มรรคาสู่สวรรค์ - ตอนที่ 76 ปัญหาที่เกิดขึ้นจากถั่ว!
ในอดีตไม่รู้ว่านักพรตจิ่งหยางเก็บของล้ำค่าเอาไว้ในยอดเขาเสินม่อมากน้อยเท่าไร บางอย่างกระทั่งตัวเขาก็ยังลืมไปแล้ว แต่ว่าแค่เพียงของที่เขายังจำได้เหล่านั้นมันก็เพียงพอที่จะให้พวกเจ้าล่าเยวี่ยได้ใช้บำเพ็ญเพียรแล้ว ดังนั้นในช่วงเวลาหลายสิบปีมานี้ ศิษย์ของยอดเขาเสินม่อจึงไม่เคยต้องกังวลใจเรื่องยาวิเศษเลย
แต่ในตอนที่ผิงหย่งเจียเปิดประตูหินของถ้ำแล้วมองเห็นกระบี่บินและขวดยาที่วางอยู่บนชั้นเหล่านั้น เขาก็ยังอดรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาไม่ได้
นั่นคือขวดหยกสีเขียวบริสุทธิ์ใบหนึ่ง ใช้ยันต์ของเรือนอี้เหมาปิดผนึกเอาไว้ ไม่มีกลิ่นใดๆ เล็ดลอดออกมาแม้แต่น้อย เพียงเท่านี้ก็พอจะรู้ได้เลยว่ายาที่อยู่ข้างในมันล้ำค่าแค่ไหน
กระบี่เหล่านั้นก็ไม่ธรรมดาเช่นเดียวกัน เพียงแต่สิ่งที่ทำให้ผิงหย่งเจียรู้สึกค่อนข้างจนปัญญาก็คือในตอนที่เขาเดินเข้าไปตรงหน้ากระบี่บินเหล่านั้น เขาก็รับรู้ได้ถึงความรู้สึกกริ่งเกรงและน้อยเนื้อต่ำใจของอีกฝ่ายได้อีกครั้ง
ในเมื่อกระบี่เหล่านี้ไม่อาจใช้ได้ อย่างนั้นก็กินยาพวกนี้แล้วกัน
ผิงหย่งเจียย่อมต้องรู้ว่ายาวิเศษนั้นไม่อาจกินส่งเดชได้ แต่ตอนนี้เขารีบร้อนที่จะยกระดับสภาวะ แล้วก็คิดถึงว่าวานรแก่เป็นคนพาตัวเองมา น่าจะไม่มีปัญหาอะไร
ในนิทานเรื่องเล่าเหล่านั้น มีใครเคยเห็นตัวเอกต้องตายจากการที่กระโดดลงจากหน้าผาจนไปเจอสมบัติบ้างหรือเปล่า?
ความโชคดีไม่เคยมีปัญหา!
เมื่อคิดถึงความอ้างว้างโดดเดี่ยวของยอดเขาเสินม่อ คิดถึงการพูดคุยของศิษย์ชิงซานเหล่านั้น บนใบหน้าเขาก็มีสีหน้าดุร้ายปรากฏขึ้นมา มือเอื้อมไปหยิบเอาขวดสีเขียวหยกใบนั้นขึ้นมา ฉีกกระดาษยันต์ออก ยกขึ้นมากรอกใส่ปากอย่างไม่ลังเล!
เมื่อเห็นภาพนี้ วานรแก่ตัวนั้นตกตะลึงไปทันที
“กรอบมากเลย เหมือนหลอดเลือดหัวใจเลย….”
ผิงหย่งเจียเคี้ยวยาเหล่านั้นเหมือนเคี้ยวถั่ว มองดูสีหน้าของวานรแก่พลางกล่าวว่า “เอ่อ ขอโทษที ลืมเหลือให้เจ้าเม็ดหนึ่ง”
วานรตัวนั้นพลันส่งเสียงร้องแปลกๆ ออกมา รีบวิ่งออกไปจากถ้ำโดยไม่เหลียวหน้ากลับมา แล้วก็ไม่ลืมที่จะปิดประตูหิน
ผิงหย่งเจียคิดในใจว่านี่มันหมายความว่าอย่างไร ในขณะที่เตรียมจะวิ่งตามออกไปถามสักสองสามประโยค จู่ๆ พลันรู้สึกปวดท้องขึ้นมาอย่างรุนแรง สีหน้าเปลี่ยนไปทันที
……
……
วานรแก่วิ่งออกมาจากถ้ำอย่างรวดเร็ว ข้ามลำธาร กลับมายังฝูงด้วยเนื้อตัวเปียกโชก ส่งเสียงร้องเล็กแหลมขึ้นมาเพื่อบอกให้ฝูงวานรรีบกลับเข้าไปในป่า
เหล่าวานรไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น รีบวิ่งกลับเข้าไปในป่าอย่างตื่นตระหนก จนกระทั่งถอยไปได้หลายลี้ พวกมันถึงจะค่อยๆ สงบลง
วานรแก่ปีนขึ้นไปบนยอดไม้ มองไปทางถ้ำแห่งนั้น ในดวงตาเต็มไปด้วยความรู้สึกเป็นห่วงและโมโห
ฤทธิ์ยาของยาที่อยู่ในขวดนั้นรุนแรงเป็นอย่างมาก ต่อให้เป็นผู้ที่พยายามบรรลุขั้นแหวกทะเล กินเข้าไปเม็ดเดียวก็เพียงพอแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นอย่างน้อยก็ต้องเก็บตัวหนึ่งปีขึ้นไปเพื่อสลายฤทธิ์ยา
ผิงหย่งเจียกินเข้าไปขวดหนึ่งโดยไม่สนใจอะไร ร่างกายเขาจะต้องระเบิดจนตายอย่างแน่นอน ยิ่งไปกว่านั้นหน้าผาแห่งนั้นก็อาจจะถูกระเบิดจนพังถล่มลงมา
ในขณะที่มันกำลังคิดถึงเรื่องนี้ ยอดไม้พลันโยกไหว
เหล่าวานรที่อยู่ในป่าพากันส่งเสียงกรีดร้องตกใจ วิ่งแตกตื่นไปคนละทิศคนละทาง มีลูกวานรบางตัวถึงขนาดตกลงมาจากบนตัวแม่ของมัน
น้ำในลำธารเกิดเป็นระลอกคลื่นขึ้นมาจำนวนนับไม่ถ้วน บนพื้นเกิดฝุ่นควันคละคลุ้ง นี่คือแผ่นดินไหว!
ครืน! เสียงทึบๆ ที่เหมือนเสียงฟ้าคำรามเสียงหนึ่งดังมาจากทางหน้าผาด้านนั้น
หลังจากนั้นก็มีเสียงฟ้าคำรามดังขึ้นมาอีกเสียงหนึ่ง หน้าผาสั่นสะเทือนขึ้นมาอีกครั้ง น้ำในลำธารปั่นป่วน
เหตุการณ์ยังไม่จบสิ้น เสียงฟ้าคำรามดังขึ้นมาไม่หยุด พื้นดินสั่นสะเทือนไม่หยุด จนกระทั่งผ่านไปยาวนานมากๆ เหตุการณ์ถึงจะสงบลง
เหล่าวานรภายในป่าเองก็ใจเย็นลง พวกมันมองไปทางหน้าผาด้านนั้น เต็มไปด้วยความรู้สึกสงสัยใคร่รู้และไม่สบายใจ
วานรแก่มองไปทางนั้น ภายในดวงตาที่แก่ชราเต็มไปด้วยความรู้สึกเห็นใจและเศร้าใจ
ชิงซานไม่ได้มีเด็กที่ไร้เดียงสา หรือพูดอีกอย่างก็คือซื่อบื้อเช่นนี้มานานแล้ว
……
……
ข่ายพลังของยอดเขาเสินม่อคือข่ายพลังที่นักพรตจิ่งหยางเป็นคนตั้งขึ้นมาเอง ทั้งแข็งแกร่งและลึกลับมหัศจรรย์เป็นอย่างมาก คนไม่อาจเข้าไปได้ สายตาไม่อาจมองลอดผ่านได้ แต่ลมฝนกลับผ่านเข้าไปได้
ช่วงต้นฤดูหนาว หิมะมาเยือนเมื่อถึงเวลา ตกลงบนยอดเขา หน้าต่างของตำหนักเปิดออก แต่ริมหน้าต่างกลับไร้ซึ่งคนมาดูหิมะ
หิมะเองก็ตกลงมาในป่าที่อยู่ด้านล่างหน้าผา เหล่าวานรจ้องมองไปยังที่ที่หนึ่งโดยไม่ขยับเขยื้อน บนหัวมีหิมะเกาะอยู่ ดูไปก็น่ารักอยู่ทีเดียว
วานรแก่รับเอาผลไม้ที่ลูกหลานส่งมาให้กัดเข้าไปคำหนึ่ง จากนั้นโยนลงไปให้ลูกวานรที่ตัวเล็กที่สุดที่อยู่ใต้ต้นไม้ตัวนั้น สายตายังคงจ้องมองไปทางด้านนั้น
หน้าผาทางด้านนั้นพังถล่มลงมาแล้ว ถ้ำแห่งนั้นถูกฝังอยู่ด้านใน เจ้าซื่อบื้อที่ไร้เดียงสาผู้นั้นจะต้องตายไปแล้วอย่างแน่นอน แต่ปัญหาก็คือเหล่าวานรกลับยังไม่สามารถเข้าไปใกล้ทางด้านนั้นได้ คล้ายว่ามีข่ายพลังและพลังที่กล้าแกร่งสายหนึ่งขวางกั้นระหว่างหน้าผาและโลกภายนอกเอาไว้
วานรแก่ค่อนข้างเป็นกังวล ถึงได้ให้ลูกหลานคอยจ้องมองดูทางด้านนั้นเอาไว้
ในวันเวลาหลังจากนั้น หิมะตกลงมาครั้งแล้วครั้งเล่า จนกระทั่งมาถึงต้นฤดูใบไม้ผลิ ผ่านไปอีกหนึ่งปี
ในรุ่งเช้าวันหนึ่ง วานรแก่พลันตกใจตื่นขึ้นมา มันมองไปทางหน้าผาด้านนั้น ทันใดนั้นพลันพบว่าตรงก้อนหินที่พังถล่มลงมาได้ยกตัวขึ้นเล็กน้อย จากนั้นเปิดออกเป็นโพรงโพรงหนึ่ง
ภายใต้แสงสว่างยามเช้าที่สาดส่องลงมา คนผู้หนึ่งได้เดินออกมาจากด้านใน นั่นคือผิงหย่งเจีย
เมื่อเห็นภาพนี้ วานรแก่และเหล่าวานรตัวอื่นต่างตกตะลึงเป็นอย่างมาก คนที่เห็นๆ อยู่ว่าตายไปแล้ว ทำไมถึงยังมีชีวิตอยู่?
วานรแก่พาวานรตัวอื่นข้ามลำธาร เดินเข้าไปหาผิงหย่งเจีย แต่ยังไม่ทันจะได้เข้าไปใกล้ สีหน้าของมันพลันเปลี่ยนไปทันที ส่งเสียงกรีดร้องแล้วกระโดดถอยกลับมา
ทั่วทั้งร่างของผิงหย่งเจียเต็มไปด้วยเศษดินเศษฝุ่น ผมเผ้ายุ่งเหยิง ดูไปแล้วคล้ายกับขอทาน แต่กลิ่นที่อยู่บนตัวกลับเหม็นเสียยิ่งกว่าขอทาน
เขาเอามือปิดจมูก มองดูเหล่าวานรที่กระโดดหนีออกไป ในดวงตาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด จากนั้นจึงกระโดดลงไปในลำธาร
เกล็ดหิมะละลายไปในทันทีที่ตกลงไปในลำธาร แต่น้ำกลับเย็นยะเยือกเป็นอย่างยิ่ง เขามิได้สนใจแม้แต่น้อย เช็ดเนื้อเช็ดตัวอย่างละเอียด พลางใช้เพลิงกระบี่กำจัดคราบดินที่ติดแน่นเป็นระยะ
ไม่รู้ว่าใช้เวลาไปนานเท่าไร ในที่สุดเขาก็รู้สึกว่าบนตัวไม่มีกลิ่นแล้ว จึงกล่าวขอโทษปลาที่ลอยตายขึ้นมาจากด้านล่างลำธาร ก่อนจะเดินออกมาจากในลำธาร
ในขณะที่เขาเตรียมจะหยิบเอาเสื้อผ้าขึ้นมาสวมใส่ เขาก็ได้กลิ่นเหม็นเน่าอย่างรุนแรงกลิ่นนั้นอีกครั้งจนเกือบจะอาเจียนออกมา จึงรีบเอาเสื้อผ้าเหล่านั้นเผาจนกลายเป็นควัน
ควันลอยฟุ้งอยู่ริมลำธาร ยังคงมีกลิ่นเหม็นเน่า เหมือนกับความรู้สึกหวาดกลัวที่ยังหลงเหลือ
เมื่อหนึ่งปีก่อนเขาเคี้ยวยาในขวดนั้นไปจนหมด ฤทธิ์ยาอันรุนแรงได้เริ่มเปลี่ยนแปลงต้นไม้แห่งเต๋าของเขา แล้วก็ชำระล้างร่างกายของเขา
สิ่งสกปรกและสิ่งแปลกปลอมทั้งหมดในร่างกายเขาได้ถูกฤทธิ์ยาขับออกมาจนหมด ผายลมออกมาติดๆ กับหลายสิบครั้ง
หรือก็คือเสียงฟ้าร้องที่เหล่าวานรได้ยินในวันนั้น
ลมที่ผายออกมาเหล่านั้นเหม็นเน่าเป็นอย่างยิ่ง แต่การปิดกั้นของข่ายพลังที่อยู่ในถ้ำแห่งนั้นดีมาก ไม่มีการไหลเวียนของอากาศแม้แต่เพียงนิดเดียว มีเพียงพลังวิญญาณที่อบอวลอยู่ด้านใน ไม่หลุดรอดออกมาไม่แม้แต่น้อย
นี่เท่ากับว่าผิงหย่งเจียถูกบีบให้ต้องเก็บตัวอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหม็นเน่าเช่นนี้เป็นเวลาหนึ่งปี เกือบจะกลายเป็นคนน่าสงสารคนแรกที่ถูกลมตดที่ผายออกมาของตนเองรมจนตาย
ส่วนเรื่องที่ว่าทำไมเขาถึงไม่กลายเป็นคนโง่ที่กินยาเยอะเกินไปจนร่างกายระเบิดตาย เรื่องนั้นกลับไม่มีใครทราบ
ตัวเขาเองก็ไม่ทราบเลยแม้แต่น้อย คิดว่านี่เป็นเรื่องปกติ
ยังคงเป็นคำพูดนั้น โชคดีจะมีปัญหาได้อย่างไร?
ผ่านไปพักหนึ่ง ในที่สุดควันเหล่านั้นก็สลายหายไปในฟ้าดิน วานรแก่พาเหล่าวานรปิดปากปิดจมูกเดินเข้าไปใกล้อย่างระมัดระวัง
ผิงหย่งเจียโบกมือไปทางวานรแก่ตัวนั้น
เขาเพิ่งจะออกจากการเก็บตัวไม่นาน การควบคุมยังทำได้ไม่ดี เจตน์กระบี่จึงไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว เมื่อเขาโบกมือ เจตน์กระบี่สายหนึ่งได้ตกลงไปในลำธาร
น้ำในลำธารพลันสงบนิ่ง จากนั้นเกิดเป็นรอยแยกขึ้นมารอยหนึ่ง เมื่อมองจากด้านข้างแล้วเหมือนหยกที่โปร่งแสง
ชักดาบตัดสายน้ำ เดิมก็เป็นเรื่องที่ยากอย่างมากอยู่แล้ว ต่อให้เป็นผู้ฝึกกระบี่ของชิงซานที่เชี่ยวชาญในการตัดที่สุดก็ตาม
เมื่อเห็นภาพนี้ ผิงหย่งเจียพลันตกตะลึง เขามองไปทางเหล่าวานรแล้วกล่าวถามว่า “สภาวะของข้าตอนนี้…เป็นอย่างไรบ้าง?”
หลังเขาเข้ามาเป็นศิษย์ชิงซาน เขาก็ร่ำเรียนอยู่ที่เรือนสี่เจี้ยนเพียงชั่วระยะเวลาหนึ่งก่อนจะถูกจิ๋งจิ่วเลือกเข้ามาเป็นศิษย์ยอดเขาเสินม่อ ในช่วงเวลาที่อยู่ในยอดเขาเสินม่อ นอกจากเรียนเพลงกระบี่ไร้จุดจบของยอดเขาชิงหรงแล้ว เขาก็ไม่ได้ทำอะไรอย่างอื่นเลย ไม่มีทั้งความรู้ แล้วก็ไม่มีประสบการณ์ในการประมือกับผู้บำเพ็ญพรตคนอื่น จึงเกิดความรู้สึกไม่มั่นใจในตัวเองขึ้นมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เหล่าวานรลังเลอยู่ครู่ ก่อนจะพากันปรบมือขึ้นมาเพื่อบอกว่าพอใช้ได้
ที่พวกมันลังเล มิใช่เพราะคิดว่าผิงหย่งเจียใช้ไม่ได้ หากแต่เป็นเพราะว่าพวกมันจำเป็นต้องวางมือที่ใช้ปิดปากปิดจมูกเอาไว้ลงมา
ผิงหย่งเจียกล่าวถามอย่างไม่ค่อยเป็นธรรมชาติว่า “อย่างนั้นพวกเจ้าว่าเมื่อไรข้าถึงจะแหวกทะเลได้?”
ครั้งนี้เหล่าวานรพากันส่ายศีรษะขึ้นมาอย่างไม่ลังเล ความเคลื่อนไหวพร้อมเพียงกัน ดูแล้วตลกเป็นอย่างมาก
นี่หมายความว่าไม่สามารถแหวกทะเลได้? หรือกำลังจะบอกว่าให้ตัวเองตั้งใจบำเพ็ญเพียรไป อย่าเพ้อฝันอะไรลมๆ แล้งๆ?
ผิงหย่งเจียรู้สึกสับสน แต่เขาย่อมไม่มีทางกล้าคิดไปว่าพวกวานรอาจจะกำลังหมายความว่าเขาได้บรรลุขั้นแหวกทะเลไปแล้ว ไม่จำเป็นต้องครุ่นคิดถึงเรื่องที่ว่าจะบรรลุเมื่อไรอีก...
“อาจารย์บอกว่าถ้าไม่แหวกทะเลก็ห้ามออกไปจากสำนัก อย่างนั้นข้าจะออกไปหาพวกเขาได้อย่างไร?”
เขาค่อนข้างทุกข์ใจ จากนั้นก็คิดขึ้นมาได้ว่าในที่สุดสภาวะของตัวเองก็ก้าวหน้าแล้ว จึงรู้สึกดีใจขึ้นมาอีกครั้ง จากนั้นเดินไปยังกระท่อมเล็กที่อยู่ในป่าหลังนั้น ชงชาเขียวให้ตัวเอง
ชาเขียววางเอาไว้หลายปี ย่อมไม่มีทางเป็นชาใหม่ ดื่มแล้วค่อนข้างขม แต่กลับทำให้เขาได้สติขึ้นมา คิดวิธีหนึ่งขึ้นมาได้
เขาหยิบเอาชุดสีเขียวอ่อนชุดหนึ่งออกมาจากในตู้ แล้วก็หยิบเอาหมวกลี่เม่าออกมาใบหนึ่ง จากนั้นเดินลงไปจากยอดเขา
หลังจากปีหนึ่งเป็นต้นมา ยอดเขาเสินม่อก็เตรียมหมวกลี่เม่าเอาไว้ตลอด ขอบหมวกมีความกว้างเป็นอย่างมาก ขอเพียงใส่เอาไว้บนหัว ก็ยากจะถูกคนมองเห็นใบหน้าได้
เมื่อมาถึงด้านล่างยอดเขา ผิงหย่งเจียก็เดินไปยังธารสี่เจี้ยน คิดอยากจะหาอาจารย์อาเหมยหลี่ที่ตนเองรู้จักเพื่อถามนางว่างานชุมนุมเหมยฮุ่ยครั้งนี้จะจัดขึ้นเมื่อไร หากจัดขึ้นตามปกติล่ะก็ ขอเพียงเขาได้สิบอันดับแรกในงานชุมนุมทดสอบกระบี่ เขาก็จะได้สิทธิ์ในการเข้าร่วมงานชุมนุมเหมยฮุ่ยและออกไปจากสำนักใช่หรือเปล่า
คิดไม่ถึงว่าเมื่อมาถึงหอสี่เจี้ยน เขาจะพบเพียงศิษย์ที่เพิ่งเข้าสำนักมาใหม่ที่นอนฟุบหมอบอยู่บนโต๊ะอย่างขี้เกียจเหมือนอย่างตัวเขาเมื่อก่อนนี้ แต่กลับไม่เจออาจารย์เลยแม้แต่คนเดียว
เขาดึงตัวผู้ดูแลคนหนึ่งมาถาม ถึงได้รู้ว่าที่แท้วันนี้ก็คือวันที่จัดงานชุมนุมทดสอบกระบี่ และกำลังจะได้ตัวคนที่จะไปเข้าร่วมงานชุมนุมเหมยฮุ่ยแล้ว
เมื่อได้ยินคำตอบนี้ ผิงหย่งเจียก็มองไปทางธารสี่เจี้ยนที่คดเคี้ยวเหมือนแถบผ้าสีเงิน สีหน้าเหม่อลอย
พอคิดอยากจะยกระดับสภาวะเพื่อแก้แค้นให้อาจารย์ ก็มีลิงแก่มาพาไปยังถ้ำถ้ำหนึ่ง จากนั้นกินยาไปขวดหนึ่ง พอคิดอยากจะเข้าร่วมงานชุมนุมเหมยฮุ่ย ลงมาจากยอดเขาก็เจอกับงานชุมนุมทดสอบกระบี่….
โชคดีขนาดนี้ ดูแล้วกระทั่งเหอจานที่ขึ้นชื่อเรื่องความโชคดีผู้นั้นก็ยังมิอาจเทียบได้กระมัง?
………………………………………………………………