนอย่างตอนที่อยู่บนยอดเขากระบี่
ผ่านไปไม่นาน เขาก็ค่อยๆ ลุกขึ้นยืนทั้งๆ ที่หลับตาอยู่แบบนั้น เดินขึ้นไปตามทางขึ้นเขาเส้นนั้น
เห็นๆ อยู่ว่าเบื้องหน้าไม่มีอะไร แต่จู่ๆ เขากลับยกเท้าขวาขึ้นมา ก้าวข้ามอุปสรรคที่มองไม่เห็นตรงเบื้องหน้า จากนั้นหมุนไปทางขวา…
หลังจากนั้นผิงหย่งเจียก็กลายเป็นเหมือนหุ่นเชิด คล้ายถูกเชือกที่มองไม่เห็นคอยดึงเอาไว้อยู่ ประเดี๋ยวก็เดินไปข้างหน้า ประเดี๋ยวก็ถอยหลัง ประเดี๋ยวก็หมุนตัวอยู่บนทางเดินขึ้นเขา
แต่จะว่าไปแล้วมันก็แปลก ถึงแม้จะเดินเช่นนี้ แต่เขากลับไม่ถูกเจตน์กระบี่เหล่านั้นฟันจนได้รับบาดเจ็บ เพียงแต่บางครั้งเสื้อผ้าบนร่างกายจะถูกฟันจนขาดไปบางส่วน จึงดูค่อนข้างน่าหวาดเสียว
หลังผ่านไปครึ่งชั่วยาม ในที่สุดเขาก็มาถึงช่วงกึ่งกลางของยอดเขาเสินม่อ บนใบหน้ามีรอยเลือดเล็กๆ อยู่สองสามรอย เสื้อผ้าบนร่างกายขาดวิ่น
เมื่อมาถึงตรงนี้ เขาคล้ายจะเจอความยุ่งยากอะไรบางอย่าง จึงหยุดอยู่ตรงนี้เป็นเวลานาน
จู่ๆ ผิงหย่งเจียพลันตะโกนสบถออกมา พลางลืมตาขึ้นมาอย่างกล้าหาญ สูดหายใจลึกๆ มองไปข้างหน้าแล้วกระโดดออกไป
“ข้ากระโดด! ข้ากระโดด! ข้ากระโดดๆๆๆ!”
จากหุ่นเชิดกลายเป็นกระต่าย กระโดดไปข้างหน้าบนทางขึ้นเขาเช่นนี้
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไร เขากระโดดแบบนี้จนมาถึงปลายยอดเขา
……
……
บนยอดเขาเสินม่อโดดเดี่ยวไร้ซึ่งผู้คน ประตูหินตรงหน้าถ้ำปิดสนิท บนตำหนักมีใบไม้แห้งร่วงตกลงมา ดูรกร้างเป็นยิ่งนัก
ถ้ำคือสถานที่ที่ใช้นอน ตำหนักคือสถานที่ที่ใช้ดูหิมะ ริมผาคือสถานที่ที่ใช้เหยียบเมฆ
ตอนนี้ทะเลเมฆยังคงเหมือนก่อน ดูแล้วตอนฤดูหนาวก็คงจะมีหิมะตก แต่คนเหล่านั้นกลับไม่อยู่แล้ว เก้าอี้ไม้ไผ่ที่เขาเคยแอบนอนตัวนั้นก็ไม่อยู่แล้ว
ผิงหย่งเจียมองดูทิวทัศน์ที่คุ้นเคย แต่ก็ดูแปลกหน้าตรงเบื้องหน้า ภายในใจรู้สึกอ้างว้างเป็นยิ่งนัก อดรู้สึกเศร้าใจขึ้นมาไม่ได้
อาจารย์ถูกคนพวกนั้นหักหลัง ไม่ได้ถูกขังอยู่บนยอดเขาเสินม่อ ดูแล้วคงจะถูกขับออกไปจากชิงซาน เกรงว่าคงอยู่ได้อีกไม่นาน...
ต่อให้เป็นสถานที่ที่มองว่าเป็นบ้าน แต่ถ้าไม่มีคนอยู่มันก็ไม่มีความหมาย ผิงหย่งเจียเดินลงจากเขาเหมือนวิญญาณหลุดออกจากร่าง
ไม่รู้เป็นเพราะความพิเศษของข่ายพลังปิดกั้นของยอดเขาเสินม่อ หรือว่าเจตน์กระบี่ทั่วทั้งภูเขารู้แล้วว่าเขาเป็นใคร ในตอนที่เดินลงมาเขาจึงไม่เจอปัญหาใดๆ
ผ่านไปไม่นาน เขาก็มาถึงกระท่อมหลังเล็กตรงด้านล่างหน้าผา
กระท่อมไม้หลักเล็กไม่มีใครอาศัยอยู่เป็นเวลานาน เศษฝุ่นบนขั้นบันไดมีรอยเท้าของพวกลิงอยู่เต็มไปหมด ชาดำถูกรื้อจนกระจัดกระจายทั่วทั้งกระท่อม แต่ชาเขียวกลับยังอยู่ในโหลอย่างดี
วานรเหล่านั้นรู้ว่าหลายปีมานี้กู้ชิงดื่มแต่ชาเขียว พวกมันย่อมไม่กลัวถูกต่อว่า
ผิงหย่งเจียมองดูชาเขียวที่อยู่ในโหล จมูกเริ่มแสบขึ้นมา ในใจคิดว่าศิษย์พี่กู้ชิงไปอยู่ที่ไหนกันนะ? ยังจะกลับมาดื่มชาอีกหรือเปล่า?
หลังออกมาจากกระท่อมไม้ เขาก็ไปยังริมลำธาร
เมื่อหลายปีก่อนเขาเคยมาเก็บก้อนหินที่อาจารย์อาหญิงใช้กระบี่มิคำนึงฟันจนแตก บางครั้งก็จะขี่ม้าตัวนั้น
ม้าตัวนั้นไปอยู่ที่ไหนแล้ว?
ผิงหย่งเจียกวาดตามองดูรอบๆ ลำธาร ทันใดนั้นพลันพบกองก้อนหินที่ยกตัวสูงขึ้นมา ประกายกระบี่ภายในดวงตาสว่างวาบขึ้นมา มองเห็นสิ่งที่อยู่ด้านในได้อย่างชัดเจน
ที่แท้ม้าตัวนั้นตายไปแล้ว
ที่แท้ผ่านมานานขนาดนี้แล้ว
ผิงหย่งเจียเดินไปตรงหน้ากองก้อนหินนั้น ใช้มือลูบก้อนหินเบาๆ พลางเช็ดดวงตาของตัวเอง ไม่ได้พูดอะไร
เสียงร้องของเหล่าวานรดังใกล้เข้ามา
ยอดไม้ลู่ไหวเอน ลมพลันพัดขึ้นมา เหล่าวานรกระโดดออกมาจากในป่า ล้อมอยู่รอบตัวเขา พลางตบมือและไหล่ของเขาอย่างระมัดระวังเพื่อแสดงการปลอบใจ
“ขอบคุณ ขอบคุณ”
ผิงหย่งเจียกล่าวขอบคุณอย่างจริงใจด้วยดวงตาที่แดงก่ำ มิได้รู้สึกว่าลิงเหล่านี้น่ารำคาญอีก
เขารู้สึกขอบคุณที่ลิงเหล่านี้ปลอบตนเอง แล้วก็ยิ่งรู้สึกขอบคุณที่พวกมันฝังม้าตัวนี้เอาไว้อย่างดี
ก่อนหน้านี้บรรยากาศริมลำธารอึมครึมซึมเซา
หลังจากนั้นอารมณ์ของผิงหย่งเจียก็พังทลายลงมา
เขาตะโกนลงไปยังด้านล่างยอดเขาอย่างโกรธแค้นว่า “ข้าจะฟันพวกแม่งให้หมดเลย!”
……
……
เสียงตะโกนอย่างโกรธแค้นดังสะท้อนไปมาในภูเขา คลอเคลียไปกับเสียงลำธาร ไหลลงไปยังด้านล่างยอดเขา
เหล่าวานรมองเขาอย่างเงียบๆ สายตาจำนวนมากมองไปยังมือขวาของเขา
หลังผู้ฝึกกระบี่ของชิงซานบรรลุขั้นมิประจักษ์แล้วก็จะสามารถรวมเป็นหนึ่งเข้ากับกระบี่บินได้ ในมือไร้กระบี่ แต่มิได้หมายความว่าจะไม่มีกระบี่จริงๆ แต่ความหมายของลิงเหล่านี้ชัดเจนเป็นอย่างมาก
—-กระบี่ของเจ้าล่ะ?
ผิงหย่งเจียจนปัญญา กล่าวว่า “เรื่องนี้พูดไปแล้วมันค่อนข้างซับซ้อน ไม่ใช่ว่าข้าเอากระบี่มาไม่ได้ แต่กระบี่พวกนั้นมัน….”
ไม่ทันรอให้เขาพูดตบ วานรแก่ตัวหนึ่งพลันเดินเข้ามาจากด้านนอก
เห็นได้ชัดว่าววานรแก่ตัวนี้มีสถานะภายในฝูงที่สูงอย่างมาก วานรทุกตัวต่างหยุดส่งเสียงโวยวาย มองดูมันด้วยความเกรงกลัวเป็นอย่างมาก
วานรแก่เดินมาตรงหน้าผิงหย่งเจีย จูงมือเขาอย่างช้าๆ เดินไปยังหน้าผาที่อยู่อีกด้านของลำธาร
ผิงหย่งเจียงุนงง จากนั้นก็นึกถึงนิทานที่เคยได้อ่านเมื่อสมัยเด็กๆ เหล่านั้น จึงอดรู้สึกดีใจขึ้นมาไม่ได้
เหล่าวานรยืนอยู่ตรงลำธารอย่างเงียบๆ มองดูวานรแก่พาผิงหย่งเจียเดินข้ามลำธารไป กระทั่งทั้งสองหายเข้าไปในป่า พวกมันก็ยังไม่แยกย้ายไปไหน
ภายในป่าด้านนั้นคือหน้าผาที่สูงชัน ตรงหน้าผามีเถาวัลย์ขึ้นอยู่เป็นจำนวนมาก ในจุดที่เถาวัลย์รกทึบที่สุด….กลับมีถ้ำแห่งหนึ่งแอบซ่อนอยู่
………………………………………….
เสียวหม่าน[1] แปลว่า เมล็ดพันธุ์อุดม ข้าวเริ่มออกรวง คือช่วงประมาณวันที่ 20-22 พฤษภาคม